งานวิจัยชิ้นล่าสุดได้เปิดเผยความเชื่อมโยงที่น่าขบคิดระหว่าง “ประสบการณ์หลุดออกจากร่าง” กับแนวโน้มการเกิดปัญหาสุขภาพจิตและบาดแผลทางใจ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงวิทยาศาสตร์และเป็นประเด็นที่สังคมไทยควรหันมาให้ความสำคัญ รายงานต้นฉบับจาก PsyPost ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตระหนักรู้และดูแลอย่างเหมาะสม เพราะแม้ปรากฏการณ์นี้จะเป็นที่สนใจในสังคมมานาน แต่กลับยังไม่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทางการแพทย์
ประสบการณ์หลุดออกจากร่าง หรือ Out-of-Body Experiences (OBEs) คือภาวะที่คนเรารู้สึกราวกับว่ากำลังเฝ้ามองร่างกายของตัวเองจากมุมมองภายนอก ปรากฏการณ์นี้พบได้บ่อยในเรื่องเล่าทางศาสนา ประสบการณ์ใกล้ตาย และความเชื่อทางจิตวิญญาณในหลากหลายวัฒนธรรม รวมถึงในสังคมไทย ขณะที่บางคนมองว่าเป็นเรื่องลี้ลับ แต่วงการวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายในเชิงประสาทวิทยาและจิตวิทยามากขึ้น งานวิจัยล่าสุดนี้ ซึ่งจัดทำโดยทีมนักวิจัยนานาชาติและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ได้สำรวจผู้คนที่มีประสบการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นระบบและพบว่า กลุ่มนี้มีคะแนนความวิตกกังวล ซึมเศร้า ภาวะหลุดออกจากความจริง และการเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ (trauma) สูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยมีประสบการณ์นี้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า OBEs อาจมีสาเหตุจากความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง ความเครียดจัด ความผิดปกติของสมองหรือระบบประสาท หรือแม้แต่การใช้สารบางชนิด ในบริบทไทย OBEs มักถูกผูกโยงเข้ากับแนวคิดเรื่องจิตในพุทธศาสนา หรือการเดินทางของวิญญาณ อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์ได้เตือนว่าควรมีการประเมินสภาพจิตใจอย่างละเอียด โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือสร้างความทุกข์ใจ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีเน้นย้ำว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแยกแยะระหว่างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่มีความหมายเชิงวัฒนธรรม กับอาการที่อาจชี้ถึงปัญหาสุขภาพจิตที่ซ่อนอยู่ ในทางปฏิบัติ เราจะพิจารณาจากรูปแบบโดยรวม ความถี่ อาการอื่น ๆ ที่เกิดร่วม และระดับความทุกข์ใจของแต่ละบุคคล”
ผลการศึกษาที่สำคัญ พบว่าผู้ที่เคยมีประสบการณ์ OBE มีแนวโน้มจะเคยผ่านเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางใจในวัยเด็กหรือวัยผู้ใหญ่มากกว่ากลุ่มควบคุม ทั้งยังพบอาการเครียดรุนแรง วิตกกังวล และภาวะหลุดออกจากความจริง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่เคยชี้ว่า ประสบการณ์สูญเสียความรู้สึกเป็นตัวเอง (dissociation) เช่น ภาวะไม่รู้สึกถึงตัวตน (depersonalization) ภาวะไม่รับรู้ความจริง (derealization) และ OBE มักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่เคยเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นอกจากนี้ นักประสาทวิทยาระบุว่า OBE อาจเกิดร่วมกับอาการชัก ไมเกรน หรือความผิดปกติทางการรับรู้ แต่ผลวิจัยชิ้นใหม่นี้เน้นย้ำว่า OBE ควรถูกมองในฐานะสัญญาณเชิงจิตวิทยา ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์น่าพิศวงทางระบบประสาท นักจิตประสาทวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความเห็นว่า “สำหรับคนไทย บางครั้งอาจไม่กล้าเล่าประสบการณ์ OBE เพราะกลัวจะถูกมองว่าผิดปกติ การสร้างพื้นที่พูดคุยที่เปิดกว้างจะช่วยให้เราสามารถระบุผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างเข้าใจในบริบทและเรื่องราวชีวิตของพวกเขา”
ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลผ่านแบบสำรวจที่เป็นความลับและใช้เครื่องมือมาตรฐานทางจิตเวชกับผู้เข้าร่วมหลายร้อยคน ทำให้ได้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยพบว่าผู้มีประสบการณ์ OBE จำนวนมากยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่โอกาสที่จะพบประสบการณ์นี้จะสูงขึ้นในกลุ่มคนที่มีปมปัญหาทางใจที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย หรือมีอาการป่วยทางจิตเวชอยู่แล้ว ประเด็นนี้น่าพิจารณาอย่างยิ่งในสังคมไทย ซึ่งแม้จะมีความตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น แต่ยังคงมีอุปสรรคและตราบาปในการเข้าถึงความช่วยเหลือ จากผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตพบว่าคนไทยกว่าครึ่งที่มีอาการป่วยทางจิตเวชยังไม่เคยเข้ารับการรักษา โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติและช่องทางการเข้าถึงที่จำกัด
ในเชิงวัฒนธรรม คนไทยที่เคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มักเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องภพชาติ การทำสมาธิ หรือการระลึกชาติในทางพุทธศาสนา แม้สังคมไทยจะเปิดกว้างต่อเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชย้ำว่าการเพิกเฉยต่อ “สัญญาณเตือน” อาจนำไปสู่ภัยเงียบได้ ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำว่า “เราควรเคารพในมุมมองความเชื่อส่วนบุคคล แต่อยากให้ครอบครัวและคนใกล้ชิดช่วยกันสังเกตอาการร่วม โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นบ่อยและมีสัญญาณของความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือผลกระทบจากบาดแผลทางใจ เพราะการรู้เท่าทันตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตลุกลาม”
ทั่วโลกมีการศึกษาเรื่อง OBE อย่างเข้มข้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองสร้างประสบการณ์คล้าย OBE ขึ้นในห้องปฏิบัติการโดยการปรับเปลี่ยนสัญญาณการรับรู้ เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างสมองกับความรู้สึกเป็นเจ้าของร่างกาย แต่รายงานวิจัยชิ้นนี้ได้ให้ความสำคัญกับประสบการณ์จริงและปัจจัยทางจิตใจ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าประวัติชีวิตและบาดแผลทางใจมีบทบาทสำคัญต่อการเกิด OBE
ผลกระทบต่อสังคมไทย คือประเด็นนี้เกี่ยวพันกับบุคลากรสาธารณสุข ครู นักสังคมสงเคราะห์ ไปจนถึงผู้นำทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มักเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คนใกล้ชิดฟัง นักรณรงค์ด้านสุขภาพจิตชี้ว่า การติดอาวุธความรู้ให้แก่กลุ่มคนที่มีโอกาสรับฟังเรื่องนี้เป็นกลุ่มแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยคัดกรองอาการที่อาจซ่อนอยู่ ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เรื่องราวของ OBE ควรถูกบรรจุไว้ในคู่มือให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตสำหรับครอบครัว และส่งเสริมการพูดคุยในเรื่องนี้อย่างปราศจากอคติ
คณะผู้วิจัยได้เสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมถึงความซับซ้อนในมิติทางวัฒนธรรม ศาสนา และเวชปฏิบัติในบริบทของไทยโดยเฉพาะ ที่สำคัญที่สุด ประสบการณ์ OBE ไม่ควรถูกตัดสินในเชิงบวกหรือลบตั้งแต่แรก แต่ควรมองว่าเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ต้องรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ และพิจารณาให้การดูแลอย่างรอบด้านหากมีความเชื่อมโยงกับปัญหาทางใจ
ข้อคิดสำหรับผู้อ่าน คือการเปิดใจรับฟังเรื่องราวลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเกิดกับตนเองหรือคนใกล้ชิด ด้วยความเข้าใจทั้งในมิติวัฒนธรรมและสุขภาพจิต หากพบว่าประสบการณ์ OBE เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควบคู่ไปกับความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือความทรงจำจากเหตุการณ์เลวร้าย ขอแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรอง การรู้เท่าทันและขจัดอคติจะช่วยให้ทุกคนได้รับการดูแลที่เหมาะสม
สามารถอ่าน สรุปงานวิจัยต้นฉบับ และดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก กรมสุขภาพจิต หรือโรงพยาบาลและศูนย์ให้คำปรึกษาชั้นนำทั่วประเทศ