สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญแนวโน้มปัญหาสุขภาพที่น่ากังวล เมื่อรายงานล่าสุดชี้ว่า ชาวอเมริกันมากถึง 2 ใน 3 หรือราว 66% กำลังมีปัญหากับระบบทางเดินอาหารไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง อาการยอดฮิตที่ส่งคนไข้ไปห้องฉุกเฉินบ่อยที่สุด ได้แก่ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ลำไส้อักเสบ (ชนิดไม่ติดเชื้อ) ท้องผูก และเลือดออกในทางเดินอาหาร ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่คือภาพอนาคตที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญ หากไม่รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและโภชนาการที่กำลังเดินตามรอยชาติตะวันตก

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทย เพราะโรคทางเดินอาหารไม่เพียงสร้างความทุกข์ทรมาน แต่ยังบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมหาศาล สถิติจากระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ก็ชี้ชัดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหารและโรคเมตาบอลิกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมีต้นตอมาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป อาหารการกิน และความเครียดที่สูงขึ้น รายงานของ AOL ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งโครงการสำรวจค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แบบสำรวจระดับชาติ และงานวิจัยทางการแพทย์ จึงเปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า” สำหรับคนไทยทุกคน ครอบครัว และผู้กำหนดนโยบาย

จุดที่น่ากังวลคือ ตัวเลขผู้ป่วยที่ไปห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดท้องในสหรัฐฯ มีมากถึงปีละ 5.8 ล้านครั้ง หรือคิดเป็น 1,762 คนต่อประชากร 1 แสนคน ถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนอเมริกันต้องรีบไปโรงพยาบาล ซึ่งมีตั้งแต่สาเหตุเล็กน้อยอย่างลมในท้องหรืออาหารไม่ย่อย ไปจนถึงปัญหาร้ายแรง เช่น อาหารเป็นพิษ ลำไส้แปรปรวน และกรดไหลย้อน ส่วนอาการคลื่นไส้และอาเจียน ก็ส่งผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินกว่าปีละ 2.2 ล้านครั้ง หรือ 661 คนต่อประชากรแสนคน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อ ความเครียด การใช้ยาบางชนิด และภาวะแพ้อาหารที่พบมากขึ้น (wkow.com)

ขณะที่โรคลำไส้อักเสบหรือโคลิติสชนิดไม่ติดเชื้อ ก็ทำให้มีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินถึง 1.3 ล้านครั้ง (386 ต่อแสนคน) งานวิจัยล่าสุดปี 2567 ในวารสาร Clinical Toxicology ชี้ว่าจำนวนผู้ที่โทรแจ้งศูนย์พิษวิทยาเพราะเผลอหรือจงใจรับสารเคมีอันตรายเข้าไปมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งสารเคมีเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายและทำให้ลำไส้อักเสบรุนแรงได้ นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะและยาระบายพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พบปัญหานี้ในผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อาการท้องผูกที่หลายคนเคยมองเป็น “เรื่องเล็ก” กลับกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่น่าเป็นห่วง โดยสถิติในสหรัฐฯ พบว่ามีผู้ป่วยต้องไปห้องฉุกเฉินด้วยอาการนี้มากกว่า 1.1 ล้านครั้งต่อปี สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมเดิม ๆ คือ ดื่มน้ำน้อย กินใยอาหารไม่พอ และวิถีชีวิตแบบนั่งนิ่งไม่ค่อยขยับตัว ผลสำรวจล่าสุดเผยว่ามีผู้หญิงอเมริกันเพียง 9% และผู้ชายแค่ 5% เท่านั้นที่ได้รับใยอาหารเพียงพอต่อวัน ซึ่งนักวิชาการไทยก็ออกมาเตือนว่าคนเมืองในไทยกำลังมีแนวโน้มไม่ต่างกัน องค์การอนามัยโลกยังประเมินว่า 1 ใน 3 ของผู้ที่มีอาการท้องผูกทั่วโลกมีสาเหตุมาจากการออกกำลังกายน้อยเกินไป ซึ่งปัญหานี้กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวันของคนทั้งในสหรัฐฯ และไทย

ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งมักมีความเชื่อมโยงกับโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งหรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้มีผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินมากถึง 942,000 ครั้งต่อปี สาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สูงขึ้น และการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่น่ากังวลที่สุดคือภาวะเลือดออกและมะเร็งในระบบทางเดินอาหารเริ่มพบในกลุ่มคนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งหน่วยงานทะเบียนมะเร็งของไทยก็เริ่มรายงานแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน (Gastroenterology Advisor)

อันที่จริง ยังมีผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารอีกมากที่ไม่ได้ไปโรงพยาบาล รายงานของ AOL เตือนว่าตัวเลขผู้ป่วยที่แท้จริงน่าจะสูงกว่าข้อมูลทางการมาก เพราะยังมีคนอีกนับไม่ถ้วนที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาการท้องอืด มีแก๊สในท้อง หรือปวดท้องเรื้อรังโดยไม่เคยไปพบแพทย์ ข้อมูลเหล่านี้ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ที่น่ากลัวระหว่างโรคระบบทางเดินอาหารกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่น ๆ ตั้งแต่เบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไปจนถึงโรคสมองเสื่อมอย่างอัลไซเมอร์ สำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยเบาหวานและเมตาบอลิกซินโดรมที่เพิ่มสูงขึ้น สัญญาณเตือนนี้บอกเราว่า อาการท้องเสีย ปวดท้อง หรือขับถ่ายผิดปกติ ไม่ใช่แค่เรื่องจุกจิกอีกต่อไป แต่เป็น “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ของโรคร้ายแรงได้

แล้วอะไรคือต้นตอของวิกฤตนี้? ผู้เชี่ยวชาญทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศต่างชี้ไปที่พฤติกรรมร่วมสมัยที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ การบริโภคอาหารสำเร็จรูป อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การดื่มน้ำไม่เพียงพอ การขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย และอัตราโรคอ้วนที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ วิถีชีวิตยุคดิจิทัลที่ทำให้คนทำงานหน้าจอและขยับตัวน้อยลง ประกอบกับความเครียดสะสมจากสถานการณ์โควิด-19 ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาทางเดินอาหารเลวร้ายลง มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่พบว่าผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางเดินอาหารเรื้อรังสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานศึกษาขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ พบว่า 29% ของผู้ที่หายจากโควิด-19 รายงานว่ามีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเกิดขึ้นใหม่ภายใน 6 เดือนหลังการติดเชื้อ (Cedars-Sinai)

สุขภาพจิตก็ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพลำไส้เช่นกัน หลังการระบาดใหญ่ สถิติความเครียดและความวิตกกังวลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลให้อาการทางเดินอาหารแย่ลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนและอาการปวดท้องที่ไม่ทราบสาเหตุ อีกทั้งยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบริเวณลำไส้อ่อนแอลงด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารประจำโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์ของไทยว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา พบผู้ป่วยเข้ามาปรึกษาเรื่องอาการลำไส้แปรปรวนและปัญหาการขับถ่ายที่เกิดจากความเครียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักวิจัยจากโรงพยาบาลชั้นนำในสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า ปัญหานี้ซับซ้อนกว่าที่คิด มันไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลกระทบสะสมจากทั้งสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต พันธุกรรม และสภาพจิตใจ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์และสาธารณสุขของไทย

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากวิถีชีวิตสมัยใหม่เริ่มชัดเจนขึ้นทุกปี เมื่อเมืองขยายตัว ผู้คนหันไปบริโภคอาหารสไตล์ตะวันตกมากขึ้น เช่น ของทอด ของหวาน และอาหารสะดวกซื้อ ขณะที่การบริโภคผักผลไม้และอาหารพื้นบ้านที่มีใยอาหารสูงกลับลดน้อยลงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โรงพยาบาลในเชียงใหม่ ขอนแก่น และกรุงเทพฯ ต่างรายงานจำนวนผู้ป่วยวัยรุ่นและวัยทำงานที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน ภูมิแพ้อาหาร และลำไส้อักเสบเพิ่มสูงขึ้น หลายคนมีพฤติกรรมเสี่ยงแบบเดียวกัน คือ นั่งทำงานนาน ๆ ไม่กินข้าวเช้า ดื่มน้ำน้อย และกินใยอาหารไม่พอ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงชุดเดียวกับที่งานวิจัยของ NIDDK ในสหรัฐฯ ระบุไว้

ภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยเคยเป็นเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพลำไส้ชั้นดี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการกินอาหารร่วมกันในครอบครัว เมนูที่อุดมด้วยผักและสมุนไพร หรือการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน แต่พฤติกรรมการกินอาหารจานด่วน อาหารแปรรูป และวิถีชีวิตยุคดิจิทัล กำลังกัดกร่อนเกราะป้องกันเหล่านี้ไปอย่างช้า ๆ ดังที่ผลสำรวจสุขภาพคนเมืองล่าสุดได้สะท้อนออกมา

หากไม่เร่งแก้ไข ประเทศไทยอาจต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับที่สหรัฐฯ กำลังเจอ คือจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินและโรคเรื้อรังในระบบทางเดินอาหารพุ่งสูงจนน่าตกใจ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงกว่ามาก ทั้งในมิติของสวัสดิการ คุณภาพชีวิต และงบประมาณด้านสาธารณสุขในระยะยาว

แล้วคนไทยควรเริ่มต้นอย่างไร? ข้อแรก เมื่อมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินอาหารอย่างต่อเนื่อง เช่น ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ถ่ายเป็นเลือด ท้องผูกเรื้อรัง หรืออาเจียนไม่หยุด ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่าซื้อยากินเองหรือปล่อยทิ้งไว้ ข้อสอง ต้องหันมาเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา เริ่มจากการกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ลดของหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืช ดื่มน้ำให้เพียงพอ และขยับร่างกายทุกวัน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนควรส่งเสริมให้พนักงานได้ลุกเดินและจัดกิจกรรมคลายเครียดเป็นประจำ เพราะสุขภาพลำไส้และสมองเชื่อมโยงกันโดยตรง สุดท้าย ภาครัฐควรลงมืออย่างจริงจังในการผลักดันนโยบายและรณรงค์สร้างนิสัยการกินเพื่อสุขภาพที่ดี เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในแคมเปญลดหวาน มัน เค็ม

ภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งตำรับยาสมุนไพร การฝึกสมาธิเพื่อลดความเครียด และความหลากหลายของอาหารท้องถิ่น ล้วนเป็นต้นทุนที่ดีในการสร้างทางเลือกเพื่อสุขภาพลำไส้ที่ดีได้ หากคนไทยเรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากทั่วโลก โดยไม่ละเลยคุณค่าดั้งเดิมของตนเอง เราก็อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตสุขภาพทางเดินอาหารที่กำลังคุกคามหลายประเทศได้สำเร็จ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มปัญหาระบบทางเดินอาหารได้ที่ AOL และข้อมูลสถิติจาก NIDDK ส่วนคำแนะนำสำหรับคนไทย สามารถดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขหรือปรึกษาแผนกอายุรกรรมของโรงพยาบาลใกล้บ้าน