ทุกวันนี้ นักศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะทำงานพิเศษหรือฝึกงานช่วงปิดเทอมไกลบ้าน ทำให้พ่อแม่หลายคนต้องเผชิญกับความรู้สึกที่หลากหลายปนเปกัน ทั้งภูมิใจ ใจหาย และอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในต่างประเทศ แต่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ คอลัมน์ให้คำปรึกษาและงานวิจัยทางจิตวิทยาในช่วงหลังต่างชี้ให้เห็นถึงเทรนด์นี้ว่า แทนที่หนุ่มสาววัยเรียนจะกลับมาพักผ่อนที่บ้าน หลายคนกลับเลือกที่จะอยู่ในเมืองที่ตนเรียน เพื่อค้นหาอิสระและประสบการณ์ชีวิตจริง ทิ้งให้พ่อแม่ต้องรับมือกับความรู้สึกว่างเปล่าและใจหาย (MLive)
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนในคอลัมน์ให้คำปรึกษาของ อาร์. อีริก โทมัส ซึ่งมีผู้ปกครองคนหนึ่งเขียนมาระบายความรู้สึกว่า แม้จะภูมิใจที่ลูกกำลังเติบโตและเป็นอิสระ แต่ก็อดเศร้าใจอย่างสุดซึ้งไม่ได้ที่ลูกไม่อยู่ใกล้ๆ เพราะแทนที่จะกลับมาใช้เวลาช่วงปิดเทอมกับครอบครัวเหมือนเคย ลูกกลับเลือกทำงานและใช้ชีวิตในเมืองที่เรียน ซึ่งห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ผู้ปกครองท่านนี้ได้สะท้อนความรู้สึกในใจของหลายคน พร้อมกับความกังวลลึกๆ ว่า: ถ้าบ้านเป็นที่ที่ลูกรักและผูกพันจริงๆ ทำไมลูกถึงเลือกอยู่ไกลบ้านตลอดทั้งซัมเมอร์?
สำหรับคนไทย ประเด็นนี้ยิ่งกระทบความรู้สึกเป็นพิเศษ เพราะสังคมไทยให้ความสำคัญกับความผูกพันในครอบครัวและความใกล้ชิด แต่ปัจจุบันก็กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง เมื่อนักเรียนนักศึกษาจำนวนมากต้องไปเรียนไกลบ้านหรือในต่างแดน และด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านการศึกษาที่สูงขึ้น นักศึกษาจึงมีแรงผลักดันให้ใช้ช่วงปิดเทอมไปกับการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านการฝึกงาน ทำงานพิเศษ หรือเรียนเสริมทักษะ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่นอกสายตาและอ้อมอกของพ่อแม่
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าความรู้สึกเช่นนี้ของผู้ปกครองเป็นส่วนหนึ่งของอาการทางใจที่เรียกว่า “ภาวะรังว่าง” (Empty Nest Syndrome) (Wikipedia) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความรู้สึกเศร้า เหงา หรือกระทั่งรู้สึกว่าเป้าหมายในชีวิตขาดหายไปเมื่อลูกๆ ต้องย้ายออกจากบ้าน ช่วงเวลาแห่งการปรับตัวนี้อาจหนักหนาเป็นพิเศษสำหรับพ่อแม่ที่เคยทุ่มเทชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ไปกับการดูแลลูก แม้ภาวะรังว่างจะไม่ใช่โรคที่ต้องวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ก็อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องห่างกันนานๆ อย่างปิดเทอมใหญ่
จากบทสัมภาษณ์และงานศึกษาต่างๆ พ่อแม่ต่างบรรยายถึงอารมณ์ที่ผสมปนเป ทั้งความภูมิใจในความเป็นอิสระของลูก ความดีใจที่เห็นลูกได้ใช้ทักษะชีวิต แต่ก็มีความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกทอดทิ้ง “เมื่อนักศึกษาเลือกที่จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยช่วงปิดเทอม พ่อแม่อาจสงสัยว่านี่เป็นสัญญาณว่าครอบครัวสำคัญน้อยลงหรือเปล่า” นักให้คำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว “แต่บ่อยครั้ง นี่เป็นเพียงก้าวหนึ่งของการเติบโตตามธรรมชาติ การที่พวกเขากล้าออกไปเผชิญโลกกว้าง ก็เพราะรู้ว่ามีครอบครัวเป็นฐานที่ปลอดภัยคอยหนุนหลังอยู่”
งานวิจัยชิ้นหนึ่งใน Psychology Today ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนช่วงฤดูร้อนให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวนักศึกษาและครอบครัว (Psychology Today) บทความดังกล่าวแนะนำให้ผู้ปกครองมองว่าช่วงปิดเทอมเป็นโอกาสที่นักศึกษาจะได้สร้างสมดุลระหว่างการพักผ่อน การทำงาน และการเติบโต แทนที่จะมองว่าเป็นการกลับบ้านเพียงอย่างเดียว ตามแนวทางที่แนะนำโดยนักบำบัด ร็อบ แดนซ์แมน นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือคนที่ใช้ช่วงปิดเทอมไม่ใช่แค่เพื่อพักผ่อน แต่ยังเพื่อสร้างนิสัยที่ดี ทั้งการนอน โภชนาการ การออกกำลังกาย การเข้าสังคม และการกระตุ้นสมอง สำหรับพ่อแม่ ควรเปลี่ยนจากการควบคุมมาเป็นการไถ่ถามด้วยความอยากรู้และห่วงใย เช่น ถามคำถามปลายเปิดเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของลูก และส่งเสริมให้พวกเขามีกิจวัตรที่ดีโดยไม่เข้าไปบงการ
สำหรับคนไทยจำนวนมาก การที่ลูกไม่อยู่บ้านอาจหมายถึงเก้าอี้ที่ว่างเปล่าบนโต๊ะอาหารเย็น การพลาดโอกาสไปทำบุญที่วัดด้วยกัน หรือความเงียบเหงาของบ้านที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะ แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่านี่คือหลักฐานของความสำเร็จในการเลี้ยงดู เพราะการที่ลูกก้าวออกไปใช้ชีวิตอย่างมั่นใจนั้นเป็นสัญญาณว่าพวกเขามีรากฐานครอบครัวที่มั่นคงและอบอุ่น “บางครั้งคนหนุ่มสาวอาจคิดว่าบ้านจะอยู่ตรงนั้นเสมอ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นอิสระที่จะทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับประสบการณ์ใหม่ๆ” นักจิตวิทยาครอบครัวในจังหวัดเชียงใหม่อธิบาย “แม้จะทำให้พ่อแม่รู้สึกน้อยใจบ้าง แต่นี่คือข้อพิสูจน์ว่าคุณได้สร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับลูก”
ตามธรรมเนียมแล้ว ครอบครัวไทยมักใช้เวลาช่วงปิดเทอมใหญ่ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปงานเทศกาล หรือทำบุญ เมื่อลูกๆ ไม่ได้กลับมา พ่อแม่อาจต้องหากิจวัตรใหม่ๆ หรือรื้อฟื้นงานอดิเรกเก่าๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างนั้น นักสังคมวิทยาสังเกตว่า พ่อแม่หลายคนเริ่มหากิจกรรมทำกับกลุ่มเพื่อนหรือชุมชน หรือแม้กระทั่งเดินทางไปเยี่ยมลูกถึงเมืองที่เรียน เพื่อสัมผัสความสุขของการได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง พ่อแม่บางคนที่ได้ไปเยี่ยมลูกเล่าว่า การเดินทางเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาได้เห็นมุมมองใหม่ๆ และชื่นชมโลกใบใหม่ของลูก พร้อมกับกระชับสายใยครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
มองไปข้างหน้า ดูเหมือนว่าเทรนด์นี้จะยังคงอยู่ต่อไป ประเทศไทยกำลังปรับตัวเข้ากับรูปแบบสากลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมหาวิทยาลัยและนายจ้างต่างให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทำงานจริง และนักศึกษาก็อยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องสร้างโปรไฟล์ให้โดดเด่น ด้วยเหตุนี้ งานพิเศษหรือการฝึกงานช่วงปิดเทอมจึงดึงดูดให้นักศึกษาต้องจากบ้านไปชั่วคราวมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามองว่า ครอบครัวจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้เวลาช่วงฤดูร้อนร่วมกัน อาจจะเป็นในรูปแบบ “นัดเจอกันกลางปี” หรือการพบปะระยะสั้นๆ ที่ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อรักษาความใกล้ชิดทางใจแม้กายจะห่างกัน
แล้วพ่อแม่ชาวไทยจะรับมือกับการห่างลูกในช่วงปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงดังนี้:
- ปรับมุมมองใหม่ว่าการที่ลูกไม่อยู่บ้านคือเครื่องหมายของความสำเร็จ ไม่ใช่การถูกปฏิเสธ ความรักและการสนับสนุนของคุณได้มอบปีกให้ลูกโบยบินได้อย่างอิสระ
- ติดต่อสื่อสารกันเสมอแบบสบายๆ ไม่กดดัน เช่น วิดีโอคอล ส่งของใช้ไปให้ หรือเล่าข่าวคราวในบ้านให้ฟัง
- ลองวางแผนเดินทางไปเยี่ยมลูก เพื่อจะได้เห็นโลกของเขาด้วยตาตัวเอง
- ค้นหากิจกรรมที่ตัวเองสนใจหรือเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนเพื่อเติมเต็มเวลาว่าง
- หากความรู้สึกสูญเสียยังคงรบกวนใจ ลองเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนหรือปรึกษานักให้คำปรึกษาด้านครอบครัว เพราะภาวะรังว่างเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องธรรมชาติ
- สนับสนุนให้ลูกดูแลสุขภาพตัวเอง ทั้งการนอนให้พอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพบปะเพื่อนฝูง เพื่อย้ำเตือนว่าการดูแลตัวเองจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งด้านการเรียนและชีวิตส่วนตัว
การปรับตัวทางอารมณ์ของพ่อแม่ไทยในยุคนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกันใหม่ การเปิดรับความเปลี่ยนแปลง สื่อสารกันอย่างเปิดอก และมองความเป็นอิสระของลูกว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จในการเลี้ยงดู จะช่วยให้ครอบครัวไทยเติบโตผ่านทุกช่วงจังหวะของชีวิตได้ ไม่ว่าจะตอนที่อยู่ด้วยกันหรือต้องห่างไกล และเหมือนดังที่หลักธรรมในพุทธศาสนาคอยย้ำเตือนเราเสมอว่า ทั้งสุขและทุกข์ในชีวิตครอบครัวล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ซึ่งเป็นสัจธรรมของชีวิตที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุกๆ ฤดูกาล