งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้ตอกย้ำความจริงที่วงการจิตวิทยากำลังให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ แม้ความทรงจำอันเลวร้ายจะดูเหมือนจางหายไปจากความคิด แต่ร่างกายของเรากลับยังคง “จดจำ” ความทุกข์ทรมานนั้นไว้ได้นานหลายปี หรืออาจจะหลายทศวรรษ การค้นพบนี้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและงานศึกษาชิ้นสำคัญมากมาย กำลังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราต้องทบทวนแนวทางการบำบัดและฟื้นฟูครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่อาจเคยผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ภัยพิบัติ หรือความขัดแย้งในครอบครัว

รายงานล่าสุดในนิตยสาร Psychology Today ชี้ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า บาดแผลทางใจในวัยเด็กสามารถฝังรากลึกอยู่ในระบบชีวภาพของร่างกายได้อย่างไร แม้ว่าเราจะ “ลืม” ต้นตอของความเจ็บปวดนั้นไปแล้วก็ตาม บทความดังกล่าวได้ยกประสบการณ์ของนักบำบัดท่านหนึ่งที่ต้องทรมานจากอาการไมเกรนทุกครั้งที่กลับไปยังบ้านเกิดในวัยเด็กของเธอ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่จับต้องได้ว่า ร่างกายสามารถตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมหรือความทรงจำที่ผูกติดอยู่กับความทุกข์ในอดีตได้ เธอกล่าวว่า “ร่างกายของเราจดจำได้” พร้อมอธิบายว่าอาการของเธอไม่ได้เกิดจากความวิตกกังวลที่รู้ตัว แต่เป็นเหมือนเสียงสะท้อนทางกายภาพจากความเครียดในอดีตที่ยังไม่ถูกปลดปล่อย เธอยังเสริมอีกว่า “อาการต่างๆ สามารถแสดงออกมาทางร่างกายในอีกหลายปี หรืออาจจะหลายสิบปีต่อมา ลูกค้าจำนวนมากที่เคยเผชิญกับการถูกทำร้ายในวัยเด็ก มักมีอาการไมเกรน ปวดเรื้อรัง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่” อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Psychology Today

แล้ววิทยาศาสตร์แขนงใหม่นี้สำคัญกับคนไทยอย่างไร?

เมื่อมองย้อนกลับมาที่สังคมไทย เราต่างก็มีบาดแผลร่วมกันจากความยากลำบากและภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2547 ไปจนถึงภาระในชีวิตประจำวันจากความเครียดในครอบครัว ความยากจน หรือการถูกทำร้าย วัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับ “ความเกรงใจ” และการ “ใจเย็นๆ” บ่อยครั้งก็อาจทำให้ผู้ที่เผชิญความทุกข์เลือกที่จะเก็บกดประสบการณ์อันเจ็บปวดไว้ แทนที่จะแสดงออกมา แต่งานวิจัยล่าสุดชี้ชัดว่า บาดแผลทางใจที่ไม่ได้รับการเยียวยาสามารถซ่อนตัวจากความคิดของเราได้ แต่มันพร้อมจะปรากฏตัวขึ้นมาใหม่ผ่านร่างกาย และบางครั้งก็เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ

หนึ่งในผลการวิจัยชิ้นสำคัญมาจากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา ซึ่งศึกษาผู้รอดชีวิตจากเหตุระเบิดในโอคลาโฮมาซิตีเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งรุนแรงที่สุดของสหรัฐอเมริกา เจ็ดปีหลังเกิดเหตุ นักวิจัยได้วัดระดับฮอร์โมนความเครียดและสารบ่งชี้ในระบบภูมิคุ้มกันของผู้รอดชีวิต เทียบกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ประสบเหตุการณ์นั้น ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะแม้ว่าผู้รอดชีวิตจะไม่มีอาการซึมเศร้าหรือภาวะ PTSD ที่ชัดเจน แต่ร่างกายของพวกเขายังคงมีสารบ่งชี้การอักเสบในระดับที่สูงกว่า และมีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเมื่อเครียด) ต่ำกว่าปกติ พูดง่ายๆ ก็คือ แม้ใจจะฟื้นตัวแล้ว แต่ร่างกายยังไม่กลับสู่ภาวะปกติทางชีวภาพ อ่านสรุปโดยละเอียดได้ที่ New Atlas

ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านจิตเวชศาสตร์และหัวหน้าทีมวิจัยของโอคลาโฮมาอธิบายว่า “ข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัยนี้คือ จิตใจอาจจะฟื้นตัวได้… แต่ร่างกายไม่เคยลืม มันอาจยังคงตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อรอคอยเหตุการณ์ร้ายครั้งต่อไป” ท่านยังชี้ว่าภาวะการอักเสบที่สูงขึ้น แม้ในคนที่ดูแข็งแรงดี อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพระยะยาวได้ เช่น โรคหัวใจ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง

ด้านนักวิจัยด้านบาดแผลทางใจชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ “The Body Keeps the Score” (ร่างกายเก็บแต้ม) ได้ให้เหตุผลมาอย่างยาวนานว่า ความเครียดจากบาดแผลทางใจสามารถฝังรากลึกอยู่ในระบบชีวภาพของร่างกาย เข้าไปรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน สมดุลฮอร์โมน ความตึงของกล้ามเนื้อ และแม้กระทั่งระบบประสาทที่เกี่ยวกับการรับรู้ความเจ็บปวด เขาชี้ว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเรื้อรัง โดยเฉพาะในวัยเด็ก สามารถตั้งโปรแกรมให้ร่างกายอยู่ในภาวะ “เตรียมพร้อมป้องกันตัว” และตื่นตัวสูงอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม งานวิจัยของเขาสรุปว่า “บาดแผลทางใจเป็นมากกว่าเรื่องราวในอดีต หากไม่ได้รับการเยียวยา มันจะปรับเปลี่ยนทั้งร่างกายและสมองอย่างแท้จริง และบั่นทอนความสามารถในการมีความสุขและการใช้ชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ” ดูสรุปหนังสือได้ที่ Wikipedia

งานวิจัยร่วมสมัยอื่นๆ ที่สรุปโดย MSN เมื่อเร็วๆ นี้ รายงานว่าประสบการณ์เลวร้ายสามารถเปลี่ยนแปลง “สารบ่งชี้ทางชีวภาพ” ของเราได้ ตั้งแต่การแสดงออกของยีนไปจนถึงการควบคุมฮอร์โมนและการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่นำไปสู่อาการทางกายเรื้อรัง เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปัญหาทางเดินอาหาร หรือโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น แต่ยังทำให้คนคนนั้นอ่อนแอต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นในระยะยาวอีกด้วย ที่มา: MSN Health

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและการปรับใช้ในไทย

ปัจจุบัน มุมมองของผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้กระตุ้นให้นักบำบัดและผู้ป่วย “รับฟังสัญญาณจากร่างกายให้มากเท่ากับที่รับฟังความคิด” นักบำบัดทั่วโลก รวมถึงผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ (trauma-informed care) ในประเทศไทย ต่างสนับสนุนให้ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายหันมาใส่ใจสัญญาณความทุกข์ทางกาย เช่น ไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หรือปัญหาสุขภาพที่ไม่ทราบสาเหตุ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาการเหล่านี้มักเป็นวิธีที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่าต้องการการเยียวยาและใส่ใจต่อปมปัญหาที่ยังไม่คลี่คลาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยอธิบายว่า “ในสังคมไทย เรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและน่าอาย เมื่อบาดแผลทางใจแสดงออกเป็นอาการทางกาย คนจึงรู้สึกง่ายกว่าที่จะไปหาหมอเพื่อรักษา แทนที่จะยอมรับว่าเจ็บปวดทางใจ แต่ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าจำเป็นต้องมีการดูแลแบบบูรณาการ คือรักษาร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน” มุมมองนี้สอดคล้องกับนักให้คำปรึกษาจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในไทยที่ให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวหรือชุมชน “เราพบคนจำนวนมากที่มีปัญหาปวดท้องบ่อยๆ นอนไม่หลับ หรือปวดศีรษะ เมื่อเราได้พูดคุยถึงประวัติของพวกเขา เรามักจะพบความเชื่อมโยงกับความรุนแรง การสูญเสีย หรือการถูกทำร้ายในวัยเด็ก”

แล้ววิทยาศาสตร์นี้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของไทยได้อย่างไร? คนไทยมักให้คุณค่ากับความเข้มแข็งทางอารมณ์และความร่วมมือในชุมชน แต่บาดแผลระดับชาติ เช่น เหตุการณ์ช่วยเหลือทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวง ความรุนแรงในชายแดนใต้ หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบระดับครอบครัว ล้วนหล่อหลอมจิตใจของสังคม หลายคนอาจไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นผู้รอดชีวิตจากบาดแผลทางใจ แต่การเก็บกดความเจ็บปวดทางอารมณ์อาจส่งเสริมให้เกิดความทุกข์ทรมานทางกายในระยะยาวได้ คนไทยจำนวนมากคงจำได้ว่าวัดและพื้นที่ส่วนกลางในชุมชนกลายเป็นศูนย์กลางสำหรับการเยียวยาจิตใจและการทำสมาธิร่วมกันหลังเกิดภัยพิบัติหรือโศกนาฏกรรมระดับชาติ นอกจากนี้ คำสอนทางพุทธศาสนายังส่งเสริมการเจริญสติ รู้เท่าทันกายและใจ ซึ่งนักวิจัยในปัจจุบันมองว่าอาจมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูจากบาดแผลทางใจได้

ก้าวต่อไปและคำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ควรต้องก้าวให้ทันกับแนวโน้มของโลกในการดูแลผู้มีบาดแผลทางใจ ซึ่งรวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น การนำการบำบัดที่ใช้ร่างกายเป็นฐานมาปรับใช้ เช่น โยคะ ไทเก็ก และการทำสมาธิเจริญสติ และการให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสัญญาณทางกายของความเจ็บปวดทางอารมณ์ “เราต้องเลิกแยกสุขภาพกายและสุขภาพจิตออกจากกัน” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว “การป้องกันโรคเรื้อรังในประเทศไทยต้องรวมถึงการคัดกรองประสบการณ์ชีวิตที่เลวร้ายด้วย ไม่ใช่แค่การวัดความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลเท่านั้น”

สำหรับคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับคนไทยที่ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับอาการที่เชื่อมโยงกับบาดแผลทางใจนั้น เน้นไปที่การดูแลตนเองแบบองค์รวม ได้แก่

  • ใส่ใจกับอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • ค่อยๆ สำรวจประวัติส่วนตัวและครอบครัวของตนเอง
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับการฝึกฝนด้านนี้มาโดยเฉพาะ

การกระทำง่ายๆ เช่น การเรียนรู้ที่จะสังเกตลมหายใจของตนเอง การเข้าร่วมกิจกรรมทำสมาธิเป็นกลุ่ม หรือการใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ สามารถช่วยปรับสมดุลการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายได้ สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาอย่างไมเกรน อาการปวดเรื้อรัง หรือปัญหาทางเดินอาหารอยู่แล้ว การผสมผสานการดูแลสุขภาพจิตเข้ากับการตรวจสุขภาพกายจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

คนทั่วไปยังสามารถช่วยเหลือคนที่รักได้ด้วยการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ และสนับสนุนให้เกิดการพูดคุยว่าประสบการณ์ที่ยากลำบากในอดีตอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพในปัจจุบันได้อย่างไร ดังที่ผู้เขียนใน Psychology Today สรุปไว้ว่า “การรับฟังร่างกายของเราสามารถช่วยเยียวยาได้… เป้าหมายควรเป็นการรับฟังเสมอ” การนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาปรับใช้ จะช่วยให้สังคมไทยสามารถก้าวไปสู่การเยียวยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ และเปิดรับรูปแบบการดูแลที่ผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม