เรื่องจริงของคุณปู่ชาวอังกฤษท่านหนึ่งที่เอาชนะภาวะก่อนเบาหวานได้สำเร็จด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพียงเล็กน้อย กำลังปลุกกระแสการต่อสู้กับโรคเบาหวานทั่วโลกอีกครั้ง ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยนับล้านและเป็นภาระหนักต่อระบบสาธารณสุขของไทย เรื่องราวที่น่าทึ่งนี้ซึ่งรายงานครั้งแรกโดย Yahoo News ไม่เพียงมอบความหวังให้ผู้ที่อยู่ในระยะเริ่มต้นของโรคเบาหวาน แต่ยังสะท้อนแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ตรงกันว่า การปรับพฤติกรรมง่ายๆ ที่ทำได้อย่างยั่งยืน สามารถนำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
ภาวะก่อนเบาหวานคือสัญญาณเตือนเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยขึ้นทั่วโลก รวมถึงในไทย ข้อมูลจากสหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2564 ไทยมีผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นผู้ใหญ่ราว 4.7 ล้านคน แต่ยังมีประชากรอีกมหาศาลที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงสูง (diabetesatlas.org) สถานการณ์นี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ ภาวะก่อนเบาหวานจะเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เต็มรูปแบบ ซึ่งตามมาด้วยความเสี่ยงของโรคหัวใจ ไตวาย เส้นประสาทเสื่อม และการสูญเสียการมองเห็น
คุณปู่ชาวอังกฤษที่เป็นข่าว ตรวจพบภาวะก่อนเบาหวานระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปี และยอมรับว่าเขารู้สึก “กลัวจนตัวสั่น” เมื่อนึกถึงผลเสียต่อสุขภาพที่อาจตามมา แต่แทนที่จะพึ่งพาวิธีการที่หักโหมหรือใช้ยา เขากลับเลือกทำตามคำแนะนำขององค์กรสุขภาพชั้นนำต่างๆ นั่นคือ หันมาใส่ใจอาหารการกิน ออกกำลังกายในระดับปานกลาง และลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่ง เพราะเพียงไม่กี่เดือน ระดับน้ำตาลในเลือดของเขาก็กลับสู่ภาวะปกติได้สำเร็จ
เรื่องราวนี้สอดคล้องกับงานวิจัยระดับนานาชาติหลายชิ้น หนึ่งในการศึกษาครั้งสำคัญอย่างโครงการป้องกันโรคเบาหวาน (Diabetes Prevention Program) พบว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งรวมถึงการเดินเร็วอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การคุมอาหารอย่างเหมาะสม และการลดน้ำหนักตัวลง 5-7% สามารถลดโอกาสเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงได้ถึง 58% (New England Journal of Medicine) องค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็ได้นำข้อค้นพบเหล่านี้มาต่อยอด พร้อมทั้งส่งเสริมโครงการป้องกันโรคในชุมชนและการรณรงค์ด้านสุขภาพในที่ทำงาน
อายุรแพทย์อาวุโสด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลรัฐชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ให้ความเห็นผ่านจดหมายข่าวสุขภาพฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “หลายคนคิดว่าโรคเบาหวานเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าครอบครัวมีประวัติ แต่สิ่งที่เราเห็นทั้งในไทยและต่างประเทศ คือแค่การปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถชะลอหรือกระทั่งป้องกันไม่ให้ภาวะนี้ลุกลามเป็นเบาหวานได้ในคนส่วนใหญ่” คำแนะนำหลักๆ ได้แก่ การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารเป็นประจำ การเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี ซึ่งบริษัทอาหารในไทยหลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญ และการลดเครื่องดื่มรสหวาน “แค่เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เปลี่ยนมาใช้บันได หรือเพิ่มผักพื้นบ้านในมื้ออาหาร ก็อาจให้ผลดีไม่ต่างจากการรักษาแพงๆ เลย” อายุรแพทย์ท่านนี้กล่าวเสริม
เรื่องราวของคุณปู่ชาวอังกฤษถือเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยอย่างยิ่ง เพราะการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วได้นำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพและวิถีชีวิตที่เนือยนิ่งมากขึ้น จากรายงานของศูนย์ข้อมูลด้านสุขภาพ (Health Data Center) ในปี พ.ศ. 2566 คาดว่าผู้ใหญ่ไทยเกือบ 1 ใน 4 คนมีภาวะก่อนเบาหวาน และปริมาณการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยต่อวันก็สูงเกินกว่าที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำไปมาก (hddc.anamai.moph.go.th) นอกจากนี้ วัฒนธรรมการกินอาหารร่วมกันในครอบครัวที่มักมีคาร์โบไฮเดรตสูง และการเฉลิมฉลองด้วยของหวาน ก็เป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้ภาวะก่อนเบาหวานในคนรุ่นใหม่เพิ่มสูงขึ้น
เรื่องราวและงานวิจัยเหล่านี้ได้ส่งสารแห่งความหวังมาถึงคนไทยว่า ภาวะก่อนเบาหวานไม่ใช่โรคที่ต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต หลายครั้งเราสามารถพลิกสถานการณ์ให้กลับมาดีขึ้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องสิ้นเปลือง ในพื้นที่ชนบท อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ริเริ่มจัดกลุ่มออกกำลังกายยามเช้า และสอนให้แต่ละครอบครัวปรับสูตรอาหารหลักให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ขณะที่ในเมือง โรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ ก็มีการตรวจคัดกรองและให้คำปรึกษาด้านการใช้ชีวิตเป็นประจำ ส่วนภาครัฐก็กำลังนำร่องโครงการสร้างแรงจูงใจสำหรับสถานศึกษาและที่ทำงานที่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า จุดแข็งด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในระดับท้องถิ่น ทำให้ไทยมีโอกาสพิเศษในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของภาวะก่อนเบาหวาน การลงทุนอย่างต่อเนื่องในการให้ความรู้แก่ประชาชน นโยบายลดการบริโภคน้ำตาล และการวางผังเมืองที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย ถือเป็นก้าวที่สำคัญ นักวิจัยทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ระบุในงานทบทวนวรรณกรรมปี พ.ศ. 2567 ว่า โปรแกรมที่ปรับให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทย เช่น การประยุกต์ท่ารำไทยมาใช้ในการออกกำลังกาย จะมีประสิทธิภาพสูงในการดึงดูดความสนใจและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมชาวไทยได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับคนไทยที่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของตนเอง ขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้คือไปตรวจสุขภาพประจำปี เข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายในชุมชน และพยายามกินผักที่ไม่มีแป้งให้มากขึ้นเพื่อสร้างสมดุลกับเมนูโปรดที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ดังที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งอธิบายว่า “การฟื้นตัวจากภาวะก่อนเบาหวานให้กลับมามีสุขภาพดีดังเดิมนั้น เริ่มต้นได้ง่ายๆ เพียงแค่เปลี่ยนจากเครื่องดื่มรสหวานมาเป็นน้ำเปล่า หรือแค่เดินเล่นหลังอาหารเย็น สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง”
โดยสรุป การต่อสู้กับโรคเบาหวานในประเทศไทยอาจมี “พันธมิตร” ที่ทรงพลังที่สุดซ่อนอยู่ในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ที่ใครก็ทำได้ ดังที่เห็นจากเรื่องราวของคุณปู่ชาวอังกฤษ ความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยพลิกสถานการณ์การระบาดของโรคนี้ให้ดีขึ้นได้
แหล่งข้อมูล: Yahoo News, NEJM, International Diabetes Federation, Health Data Center Thailand