ผู้เชี่ยวชาญด้านอุ้งเชิงกรานได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ป่วยที่มารักษากว่า 70% ฝึก ‘ขมิบ’ หรือบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานผิดวิธี ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเข้าใจผิดในวงกว้างเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพส่วนที่สำคัญนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่ต้องรับมือกับปัญหาปัสสาวะเล็ด การฟื้นตัวหลังคลอดบุตร และคุณภาพชีวิตโดยรวม

การขมิบ หรือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน คือการฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนที่ทำหน้าที่พยุงกระเพาะปัสสาวะ มดลูก และลำไส้ใหญ่ การฝึกท่านี้เป็นที่นิยมและแนะนำกันอย่างแพร่หลายทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย เพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการปัสสาวะเล็ด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ และช่วยพยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานให้เข้าที่ แต่ข้อมูลล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอุ้งเชิงกรานที่ปรากฏในบทความของ fitandwell.com กลับชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากการฝึกนี้ เพราะทำผิดวิธี

มีการคาดการณ์ว่า ผู้ใหญ่ถึง 2 ใน 3 ที่พยายามฝึกท่านี้ อาจใช้กล้ามเนื้อไม่ถูกส่วน หรือไปเกร็งกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ มากเกินไป เช่น กล้ามเนื้อก้น ต้นขา หรือหน้าท้อง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การดูแลสุขภาพด้วยตนเองไม่ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น ตามข้อมูลทางการแพทย์ การบริหารอุ้งเชิงกรานจะเริ่มเห็นผลใน 1 ถึง 3 เดือน (Wikipedia) แต่เทคนิคที่ผิดพลาดก็ส่งผลให้หลายคนไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง และยังต้องเผชิญกับอาการปัสสาวะเล็ดหรือความรู้สึกไม่สบายตัวต่อไป

แล้วเรื่องนี้สำคัญกับคนไทยอย่างไร?

ภาวะปัสสาวะเล็ดและปัญหาเกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานเป็นเรื่องที่คนไทยไม่ค่อยเปิดอกพูดคุยกันนัก เพราะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน แต่ผลสำรวจสุขภาพในระดับชุมชนกลับพบว่า ผู้หญิงมากถึง 60% อาจเคยเจอปัญหานี้มาแล้วในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต (Runner’s World) โดยเฉพาะหลังตั้งครรภ์หรือเมื่ออายุมากขึ้น โรงพยาบาลและคลินิกทั่วไทยต่างแนะนำให้บริหารอุ้งเชิงกรานเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ แต่ข้อมูลล่าสุดกลับตอกย้ำว่า การให้คำแนะนำที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจในสังคมยังเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติชี้ว่า การฝึกขมิบอย่างถูกวิธีช่วยลดอาการดังกล่าวได้ถึง 29% ถึง 59% (PMC) นอกจากนี้ การฝึกความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวควบคู่กับการขมิบ โดยเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึกไปพร้อมกัน ยังช่วยให้อาการปัสสาวะเล็ดขณะออกแรงในผู้หญิงดีขึ้นได้อีกด้วย (NCBI) ที่สำคัญไปกว่านั้น เทคนิคที่ผิดพลาดอย่างการเบ่งลงแทนที่จะขมิบยกขึ้น อาจยิ่งทำให้อาการทรุดลง หรือเสี่ยงต่อภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนได้

นักกายภาพบำบัดด้านอุ้งเชิงกรานได้ให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับงานวิจัย เพื่อให้การขมิบเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้

  • ขมิบให้ถูกจุด: ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพยายามกลั้นปัสสาวะหรือผายลม เป็นการขมิบเบา ๆ จากภายใน ไม่ใช่การเกร็งกล้ามเนื้อภายนอก
  • หายใจให้ถูกวิธี: หายใจตามปกติ อย่ากลั้นหายใจ หรือเกร็งก้นและต้นขา
  • ฝึกให้หลากหลาย: ฝึกทั้งแบบขมิบเร็วสลับกับขมิบค้าง และต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อระหว่างเซตเสมอ
  • ทำอย่างสม่ำเสมอ: ตั้งเป้าทำวันละหลาย ๆ เซต ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 เดือน
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่แน่ใจว่าทำถูกวิธีหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะหลังคลอดบุตรหรือหลังการผ่าตัด

ในประเด็นเดียวกัน ผลการวิเคราะห์คุณภาพวิดีโอสอนขมิบใน YouTube พบว่าวิดีโอส่วนใหญ่มีความน่าเชื่อถือที่หลากหลายและมักขาดคำแนะนำที่จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีภาวะปัสสาวะเล็ดหรือปวดอุ้งเชิงกราน (PubMed) ด้วยเหตุนี้ บุคลากรทางการแพทย์ในไทยจึงแนะนำให้เรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น ผ่านการอบรมที่จัดโดยพยาบาลในโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือศูนย์สุขภาพชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มมีแล้วในบางจังหวัดภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ในมุมมองทางวัฒนธรรม การพูดคุยเรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกรานอย่างเปิดเผยยังเป็นเรื่องที่หลายคนไม่สะดวกใจ เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพที่เข้าถึงและเข้าใจง่าย เช่น การจัดสัมมนาแบบไม่เปิดเผยตัวตนโดยมหาวิทยาลัยและองค์กรสุขภาพสตรี หรือการแจกแผ่นพับข้อมูลเป็นภาษาไทย นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการนำหลักการฝึกสติในวิถีพุทธ ซึ่งเน้นการหายใจเข้าลึกถึงกะบังลม มาประยุกต์ใช้ในโปรแกรมฟื้นฟูอุ้งเชิงกราน เพื่อสร้างประโยชน์แบบองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจ

สำหรับอนาคต เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้น และอุปกรณ์ไบโอฟีดแบ็ก (Biofeedback) กำลังเป็นที่สนใจในโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกในเมือง เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถฝึกขมิบด้วยตนเองได้ (MDPI) แต่งานวิจัยย้ำว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกเสริม ไม่สามารถทดแทนการฝึกขมิบอย่างถูกวิธีได้ สำหรับผู้ชาย ประโยชน์ของการขมิบไม่ได้มีแค่เรื่องการควบคุมปัสสาวะ แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพทางเพศ เช่น บรรเทาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศและการหลั่งเร็ว (Mayo Clinic)

ผลกระทบต่อสังคมไทย

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับวิถีชีวิตในเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้ภาระจากโรคที่เกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานมีแนวโน้มสูงขึ้น หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป คนไทยจำนวนมากอาจต้องเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ ซึ่งจะเพิ่มทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตาม การสร้างความตระหนักรู้ในสังคม การให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรม และการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วย ถือเป็นความหวังที่จะช่วยลดความชุกและความรุนแรงของปัญหานี้ทั่วประเทศได้

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการดูแลสุขภาพอุ้งเชิงกรานให้ดีที่สุด มีคำแนะนำดังนี้

  • ขอคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐหรือคลินิกเอกชนที่น่าเชื่อถือ
  • ศึกษาข้อมูลออนไลน์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น สมาคมศัลยแพทย์ยูโรแห่งประเทศไทย แต่ควรตรวจสอบข้อมูลกับบุคลากรทางการแพทย์อีกครั้ง
  • นำการฝึกหายใจอย่างมีสติและปรับท่าทางมาใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงการหักโหมหรือใช้แรงมากเกินไป เพราะความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความแรง

ท้ายที่สุดแล้ว การขจัดความเชื่อผิด ๆ ส่งเสริมเทคนิคที่ถูกต้อง และทลายกำแพงทางวัฒนธรรม จะช่วยยกระดับสุขภาพของคนในสังคม และทำให้ทุกคนสามารถจัดการปัญหาสุขภาพส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนแต่พบได้บ่อยนี้ได้อย่างมั่นใจ

แหล่งข้อมูล: