งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร eNeuro ได้เผยความลับการทำงานของสมองมนุษย์ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว โดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือไขประตูสู่โลกแห่งความรู้สึกอันซับซ้อน การศึกษาครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ประสบการณ์ทางอารมณ์ก่อนหน้าส่งผลต่อการรับรู้อารมณ์ที่ตามมาได้อย่างไร ซึ่งนับเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ในการพัฒนาแนวทางบำบัดโรคทางอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า ที่ผู้ป่วยมักจมอยู่กับความรู้สึกด้านลบและก้าวข้ามไปสู่สภาวะอารมณ์ใหม่ได้ยาก

ไม่ว่าเราจะอยู่บนรถเมล์ ในห้องเรียน หรือแม้แต่ในพิธีกรรมทางศาสนา ดนตรีก็มักจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเสมอ งานวิจัยนี้จึงนับเป็นข่าวดีสำหรับคนรักเสียงเพลง ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเพลงหมอลำ ลูกทุ่ง หรือป๊อปสากล เพราะผลลัพธ์ที่ได้นั้นสอดคล้องกับประสบการณ์ตรงของคนไทยที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องและปลดปล่อยอารมณ์มาอย่างยาวนาน ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ด้านสุขภาพจิตและการดูแลอารมณ์ด้วยเครื่องมือใกล้ตัวอย่างเสียงเพลงอีกด้วย

การศึกษานี้นำโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเผยแพร่ผลเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยได้ร่วมมือกับนักประพันธ์เพลงเพื่อสร้างสรรค์บทเพลงที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ จากนั้นจึงให้อาสาสมัครฟังเพลงเหล่านี้พร้อมกับสแกนสมองไปด้วย ซึ่งลำดับของเพลงได้ถูกวางแผนเพื่อกระตุ้นอารมณ์ที่ต่อเนื่องกัน ทำให้ทีมวิจัยสามารถติดตามรูปแบบการทำงานของสมอง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลเสียงและการสื่อสารทางสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าสมองปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรเมื่อต้องเคลื่อนจากอารมณ์หนึ่งไปสู่อีกอารมณ์หนึ่ง

ผลการวิจัยที่น่าสนใจคือ รูปแบบการทำงานของสมองและความเร็วในการเปลี่ยนผ่านอารมณ์นั้นขึ้นอยู่กับว่าก่อนหน้านี้ผู้ฟังรู้สึกอย่างไร หากเพิ่งฟังเพลงสนุกสนานแล้วตามด้วยเพลงเศร้า สมองจะตอบสนองแตกต่างจากการฟังเพลงที่สร้างความตึงเครียดมาก่อน นอกจากนี้ หากเป็นการเปลี่ยนผ่านระหว่างอารมณ์ที่ใกล้เคียงกัน เช่น จากเพลงที่ให้ความรู้สึกเบิกบานไปสู่เพลงที่ให้ความรู้สึกดีอีกรูปแบบหนึ่ง สมองก็จะปรับเปลี่ยนสภาวะอารมณ์ได้เร็วยิ่งขึ้น

หัวหน้าทีมวิจัยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Neuroscience News (neurosciencenews.com) ว่า “สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า พวกเขามักจะดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากสภาวะอารมณ์ด้านลบ งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าการฟังเพลงและเทคนิคใหม่ๆ ที่เราพัฒนาขึ้น อาจช่วยให้เรามองเห็นรูปแบบการทำงานของสมองที่สะท้อนถึง ‘ความติดกับ’ ทางอารมณ์นี้ได้” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การรักษาที่มุ่งเน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้สมองสามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ไปตามสถานการณ์ เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าโดยตรง

ทีมวิจัยยังใช้เทคนิควิเคราะห์ขั้นสูงอย่างโมเดล Hidden Markov เพื่อตรวจจับรูปแบบการทำงานของสมองที่ซับซ้อนในระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางอารมณ์ และพบว่าสมองส่วนกลีบขมับและกลีบข้าง (temporoparietal lobe) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราแยกแยะประสบการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยมเสียงที่ได้ยินเข้ากับความรู้สึกภายในใจ เป็นพื้นที่หลักที่ควบคุมการเคลื่อนผ่านของอารมณ์ นอกจากนี้ ผลสำรวจการให้คะแนนอารมณ์จากผู้เข้าร่วมก็สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของสมองที่ตรวจพบ ซึ่งช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อค้นพบนี้ได้เป็นอย่างดี

สำหรับบริบทของไทยเรา งานวิจัยชิ้นนี้เหมือนกับการตอกย้ำด้วยหลักวิทยาศาสตร์ว่า วัฒนธรรมของเราที่ผูกพันดนตรีเข้ากับการสร้างสมดุลทางใจนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นเสียงสวดมนต์และดนตรีในวัดที่ช่วยสร้างสมาธิและความสงบ ไปจนถึงดนตรีไทยเดิมและลิเกที่เปรียบเสมือนเวทีสำหรับรวมพลังใจและปลดปล่อยความรู้สึก นักการศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์สามารถนำข้อมูลนี้ไปต่อยอด เพื่อทำให้การฟังเพลงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจิตแบบองค์รวม เพราะวันนี้วิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่าเสียงเพลงสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่เกิดขึ้นในสมองของเราได้จริง

จากอดีตถึงปัจจุบัน ดนตรีมีบทบาทต่อสุขภาพใจของคนไทยเสมอมา ทั้งในรูปแบบของพิธีกรรมบำบัดและการใช้เครื่องดนตรีอย่างขิมและระนาด ในขณะที่เวทีโลกเองก็ให้การยอมรับดนตรีบำบัดอย่างแพร่หลาย งานวิจัยชิ้นนี้จึงอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้วงการแพทย์ไทยหันมาใช้ดนตรีที่ออกแบบเฉพาะบุคคลในคลินิกหรือในระดับชุมชน โดยผสมผสานทั้งดนตรีท้องถิ่นและดนตรีสากลเข้าไว้ด้วยกัน

ในอนาคต ทีมวิจัยตั้งเป้าที่จะศึกษาเพิ่มเติมว่า การออกแบบดนตรีสำหรับแต่ละบุคคลจะสามารถช่วยคลายความยึดติดทางอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลได้จริงหรือไม่ รวมถึงการนำเทคนิคสแกนสมองมาใช้เพื่อวางแผนดนตรีบำบัดให้สอดคล้องกับรูปแบบสมองของแต่ละคน ในสังคมไทยที่เรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางอาจเป็นประตูบานใหม่ที่เข้าถึงง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คนได้ดียิ่งขึ้น

ข้อคิดที่ผู้อ่านชาวไทยนำไปปรับใช้ได้ทันทีก็คือ ลองสร้างเพลย์ลิสต์เพลงในชีวิตประจำวันให้มีอารมณ์ที่หลากหลาย และหมั่นสังเกตว่าการฟังเพลงในลำดับต่าง ๆ ส่งผลต่อความรู้สึกของเราอย่างไร เช่น เริ่มวันด้วยเพลงหมอลำสนุกๆ เพื่อปลุกพลังใจ แล้วปิดท้ายวันด้วยเพลงบรรเลงฟังสบายเพื่อการผ่อนคลาย สมองของเราจะสามารถ “รีเฟรช” อารมณ์ได้ หากเราตั้งใจเลือกเพลงที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพจิต อาจนำเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อดูแลกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการฝึกฝนความยืดหยุ่นทางอารมณ์ได้

เมื่อดนตรีได้หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของคนไทย งานวิจัยชิ้นใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการยืนยันสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ยังเปรียบเสมือน “เข็มทิศ” ที่จะนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะอารมณ์ไม่เคยหยุดนิ่ง และสมองของเราก็พร้อมที่จะเดินทางข้ามผ่านความหม่นหมองไปสู่ความสดใสได้ ด้วยพลังของเสียงเพลงที่เราเลือกสรรอย่างเข้าใจ

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้ ได้แก่ Neuroscience News และงานวิจัยในวารสาร eNeuro (เรื่อง “Emotions in the Brain Are Dynamic and Contextually Dependent: Using Music to Measure Affective Transitions” โดย Matthew Sachs และคณะ)