เมื่อพูดถึงบทบาทของพ่อ หลายคนอาจมองว่าแค่การมีตัวตนอยู่ด้วยก็เพียงพอแล้ว แต่ทว่างานวิจัยและบทสนทนาทั่วโลกกำลังท้าทายความเชื่อนี้ ชี้ให้เห็นว่าบทบาทของพ่อในยุคใหม่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก บทความใน The Atlantic เรื่อง “Being a Dad Is About More Than Being Around” เผยว่า สิ่งที่ลูกจดจำเกี่ยวกับพ่อได้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่จำนวนชั่วโมงที่ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แต่คือคุณค่าที่พ่อเป็นแบบอย่าง และคุณภาพของความผูกพันที่ส่งผลต่อการหล่อหลอมนิสัย ความมั่นใจ ไปจนถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของลูกในอนาคต

ในสังคมไทยที่ครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ซึ่งมีจำนวนมากขึ้น หรือความคาดหวังเรื่องเพศและสมดุลชีวิตที่เปลี่ยนไป การทำความเข้าใจอิทธิพลที่แท้จริงของความเป็นพ่อจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การ ‘อยู่ใกล้’ อาจไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเป็นต้นแบบที่ดี การใส่ใจดูแลด้านอารมณ์ และการมีส่วนร่วมใน ‘งานที่มองไม่เห็น’ ซึ่งก็คือการสร้างตัวตนและบ่มเพาะนิสัยของลูก

ข้อมูลจากบทความ “9 psychology studies that reveal the powerful role of fathers in shaping lives” ที่รวบรวมโดย PsyPost ฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่า พ่อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสติปัญญาและอารมณ์ของลูกในแบบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ตัวอย่างเช่น ความอบอุ่นจากพ่อมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับทัศนคติเรื่องความสัมพันธ์และความมุ่งมั่นในชีวิตคู่ของลูกชายเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งกว่าการดูแลในชีวิตประจำวันหรือการให้เงินทอง งานวิจัยเน้นย้ำว่า ‘คุณภาพ’ ของการมีส่วนร่วมจากพ่อ คือสิ่งที่สร้าง ‘ต้นแบบความสัมพันธ์’ ที่จะส่งผ่านจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกและคนรุ่นต่อไป

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ความผูกพันทางใจจากพ่อ เช่น การรับฟังความคิดเห็นของลูกอย่างตั้งใจ การแสดงความอ่อนน้อมเมื่อต้องรับมือกับแรงกดดัน และการเป็นแบบอย่างที่มั่นคงในหลักการ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลอย่างมากต่อความนับถือตนเอง ผลการเรียน และวุฒิภาวะทางอารมณ์และสังคมของลูก ข้อมูลยังชี้อีกว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างพ่อลูกช่วยลดความกังวลในการเรียนคณิตศาสตร์ ส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือผู้อื่น และลดความเสี่ยงของพฤติกรรมเชิงลบ เช่น ความหลงใหลในการสร้างกล้ามเนื้อของเด็กผู้ชาย หรือพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในวัยรุ่น (PsyPost)

ข้อค้นพบนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมครอบครัวขยาย และบ่อยครั้งที่พ่อหรือญาติฝ่ายชายอาจต้องไปทำงานต่างถิ่นหรือรับราชการ ทำให้ไม่ได้อยู่กับครอบครัวตลอดเวลา แต่ดังที่ผู้เขียนบทความใน The Atlantic ได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า แม้พ่อจะไม่ได้อยู่ด้วยในหลายช่วงเวลาสำคัญ แต่สิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของเขากลับเป็นบทเรียนเรื่องความกล้าหาญ ความถ่อมตน และความสม่ำเสมอที่ซึมซับมาจากพ่อ แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับคติธรรมในสังคมไทยที่มองว่าหน้าที่ของพ่อไม่ใช่แค่การหาเลี้ยงครอบครัว แต่ยังรวมถึงการปลูกฝังหลักยึดเหนี่ยวทางคุณธรรมให้แก่ลูกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงสร้างครอบครัวและรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน กำลังเปิดโอกาสให้พ่อชาวไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมกับลูกมากขึ้น ผลวิเคราะห์จาก The New York Times ในปี 2025 ชี้ว่า หลังการระบาดของโควิด-19 พ่อทั่วโลกใช้เวลาเลี้ยงลูกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.2 ถึง 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะกลุ่มพ่อรุ่นมิลเลนเนียลที่เป็นผู้นำเทรนด์นี้ (The New York Times) ซึ่งสอดคล้องกับปรากฏการณ์ในกรุงเทพฯ และสังคมเมืองของไทย ที่การทำงานที่ยืดหยุ่นและความคาดหวังทางสังคมที่เปลี่ยนไป ช่วยให้พ่อสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกได้มากกว่าเดิม

แต่การอยู่ด้วยกันก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย งานวิจัยจาก Rutgers Health ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2025 ย้ำเตือนว่า สุขภาพจิตของพ่อคือปัจจัยสำคัญที่มักถูกมองข้าม ภาวะซึมเศร้าของพ่อ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สามารถส่งผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อพฤติกรรมที่โรงเรียนและทักษะทางสังคมของลูกได้ งานวิจัยในวารสาร American Journal of Preventive Medicine พบว่า อาการซึมเศร้าในพ่อของเด็กอนุบาล มีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง การไม่ให้ความร่วมมือ และความนับถือตนเองต่ำของเด็กกลุ่มเดียวกันในอีก 4 ปีข้างหน้า (ScienceDaily) ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่กุมารแพทย์และผู้กำหนดนโยบายในไทยต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของพ่อ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีของครอบครัว

นักการศึกษาและนักจิตวิทยาเด็กในไทยต่างเริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้จากการทำงานจริง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “ทุกวันนี้ เราไม่สามารถวัดการมีส่วนร่วมของพ่อได้แค่จากการอยู่บ้านเดียวกันหรือการหาเงินเลี้ยงครอบครัวอีกต่อไป เราพบว่าเด็กๆ จะเติบโตได้ดีเมื่อพ่อเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องระเบียบวินัย ความเมตตา และความมุ่งมั่นพากเพียร เด็กกลุ่มนี้มักจะมีความมั่นคงทางอารมณ์และมีทักษะการเข้าสังคมที่ดี”

สำหรับครอบครัวที่พ่อต้องอยู่ห่างไกล เช่น ไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ข้อค้นพบนี้ก็ยังมีความหวัง งานวิจัยจาก PubMed ชี้ว่า พ่อเลี้ยง หรือแม้แต่ปู่ย่าตายายที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน สามารถมอบการสนับสนุนที่สำคัญทั้งทางอารมณ์และการใช้ชีวิตได้ แม้จะมีเวลาอยู่ด้วยไม่มาก แต่ก็สร้างประสบการณ์ที่ดีในชีวิตประจำวันให้กับเด็กได้ (PubMed) ดังนั้น ครอบครัวขยายแบบไทยจึงสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์นี้ เพื่อให้เด็กยังคงมีบุคคลต้นแบบที่ทำหน้าที่เสมือนพ่ออยู่เสมอ ไม่ใช่แค่การมีตัวตน แต่เป็นผู้ชี้แนะและเป็นแบบอย่างที่ดีได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ความเป็นพ่อสมัยใหม่ไม่ใช่การยึดติดกับอุดมคติเพียงรูปแบบเดียว บทความ “The Evolving Role of Fathers: Modern Fatherhood in 2025” ในนิตยสาร Enfants d’Azur อธิบายว่า หัวใจสำคัญคือความยืดหยุ่นและการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ พ่อยุคใหม่กำลังเรียนรู้ว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น อ่านนิทานก่อนนอน ชวนคุยเรื่องราวในแต่ละวัน หรือทำกิจกรรมโปรดร่วมกัน สามารถสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งได้ไม่แพ้เหตุการณ์สำคัญ และในประเทศไทยที่สิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรของฝ่ายชายยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ยังมีโอกาสอีกมากที่นายจ้างและผู้กำหนดนโยบายจะสามารถสนับสนุนให้พ่อมีบทบาทมากขึ้นผ่านนโยบายในที่ทำงานที่เอื้อต่อครอบครัว

การวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดยังย้ำว่า ประโยชน์ไม่ได้เกิดกับตัวเด็กเท่านั้น แต่ส่งผลดีในวงกว้าง เมื่อพ่อมีส่วนร่วมทั้งทางอารมณ์และการใช้ชีวิตมากขึ้น แม่ก็จะมีความเครียดลดลง ครอบครัวมีความสมดุลมากขึ้น และตัวพ่อเองก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหรือความเหนื่อยล้าหมดไฟน้อยลงเช่นกัน ข้อค้นพบนี้ยังปรากฏให้เห็นในพื้นที่ชนบท ซึ่งแม้การมีส่วนร่วมของพ่อจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็ยังส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ (PsyPost)

แน่นอนว่าความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการก้าวข้ามบทบาททางเพศที่ฝังรากลึกทั้งในสังคมเมืองและชนบทของไทย ไม่ว่าจะเป็นในกระบวนการของศาลครอบครัว หน่วยงานสังคมสงเคราะห์ หรือแม้กระทั่งในคติความเชื่อบางอย่าง ภาพลักษณ์ของพ่อในฐานะ ‘ผู้หาเลี้ยงที่อยู่ห่างไกล’ ยังคงเด่นชัด ขณะที่การพูดคุยอย่างเปิดอกเรื่องสุขภาพจิตของผู้ชาย วุฒิภาวะทางอารมณ์ และการเลี้ยงลูกร่วมกันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น โดยมีโรงเรียนและกลุ่มผู้ปกครองที่มีแนวคิดก้าวหน้าเป็นผู้บุกเบิก

แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร? ท่ามกลางกระแสโลกที่พูดคุยเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและการเลี้ยงลูก ประเทศไทยอยู่ในจุดที่สามารถเรียนรู้จากข้อมูลวิจัยและนำมาปรับใช้กับต้นทุนทางวัฒนธรรมของตนเองได้เป็นอย่างดี สถาบันการศึกษาควรส่งเสริมให้พ่อมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐและนายจ้างสามารถสร้างแรงจูงใจ สนับสนุนการลาที่ยืดหยุ่น และจัดบริการดูแลสุขภาพจิตสำหรับพ่อโดยเฉพาะ ส่วนในระดับครอบครัว การมุ่งเน้นที่การเป็นแบบอย่างที่ดี ความสม่ำเสมอ และการอยู่ด้วยใจ—ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ—คือแนวทางที่ดีที่สุด

สำหรับพ่อแม่ชาวไทยที่ต้องการแนวทางปฏิบัติ:

  • คุณพ่อเริ่มต้นได้ ด้วยการเป็นแบบอย่างในคุณค่าที่สำคัญ เช่น ความเคารพ ความมุ่งมั่น และความเมตตา ทั้งในคำพูดและการกระทำ
  • มีส่วนร่วมในกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การไปรับส่งที่โรงเรียน หรือการพูดคุยบนโต๊ะอาหาร สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความผูกพันทางใจที่แน่นแฟ้นได้
  • ใส่ใจสุขภาพจิตและขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น การยอมรับและจัดการกับภาวะซึมเศร้าของพ่อ คือกุญแจสำคัญต่อสุขภาวะของทั้งครอบครัว
  • สื่อสารกับลูกอย่างเปิดเผยและเหมาะสมกับวัย ทั้งเรื่องความสำเร็จและอุปสรรค เพื่อเป็นแบบอย่างในการรับมือกับความท้าทาย
  • ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายครอบครัวขยาย เช่น ปู่ย่าตายาย หรือญาติผู้ใหญ่ เพื่อช่วยเติมเต็มและเสริมสร้างบทบาทพ่อในเชิงบวกเมื่อต้องอยู่ห่างไกล

ท้ายที่สุด ดังที่บทความใน The Atlantic ยืนยัน ของขวัญล้ำค่าที่สุดที่พ่อจะมอบให้ลูกได้ คือการเป็นแบบอย่างของชีวิตที่เปี่ยมด้วยความซื่อตรง ความเข้มแข็ง และความถ่อมตน ซึ่งเป็นบทเรียนที่จะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต ไม่ว่าพ่อจะอยู่ใกล้หรือไกล และในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวไปข้างหน้า การนำข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยเหล่านี้มาปรับใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและในระดับนโยบาย จะช่วยบ่มเพาะคนรุ่นต่อไปให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง มีเมตตา และมีหลักการที่มั่นคง

หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์พ่อลูก หรือต้องการความช่วยเหลือในฐานะผู้ปกครอง ลองสำรวจโครงการต่างๆ ในประเทศ เช่น โครงการครอบครัวของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าร่วมกิจกรรมอบรมสำหรับผู้ปกครองในชุมชน และอย่าลังเลที่จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างจริงใจในบ้านของคุณเอง การสร้างครอบครัวที่แข็งแกร่งและบ่มเพาะผู้นำในอนาคต เริ่มต้นจากสิ่งที่เราทำ—และสิ่งที่เราเลือกที่จะเป็น—ในทุกๆ วัน

แหล่งข้อมูล: