การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ประเภทสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด กำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่สั่นคลอนรากฐานประชาธิปไตยทั่วโลกอย่างน่าเป็นห่วง งานวิจัยและคำเตือนจากหลายฝ่ายต่างชี้ตรงกันว่า มีการใช้เครื่องมือสร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมที่สมจริงอย่างน่าตกใจเพื่อหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โน้มน้าวผลคะแนน และบั่นทอนความไว้วางใจในกระบวนการประชาธิปไตย ในขณะที่ภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังไม่มีมาตรการรับมือที่มีประสิทธิภาพพอ กระแสข้อมูลเท็จที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้แทรกซึมเข้าสู่การเลือกตั้งตั้งแต่ยุโรปถึงเอเชีย จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างเร่งด่วนถึงแนวทางปกป้องความโปร่งใสและความยุติธรรมในการเลือกตั้ง

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันประชาธิปไตยและก้าวสู่การเลือกตั้งในยุคดิจิทัล การทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและแนวโน้มการใช้ AI เพื่อบิดเบือนการเลือกตั้งในเวทีโลก จะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดนโยบาย ให้ความรู้แก่ประชาชน และพัฒนาเครื่องมือป้องกันเพื่อรักษาเสถียรภาพของชาติ

ตลอดช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เครื่องมือ AI ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการแทรกแซงการเลือกตั้งไปโดยสิ้นเชิง จากที่เคยพึ่งพา “ฟาร์มโทรล” หรือกองทัพไซเบอร์ที่ใช้คนปั่นข้อมูลซ้ำๆ แบบไร้ชั้นเชิง มาวันนี้ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ AI สร้างสรรค์ภาพ เสียง วิดีโอ หรือแม้กระทั่งเสียงพูดสำเนียงท้องถิ่นที่สมจริงจนน่าตกใจได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยด้านรัฐศาสตร์ในโรมาเนียระบุว่า “เทคโนโลยีเหล่านี้ก้าวหน้าไปมาก จนเนื้อหาปลอมสามารถแพร่กระจายในวงกว้างได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน” ทั้งคุณภาพและปริมาณของข้อมูลลวงที่ AI ผลิตได้นั้น ถือเป็นภัยคุกคามในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (nytimes.com)

คณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อมข้อมูลเปิดเผยว่า มากกว่า ๘๐% ของการเลือกตั้งในปี ๒๐๒๔ ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้งหนาแน่นเป็นพิเศษทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี โปแลนด์ โปรตุเกส อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ล้วนมีการนำ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ราว ๑ ใน ๔ จะเป็นการใช้งานเชิงบวก เช่น การแปลเนื้อหาหาเสียงหรือเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ส่วนใหญ่กลับถูกใช้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือสร้างความเข้าใจผิด โดย ๖๙% ของกรณีศึกษาพบว่าการใช้ AI ส่งผลเสียมากกว่าผลดี ตั้งแต่การปล่อยข่าวปลอมทั่วไปไปจนถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ซับซ้อน เพื่อชี้นำความคิดและทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตย

กรณีศึกษาที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นที่โรมาเนีย เมื่อกลุ่มปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียใช้ AI สร้างเนื้อหาปลอมเพื่อชี้นำผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทั้งวิดีโอและข่าวปลอมที่ดูแนบเนียนถูกเผยแพร่ไปทั่ว จนสามารถผลักดันผู้สมัครขวาจัดจากพรรคเล็กให้ได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายศาลต้องสั่งให้ผลการเลือกรอบแรกเป็นโมฆะและจัดการหาเสียงใหม่ แต่กลับยิ่งทำให้เนื้อหาปลอมระบาดหนักขึ้นไปอีกก่อนการลงคะแนนรอบสอง คณะผู้เชี่ยวชาญฯ ชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่พิสูจน์ได้ว่า AI มีบทบาทพลิกผลการเลือกตั้งอย่างเป็นรูปธรรม และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในอนาคต (nytimes.com)

บริบทไทยในยุคเลือกตั้งเอไอ

ประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากคลื่นเทคโนโลยีนี้เช่นกัน ด้วยสังคมออนไลน์ที่คึกคักและการใช้งานเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ยูทูบ และแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างแพร่หลาย แม้จะเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกบิดเบือนข้อมูลด้วย AI ดังนั้น การรณรงค์สร้างการรู้เท่าทันสื่อ การปรับปรุงระบบกำกับดูแลเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม และการกำหนดให้มีการติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างจาก AI อย่างชัดเจน จึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

นักวิจัยระดับนานาชาติเตือนถึงภัยสองด้านจาก Generative AI นั่นคือ ปริมาณเนื้อหาปลอมมหาศาล และระดับความสมจริงที่ยากจะจับผิดได้ งานศึกษาจากศูนย์มีเดียเอนเกจเมนท์ มหาวิทยาลัยเท็กซัสออสติน พบว่าในการเลือกตั้งที่อินเดีย แม้แต่พรรคการเมืองเองก็นำ AI มาสร้างเสียงเลียนแบบผู้สมัครเพื่อสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน วิดีโอและเสียงปลอมที่เรียกว่า “deepfake” ก็ระบาดหนักในโซเชียลมีเดีย โดยส่วนใหญ่ไม่มีการระบุว่าเป็นของปลอม ทำให้การแยกแยะความจริงออกจากข้อมูลเท็จเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ต้านทานไม่ทันต่อเอไอ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอเตอร์เดมในสหรัฐอเมริกา ยังเผยให้เห็นว่าบัญชีผู้ใช้ปลอมที่สร้างโดย AI สามารถหลุดรอดระบบตรวจสอบของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Instagram, Threads, X (Twitter เดิม), Reddit, TikTok, Mastodon และ LinkedIn ไปได้อย่างง่ายดาย แม้บริษัทเหล่านี้จะมีนโยบายต่อต้านข้อมูลเท็จ แต่การตรวจจับและบังคับใช้ก็ยังคงตามหลังความก้าวหน้าของ AI อยู่เสมอ และบ่อยครั้งที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการปกป้องผู้ใช้งานกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ความกังวลยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจาก OpenAI ออกมาเปิดเผยว่าสามารถสกัดกั้นปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลโดยใช้ AI ครั้งใหญ่ได้ถึง ๕ ครั้งในปี ๒๐๒๔ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อแทรกแซงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรวันดา สหรัฐอเมริกา อินเดีย กานา และสหภาพยุโรป ตัวอย่างเช่น การใช้ AI สร้างบัญชีบอตเพื่อสนับสนุนพรรคขวาจัดในเยอรมนีจนมีผู้ติดตามกว่า ๒๗,๐๐๐ ราย ปฏิบัติการเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับข้ามชาติเท่านั้น แต่ในหลายประเทศ นักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศเองก็หันมาใช้ AI เป็นอาวุธในสงครามข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมืองเช่นกัน

ในสหรัฐอเมริกา ผลกระทบจากการใช้ AI แทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี ๒๐๒๔ ทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่ง ทั้ง FBI และหน่วยงานด้านความมั่นคง ต้องออกมาประกาศเตือนภัยสาธารณะ แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลชุดล่าสุด หน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อรับมือปัญหานี้โดยเฉพาะกลับถูกยุบหรือลดบทบาทลง ทำให้สหรัฐฯ และประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ต้องเผชิญความเสี่ยงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา อินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะหัวหน้าคณะสำรวจของคณะผู้เชี่ยวชาญฯ กล่าวว่า “ในปี ๒๐๒๔ ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ถูกบดบังด้วยการนำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างสิ้นเชิง” ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ AI เขียนและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละกลุ่มได้อย่างรวดเร็วกว่าที่มนุษย์หรือเครื่องมือแบบเดิมๆ จะทำได้หลายเท่าตัว

บทเรียนสำคัญและทางรอดในยุคเลือกตั้งเอไอ

ยุโรปเองก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ สหภาพยุโรปได้เปิดการสอบสวนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และรายอื่นๆ กรณีการรับมือกับแคมเปญข้อมูลเท็จจาก AI ที่โจมตีการเลือกตั้งในโรมาเนีย ไอร์แลนด์ และโครเอเชีย แม้ TikTok จะรายงานว่าได้ลบโพสต์ไปกว่า ๗,๓๐๐ ข้อความในช่วง ๒ สัปดาห์ก่อนการลงคะแนนรอบสองในโรมาเนีย แต่ก็ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในการตรวจจับและระงับข้อมูลปลอมให้ทันท่วงที (nytimes.com) เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการควบคุมเนื้อหาออนไลน์ยังคงเป็นโจทย์สุดหินและตามความเร็วของ AI ไม่ทัน

สำหรับประเทศที่ประชาธิปไตยยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย เดิมพันจึงสูงเป็นพิเศษ รัฐบาลไทย คณะกรรมการการเลือกตั้ง และภาคประชาสังคม ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายของการหาเสียงยุคดิจิทัลอยู่แล้ว ทั้งปัญหา Hate Speech โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และการแทรกแซงจากต่างชาติ แต่ AI ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและน่ากังวลขึ้นไปอีก ข้อมูลปลอมที่สมจริงอาจถูกสร้างขึ้นมาให้ดูเหมือนผู้สมัครพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด ซึ่งอาจเปลี่ยนผลคะแนนหรือสร้างความวุ่นวายได้ นอกจากนี้ เมื่อข้อมูลที่สร้างด้วย AI ท่วมท้นแพลตฟอร์ม ก็อาจ “ทำให้สังคมหลงทาง สับสน และหมดความสนใจ” ดังที่ผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านความเสี่ยงจาก AI กล่าวไว้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ประชาชนอาจสูญสิ้นศรัทธาในระบบ หรือถึงขั้นต่อต้านประชาธิปไตย

แม้การแทรกแซงการเลือกตั้งจะมีมานาน ตั้งแต่การบิดเบือนสื่อ การซื้อเสียง ไปจนถึงการโจมตีทางไซเบอร์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือระดับความเป็นอัตโนมัติ ความสามารถในการเจาะจงเป้าหมาย และการขยายผลที่รวดเร็วจนน่ากลัว ไทยเคยเผชิญกับข่าวปลอมและการคุกคามบนโลกออนไลน์มาแล้วในการเลือกตั้งหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยต้องรับมือกับ AI ในระดับนี้มาก่อน การสร้างความเข้าใจและทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ จึงต้องเร่งปรับตัวให้ทัน ตั้งแต่การตรวจสอบข่าวสารไปจนถึงการแยกแยะเนื้อหาที่ AI ปั้นแต่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า AI รุ่นใหม่จะยิ่งแนบเนียนในการหลบเลี่ยงการตรวจจับ และสามารถสื่อสารที่ปรับให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การรณรงค์เรื่องการรู้เท่าทันสื่อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องแก้ที่โครงสร้าง ซึ่งหมายถึงการออกกฎหมายกำกับดูแลทั้งในระดับแพลตฟอร์มและระดับประเทศ สหภาพยุโรปได้ริเริ่มด้วยกฎหมาย Digital Services Act และ AI Act เพื่อกำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและความโปร่งใสของอัลกอริทึม สำหรับไทย กระทรวงดิจิทัลฯ ได้เริ่มติดตามข่าวปลอมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังต้องอาศัยบุคลากร เทคโนโลยี และความร่วมมือข้ามหน่วยงานที่เข้มข้นกว่าที่เป็นอยู่

ในระดับโลก ความร่วมมือระหว่างประเทศได้กลายเป็นหัวใจสำคัญ เช่น การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี ระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือการทำแคมเปญต่อต้านข้อมูลเท็จร่วมกัน ประเทศไทยควรเข้าไปมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศเหล่านี้ ทั้งในคณะผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลโลก และโครงการของสหประชาชาติว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนการจับมือกับชาติอาเซียนเพื่อพัฒนากรอบความร่วมมือในการปกป้องการเลือกตั้งจากภัยคุกคามข้ามพรมแดน

สำหรับสังคมไทย แนวทางที่จะช่วยลดความเปราะบางต่อการแทรกแซงผ่าน AI ได้แก่:

  • สนับสนุนสื่ออิสระที่น่าเชื่อถือและมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลที่เข้มแข็ง
  • ส่งเสริมการศึกษาและรณรงค์เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแยกแยะเนื้อหาที่สร้างจาก AI
  • สนับสนุนให้นักการเมืองและพรรคการเมืองประกาศจุดยืนเรื่องการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส
  • ผลักดันให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีในไทยมีมาตรการที่ชัดเจนและรวดเร็วในการตรวจสอบและติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างจาก AI โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง
  • เรียกร้องให้ภาครัฐทำงานเชิงรุกในการประเมินความเสี่ยงและออกกฎหมายเพื่อกำกับการใช้ AI อย่างเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก

ท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับภัยคุกคามจาก AI ที่มีต่อระบอบประชาธิปไตย จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่กำหนดคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ ของไทยในระยะยาว ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและการถกเถียงอย่างเปิดเผยที่น่าภาคภูมิใจ แต่บัดนี้ เรากำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหม่ในยุคปัญญาประดิษฐ์ ความตื่นตัวเท่าทันและความพร้อมปรับตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องผลการเลือกตั้งแต่ละครั้ง แต่เพื่อพิทักษ์รากฐานของประชาธิปไตยไทยให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อ่านรายงานเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่ nytimes.com