สถานะของไทยในฐานะผู้เล่นทางเศรษฐกิจคนสำคัญของภูมิภาคกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก เมื่อรายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) ฉบับ “Thailand Economic Monitor” เปิดเผยว่า ไทยมีอันดับด้านนวัตกรรมทางธุรกิจต่ำที่สุดในกลุ่ม 5 ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ผลการประเมินที่น่ากังวลนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่ดังกระหึ่ม ส่งสารเร่งด่วนถึงผู้กำหนดนโยบายและภาคอุตสาหกรรมให้ต้องเร่งอุดช่องว่างด้านนวัตกรรมที่ถ่างกว้างขึ้นทุกที ซึ่งกำลังทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทยตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ท่ามกลางสมรภูมิตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง (nationthailand.com)

สำหรับคนไทย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว เพราะ “นวัตกรรม” ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนทั้งชาติในระยะยาว ความสามารถในการสร้างงาน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยเฉพาะสำหรับแรงงานไทยกว่า 12.9 ล้านชีวิตในธุรกิจ SME ล้วนฝากอนาคตไว้กับศักยภาพของภาคธุรกิจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่และปรับตัวให้ทันโลก ผลการศึกษาของธนาคารโลกจึงตอกย้ำความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า หากไม่มีความพยายามอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหานี้ ความก้าวหน้าที่ไทยสั่งสมมานานหลายทศวรรษอาจสลายไปในพริบตา

รายงานของธนาคารโลกฉายภาพวิกฤตที่น่ากังวลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เฉพาะในปี 2567 มีธุรกิจ SME เกือบ 24,000 แห่งต้องปิดฉากลง และโรงงานอีกกว่า 1,234 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องหยุดการผลิต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานกว่า 35,000 คน การสูญเสียส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขด้านนวัตกรรมที่น่าใจหายของประเทศ โดยมีบริษัทไทยเพียง 11.9% ที่นำนวัตกรรมด้านกระบวนการผลิตมาปรับใช้ เทียบกับฟิลิปปินส์ที่ 40.9%, เวียดนาม 37.9% และมาเลเซีย 37.3% ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ มีธุรกิจไทยแค่ 1.1% ที่ทุ่มงบให้กับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งถือว่าตามหลังเพื่อนบ้านแบบไม่เห็นฝุ่น (nationthailand.com)

รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงซ้ำซ้อนที่ธุรกิจ SME ของไทย ซึ่งเป็นหัวใจของการจ้างงานในประเทศ ต้องเผชิญ ทั้งจากแรงกดดันภายในและภายนอก ตั้งแต่ค่าเงินที่ผันผวน การขาดแคลนวัตถุดิบ ไปจนถึงสงครามการค้ารอบใหม่ ดังที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ให้ทัศนะไว้ว่า “โจทย์สำคัญของตลาดแรงงานในวันนี้ คือความจำเป็นเร่งด่วนในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ เพื่อให้ SME อยู่รอดต่อไปได้” (nationthailand.com)

ธนาคารโลกได้เปรียบเทียบ 5 ประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียน ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในหลายมิติ ตั้งแต่นวัตกรรมกระบวนการผลิต การเปิดตัวสินค้าใหม่ การนำเข้าเทคโนโลยี ไปจนถึงการลงทุนด้าน R&D โดยฟิลิปปินส์กลายเป็นผู้นำในกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ด้วยตัวเลขธุรกิจกว่า 40% ที่ใช้นวัตกรรมในกระบวนการผลิต และเกือบ 1 ใน 3 สามารถส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้สำเร็จ ขณะที่เวียดนามและมาเลเซียก็ทิ้งห่างไทยไปไกลในแทบทุกด้าน ส่วนอินโดนีเซีย แม้จะโดดเด่นด้านการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ (23.7%) แต่ตัวชี้วัดด้านอื่นๆ ก็ยังสูงกว่าไทยอยู่ดี (nationthailand.com)

บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากไม่มีการยกเครื่องนโยบายอย่างจริงจัง อนาคตเศรษฐกิจไทยอาจมืดมนกว่าที่คิด โดย สศช. ได้เสนอแนะให้ขยายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับ SME เพื่อให้ธุรกิจสามารถลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและความยืดหยุ่นในการปรับตัว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ย้ำว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต ขึ้นอยู่กับการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ในด้านการวิจัยและพัฒนา ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแรงงาน (oecd.org) เช่นเดียวกับธนาคารโลกที่ชี้ว่าเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมจะสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก รักษาการจ้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ดีกว่า (worldbank.org)

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงจากการนิ่งเฉยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การปล่อยให้ช่องว่างทางนวัตกรรมถ่างออกไปเรื่อยๆ จะทำให้ประเทศเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดส่งออกและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคการผลิตซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ร้อนแรง แต่ปัจจุบันกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากอัตราการใช้นวัตกรรมที่ต่ำและผลิตภาพที่หยุดนิ่ง ความเสี่ยงนี้อาจนำไปสู่ภาคธุรกิจ SME ที่อ่อนแอและหดตัวลง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและฉุดรั้งการเติบโตของค่าจ้าง โดยเฉพาะในจังหวัดนอกเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก

ในอดีต ไทยเคยภาคภูมิใจในความสามารถในการปรับตัว ลองนึกถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่พลิกฟื้นอย่างรวดเร็วหลังวิกฤตการณ์ต่างๆ หรือเกษตรกรไทยที่หันมาใช้พันธุ์ข้าวใหม่ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แต่ในโลกของนวัตกรรมทางธุรกิจ การปรับตัวกลับเชื่องช้าเกินไป นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชี้ว่า ช่องว่างนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยึดติดกับธุรกิจครอบครัวและภาคสินเชื่อที่ไม่กล้าเสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นไปอย่างล่าช้า (bangkokpost.com)

จากนี้ไป การตอบสนองเชิงนโยบายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด สศช. ได้เรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องจับมือกันและให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ SME ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของนักปฏิรูปการศึกษาที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งผลิตบัณฑิตที่มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกที่ยืดหยุ่นเพื่อให้คนทำงานสามารถเรียนรู้และเพิ่มทักษะใหม่ๆ ได้ตลอดชีวิต (unesco.org)

สำหรับคนไทย การมองหาทางออกที่เป็นรูปธรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ ดังนี้:

  • ผลักดันให้ SME เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการลงทุนด้านนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมืองหลัก
  • สร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างงานวิจัยและพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมไทยได้จริง
  • เร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้
  • ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อการทดลองและกล้าได้กล้าเสียอย่างมีเหตุผล ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง (harvardbusinessreview.org)

สศช. ยังให้ข้อสังเกตว่าการส่งเสริมนวัตกรรมทางธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมโยงกับความเข้มแข็งของสังคมอย่างแยกไม่ออก เพราะ SME ที่แข็งแกร่งจะช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น รักษาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และสร้างโอกาสการจ้างงานที่หลากหลาย ความสามารถของไทยในการรักษาพลวัตทางวัฒนธรรมอันเป็นที่ชื่นชม ตั้งแต่ตลาดงานศิลปะในเชียงใหม่ไปจนถึงธุรกิจอาหารเชิงสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ ล้วนต้องอาศัยนโยบายที่ส่งเสริมทั้งความคิดสร้างสรรค์และการกล้าได้กล้าเสีย

ท้ายที่สุด ช่องว่างด้านนวัตกรรมที่ธนาคารโลกชี้ให้เห็นนี้จึงเป็นทั้งคำเตือนและโอกาส ในขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคกำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย ประเทศไทยอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังหากไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่าด้วยการปฏิรูปที่ตรงจุดและการสร้างเจตจำนงร่วมกันของคนในชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพ ประเทศไทยจะสามารถพลิกเกมกลับมายืนอยู่แถวหน้าของเศรษฐกิจอาเซียนได้อีกครั้ง

โดยสรุป ผลการศึกษาของธนาคารโลกได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME จะต้องได้รับการสนับสนุนให้สร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง หากประเทศไทยต้องการรักษาฐานการจ้างงาน ขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพทางสังคมไว้ให้ยั่งยืน

สำหรับผู้อ่านและผู้นำธุรกิจชาวไทย ข้อเรียกร้องให้ลงมือทำมี 3 ประการคือ: สนับสนุนนโยบายที่ช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัย และสร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ส่วนในระดับบุคคล ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และอุดหนุนธุรกิจในท้องถิ่นที่มุ่งมั่นในคุณภาพและนวัตกรรม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและข่าวสารล่าสุด สามารถศึกษาได้จากรายงานฉบับเต็มของธนาคารโลกและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องจาก สศช. และองค์กรด้านนวัตกรรมระหว่างประเทศ