เคยไหมที่รู้สึกหมดแรง ท้อแท้ สิ้นหวัง จนคิดว่าเป็นเพราะงานหนัก? งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดอาจทำให้ต้องคิดใหม่ เพราะพบว่าอาการ ‘หมดไฟ’ ที่เราเจอกัน แท้จริงแล้วอาจมีต้นตอมาจากความเครียดในชีวิตด้านอื่น ๆ มากกว่าเรื่องงานเสียอีก งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนอร์เวย์ (NTNU) ชิ้นนี้อาจเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อภาวะหมดไฟไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยโยนความผิดให้เรื่องงานเพียงอย่างเดียว (ScienceAlert)

ที่ผ่านมา เรามักเข้าใจว่าภาวะหมดไฟเกิดจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เจอเพื่อนร่วมงานเจ้าปัญหา หรือความคาดหวังในหน้าที่การงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่งานวิจัยจาก NTNU ที่สำรวจพนักงานชาวนอร์เวย์ 813 คน กลับเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีคนไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ชี้ว่า ‘งาน’ คือต้นเหตุหลักของภาวะหมดไฟที่พวกเขาเป็นอยู่ ในทางตรงกันข้าม คนส่วนใหญ่กลับเชื่อมโยงความเหนื่อยล้าของตนเองเข้ากับความเครียดในชีวิตประจำวันที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องงานโดยสิ้นเชิง การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ท้าทายนิยามของภาวะหมดไฟที่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญใช้กันอยู่ แต่ยังท้าทายแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เคยแนะนำกันมาด้วย

สำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญความเครียดและภาวะหมดไฟที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแวดวงเอกชนและราชการ ข้อค้นพบนี้ยิ่งชวนให้เราต้องหันมามองปัญหานี้ในมุมที่กว้างขึ้น ในสังคมไทยที่ให้ค่ากับการทำงานหนักและความกตัญญู เส้นแบ่งระหว่างเรื่องงาน ภาระครอบครัว และเวลาส่วนตัวมักจะพร่าเลือน ผลการสำรวจของ NTNU สรุปว่าคำอธิบายที่ดีที่สุดของภาวะหมดไฟคือ “ความเครียดเชิงซึมเศร้าในชีวิต” (depressive stress in life) ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดจากงานเพียงอย่างเดียว

ทีมวิจัยซึ่งมีนักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง เรนโซ เบียงคี (Renzo Bianchi) ร่วมด้วย พบว่าแม้ปัจจัยในที่ทำงานอย่างความมั่นคงของงานหรือการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานจะส่งผลต่อความเครียดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟ มีผู้เข้าร่วมสำรวจเพียง 27.7 เปอร์เซ็นต์ที่รายงานว่ามีอาการหมดไฟและรู้สึกว่างานคือต้นตอหลัก พูดง่าย ๆ ก็คือ งานวิจัยนี้ช่วยตอกย้ำหลักฐานจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าภาวะหมดไฟส่วนใหญ่นั้นมีรากเหง้าที่ลึกซึ้งไปกว่าเรื่องในที่ทำงาน

องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามภาวะหมดไฟว่าเป็น “ภาวะความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่สามารถจัดการได้สำเร็จ” ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกหมดพลังงาน ความรู้สึกแปลกแยกจากงาน และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง (WHO) นิยามนี้ไม่เพียงส่งผลต่อนโยบายสาธารณสุขทั่วโลก แต่ยังรวมถึงโครงการส่งเสริมสุขภาวะในที่ทำงานของไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยใหม่ชี้ว่านิยามที่เราใช้อยู่อาจต้องได้รับการทบทวน ดังที่เบียงคีกล่าวว่า “สำหรับคนที่มีบุคลิกวิตกกังวลง่าย ความกังวลและความเครียดสามารถสูบพลังงานไปได้มหาศาล โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องงานเสมอไป การต้องคอยกังวลว่าจะมีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลานั้นมันเหนื่อยมาก”

สถานการณ์ภาวะหมดไฟในไทยน่าเป็นห่วงไม่น้อย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ที่คนทำงานจำนวนมากต้องแบกรับภาระดูแลคนในครอบครัวหลายรุ่น สู้กับค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น และยังต้อง “รักษาหน้า” ตามวัฒนธรรมที่ไม่ส่งเสริมให้พูดถึงความทุกข์ใจอย่างตรงไปตรงมา ผลวิจัยที่ชี้ว่าปัญหาครอบครัว สุขภาพ และการเงินอาจสร้างภาระหนักให้พนักงานได้พอ ๆ กับแรงกดดันในออฟฟิศ ยิ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการพูดคุยในระดับสังคมและปรับเปลี่ยนนโยบายในไทย ที่สำคัญคือ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการมุ่งเน้นแค่การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในที่ทำงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาภาวะหมดไฟที่แพร่หลายได้

เรื่องนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยในไทย ที่มักเจอผู้ป่วยซึ่งไม่ได้ชี้ว่าปัญหามาจากงานโดยตรง แต่กลับพูดถึงปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ความไม่มั่นคงในอนาคต หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ซับซ้อนว่าเป็นต้นตอของความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวัง ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกตว่า “ผู้ป่วยมักคิดว่าต้นเหตุคือเรื่องงาน แต่พอคุยกันลึก ๆ แล้วจะพบว่าความกังวลที่ฝังลึกเรื่องครอบครัว การเงิน หรือคุณค่าในตัวเองก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน”

การเข้าใจว่าภาวะหมดไฟมาจากหลายปัจจัย จะช่วยให้นายจ้างและผู้กำหนดนโยบายในไทยหันมาใช้กลยุทธ์ดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาทรัพยากรด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุมปัญหานอกเรื่องงาน การส่งเสริมตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อเอื้อต่อภาระครอบครัว หรือการสร้างเครือข่ายที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งในและนอกที่ทำงาน แม้กระทรวงสาธารณสุขของไทยจะมีความก้าวหน้าในการให้บริการสายด่วนสุขภาพจิต แต่ดังที่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้แนะ แนวทางการป้องกันจะต้องคำนึงถึงความเครียดจากทุกมิติของชีวิต

ย้อนกลับไปในอดีต คำว่า “ภาวะหมดไฟ” ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเฮอร์เบิร์ต ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ (Herbert Freudenberger) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ที่สังเกตอาการนี้ในกลุ่มผู้ที่ทำงานด้านการดูแลช่วยเหลือผู้อื่น (Wikipedia) นับจากนั้นมา นิยามของคำนี้ก็ได้ขยายครอบคลุมทุกอาชีพ แต่ยังคงมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เรื่องงานเป็นหลัก ในประเทศไทย กลุ่มอาชีพอย่างครู บุคลากรทางการแพทย์ และพนักงานออฟฟิศ ต่างก็รายงานอัตราความเครียดเรื้อรังที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวจางลงทุกที

ข้อสรุปจากงานวิจัยของ NTNU ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่เสียทีเดียว เพราะการศึกษาจากหลายประเทศก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจัยนอกที่ทำงานอย่างลักษณะนิสัยส่วนตัวและความเครียดเรื้อรังก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หมดไฟได้ (ตัวอย่างแหล่งข้อมูล PubMed) เบียงคีและทีมวิจัยจึงเสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มวิตกกังวลง่ายเป็นทุนเดิม เพราะคนกลุ่มนี้อาจอ่อนไหวต่อความกังวลที่บั่นทอนพลังชีวิตเป็นพิเศษ โดยไม่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงานเลยก็ได้

ในสังคมไทยที่ยังมองว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องส่วนตัว มุมมองใหม่นี้อาจช่วยทลายกำแพงในใจ และเปิดทางสู่การดูแลสุขภาวะที่เข้ากับบริบทวัฒนธรรมของเรามากขึ้น ระบบการสนับสนุนแบบดั้งเดิม เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ใกล้ชิด หรือการปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนา อาจเป็นเกราะป้องกันความเครียดได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างแรงกดดันได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อความคาดหวังไม่ถูกสื่อสารออกมาตรง ๆ หรือเมื่อต้องเก็บงำความขัดแย้งไว้เพื่อรักษาหน้าทางสังคม ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า “การเข้าใจว่าภาวะหมดไฟเป็นปัญหาองค์รวมของชีวิต ทำให้เราสามารถให้ความช่วยเหลือที่ไปไกลกว่าแค่การให้คำปรึกษาเรื่องงาน แต่ครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชนด้วย”

เมื่อมองไปในอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทย แหล่งที่มาของความเครียดสำหรับคนทำงานก็มีแนวโน้มที่จะซับซ้อนและหลากหลายขึ้น ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว และการใช้โซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนงานวิจัยจาก NTNU ย้ำว่าการปรับปรุงความมั่นคงในหน้าที่การงาน การเพิ่มการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน และการส่งเสริมให้พนักงานมีอำนาจตัดสินใจในงานของตนเองยังคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถป้องกันภาวะหมดไฟได้ หากชีวิตนอกที่ทำงานก็กำลังสูบพลังของเราไปเช่นกัน

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง? สำหรับบุคคลทั่วไป การป้องกันภาวะหมดไฟเริ่มต้นได้จากการขีดเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานกับเวลาของครอบครัวให้ชัดเจน กล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเมื่อรู้สึกว่าไปต่อไม่ไหว และเรียนรู้เทคนิคการจัดการความเครียด เช่น การเจริญสติ หรือการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy) สำหรับนายจ้างและหน่วยงานภาครัฐ งานวิจัยนี้สนับสนุนนโยบายที่โอบรับประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ในทุกมิติ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาทำงาน ซึ่งอาจหมายถึงการพัฒนาโครงการช่วยเหลือที่ปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย เช่น การให้คำปรึกษาทางด้านจิตวิญญาณ หรือการช่วยเหลือในระดับชุมชน

แม้ความเข้าใจเรื่องภาวะหมดไฟจะยังพัฒนาต่อไป แต่สาระสำคัญสำหรับคนไทยก็คือ ความเหนื่อยล้าและสิ้นหวังไม่ใช่แค่ความเสี่ยงจากงาน แต่เป็นปฏิกิริยาที่ซับซ้อนต่อความท้าทายของชีวิตยุคใหม่ การตระหนักถึงปัจจัยรอบด้านและนำกลยุทธ์ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ จะช่วยให้เรามีใจที่แข็งแกร่งและมีสุขภาวะที่ดีขึ้นได้

สำหรับใครที่รู้สึกว่าเหนื่อยล้าจนเกินจะรับไหว สิ่งสำคัญคือการร้องขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่จากที่ทำงาน แต่จากครอบครัว เพื่อนฝูง ผู้เชี่ยวชาญ และคนในชุมชน เพราะการร่วมมือและสื่อสารกันอย่างเปิดอกจะช่วยทลายกำแพงที่มองไม่เห็น และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ ScienceAlert และแนวทางด้านสุขภาพจิตขององค์การอนามัยโลกก็เป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับทั้งบุคคลและองค์กร