ขณะที่ไฟประท้วงปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) กลับมาลุกโชนทั่วยุโรปอีกครั้ง บรรดาประเทศเจ้าของหมุดหมายยอดฮิตต่างกำลังหันมาทดลองใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ท้าทายกว่าเดิม เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ตั้งแต่สวิตเซอร์แลนด์ไปจนถึงสเปนและเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ คณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือชุมชนท้องถิ่น ต่างก็ผนึกกำลังออกมาตรการเชิงรุกเพื่อต่อสู้กับความแออัด ปกป้องมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม พร้อมทั้งรื้อนิยามการเดินทางในยุคหลังโควิด-19 การต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวทะลักเข้าพื้นที่อย่างภูเก็ต เชียงใหม่ และหมู่เกาะต่างๆ ทั้งในฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
กระแสการประท้วงต่อต้านการท่องเที่ยวที่เห็นได้ชัดที่สุดในหมู่เกาะคะแนรีของสเปน ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนเสียงความอัดอั้นของคนในพื้นที่ต่อปัญหาราคาบ้านที่พุ่งทะยาน การขาดแคลนทรัพยากร และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เกินขีดความสามารถในการรองรับ แต่ท่ามกลางความขัดแย้งที่คุกรุ่น ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ต่างมองเห็นสัญญาณแห่งความหวัง นั่นคือมาตรการปฏิรูปและการริเริ่มด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เริ่มเข้ามาปรับโฉมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวขนาดยักษ์ของยุโรป ประเด็นถกเถียงในยุโรปนี้สะท้อนภาพการหารือในประเทศไทยเช่นกัน ที่ซึ่งการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังโรคระบาดได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสถานที่สำคัญต่างๆ อีกครั้ง และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิของคนท้องถิ่น
วิกฤตนักท่องเที่ยวล้นเมืองของยุโรปจึงเปรียบเสมือนกรณีศึกษาชิ้นสำคัญของโลก ในขณะที่ทวีปยุโรปยังคงต้อนรับนักเดินทางหลายร้อยล้านคนต่อปี ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ระบุว่าในปี 2023 ประเทศอย่างสเปน อิตาลี และฝรั่งเศส มีจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงแซงหน้าช่วงก่อนโควิด-19 ไปแล้ว และปี 2024 ก็มีแนวโน้มที่จะทำลายสถิติอีกครั้ง แต่ทั้งหมดนี้ต้องแลกมาด้วยอะไร? ในเมืองยอดนิยมอย่างบาร์เซโลนา เวนิส และดูบรอฟนิก ผู้คนต่างต้องทนทุกข์กับผลพวงจากความสำเร็จของตัวเองมานาน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่แพงขึ้น พื้นที่สาธารณะที่แออัดยัดเยียด โครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม และการสูญเสียตัวตนของชุมชน แนวคิด “Overtourism” ซึ่งถูกบัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายจุดที่ผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมถูกบดบังด้วยความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นเสียงเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป ไม่ใช่แค่ในยุโรปแต่ทั่วโลก (BBC Travel)
ปัจจุบัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างยอมรับกันมากขึ้นว่า การทำธุรกิจแบบเดิมๆ อาจสร้างความเสียหายต่อมนต์เสน่ห์ของยุโรปและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวอย่างถาวร โมเดลใหม่ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจึงมุ่งเน้นไปที่การกระจายนักท่องเที่ยว ความยั่งยืน และการบริหารจัดการเชิงรุก ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการหารือเชิงนโยบายล่าสุดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย (Bangkok Post)
มาตรการที่ทยอยออกมาสะท้อนให้เห็นถึงทางออกที่สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น สวิตเซอร์แลนด์กำลังชูจุดเด่นเรื่องเครือข่ายรถไฟระดับโลก ซึ่งปัจจุบันใช้พลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ 100% ให้เป็นทั้งเครื่องมือกระจายนักท่องเที่ยวและส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลยุทธ์ใหม่ของประเทศที่เรียกว่า “Swisstainable” ยังมอบส่วนลดพิเศษให้นักเดินทางที่เข้าพักในโรงแรมที่ผ่านการรับรองด้านความยั่งยืน และแคมเปญที่มีโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์ ก็ช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว การที่สวิตเซอร์แลนด์ขยายเวลาให้บริการกระเช้าสกีและเวลาเปิดของโรงแรม ก็เพื่อลดความหนาแน่นในช่วงพีคและลดแรงกดดันในจุดท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างหมู่บ้านเลาเทอร์บรุนเนิน หุบเขาแสนสวยที่เจอปัญหานักท่องเที่ยวแห่ตามรอยซีรีส์เกาหลี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ประจำสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์อธิบายว่า “จริงอยู่ที่เรามีนักท่องเที่ยวเยอะ แต่มันเป็นการมาแบบไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไหร่ เราจึงต้องหาทางจัดการสถานการณ์นี้ให้ได้” (BBC Travel) นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเริ่มเก็บภาษีการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่แออัดจากการตามรอยโซเชียลมีเดีย โดยนำรายได้ไปใช้บำรุงรักษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นโดยตรง
สเปน อีกหนึ่งมหาอำนาจด้านการท่องเที่ยว ก็ได้เดินหน้าจัดการกับที่พักเถื่อน และ “การท่องเที่ยวตามรอยโซเชียล” ที่บิดเบือนวิถีชีวิตท้องถิ่น จากข้อมูลของสำนักงานการท่องเที่ยวสเปน รัฐบาลได้สั่งลบประกาศที่พักของ Airbnb ที่ผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 66,000 แห่ง พร้อมทั้งเลิกใช้แคมเปญที่ขับเคลื่อนโดยอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังชายหาดเล็กๆ และหันมาใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อตรวจสอบและจัดการความหนาแน่นบริเวณชายหาด สภาพอากาศ คุณภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งแมงกะพรุน แพลตฟอร์มดิจิทัล “Smart Destinations” จะช่วยแจ้งข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกระจายนักท่องเที่ยวและปกป้องระบบนิเวศในท้องถิ่น ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 85% เดินทางไปกระจุกตัวอยู่ในเพียง 5 ภูมิภาคของสเปน และตอนนี้บริษัททัวร์ก็ได้รับการสนับสนุนให้นำเสนอพื้นที่ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักให้กับลูกค้ามากขึ้น ที่น่าสนใจคือ ภาษีนักท่องเที่ยวใหม่ในแคว้นอย่างหมู่เกาะแบลีแอริกยังให้สิทธิประโยชน์กับการเข้าพักระยะยาวมากกว่าการมาเที่ยวแบบฉาบฉวย ขณะที่โรงแรมหรูของรัฐ (“Paradores of Spain”) ก็ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางลึกเข้าไปในแผ่นดินและห่างจากชายฝั่งที่แออัด
กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี กำลังนำร่องโครงการให้รางวัลแก่นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการที่ได้แรงบันดาลใจจาก “CopenPay” ของโคเปนเฮเกน ในไม่ช้านักท่องเที่ยวสายกรีนอาจได้รับทัวร์พร้อมไกด์ฟรี ส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ และสิทธิพิเศษอื่นๆ เพื่อแลกกับการเข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้หรือเก็บขยะ “เป้าหมายของเราคือทำให้พฤติกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกลายเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ VisitBerlin กล่าว โครงการที่ใช้แรงจูงใจเหล่านี้ยอมรับว่าแค่การขอร้องอาจไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับผลประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับนักเดินทางที่เลือกเส้นทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความท้าทาย การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการเดินทางทางอากาศและการเพิ่มจำนวนของเรือสำราญขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมจริงจัง ยังคงผลักดันให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนเกินกว่าที่เมืองต่างๆ จะรับไหว แม้แต่มาตรการจัดการที่กล้าหาญที่สุดของยุโรปก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมจากนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่เดินทางมาทางทะเลและอากาศได้อย่างสมบูรณ์ ดังที่หัวหน้าฝ่ายสื่อสารการท่องเที่ยวของสเปนยอมรับว่า แม้จะมีแนวทางแก้ไขแล้ว แต่ “ต้องใช้เวลา และการสื่อสารคือกุญแจสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นจะไม่ได้รับผลกระทบ”
สำหรับคนไทย เรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุโรปถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน ในประเทศไทย ปัญหาเรื้อรังจากการท่องเที่ยวล้นเมืองเคยถึงจุดวิกฤตก่อนการระบาดใหญ่ จนนำไปสู่การปิดอ่าวมาหยาที่จังหวัดกระบี่ชั่วคราวเพื่อให้ระบบนิเวศได้ฟื้นตัว ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ (The Guardian) เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และกลุ่มชุมชนต่างกำลังถกเถียงถึงวิธีการนำมาตรการต่างๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเขตพื้นที่ (Zoning) การเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน และการรณรงค์เรื่องพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำในแวดวงการท่องเที่ยวได้นำเสนอระบบจัดการนักท่องเที่ยวแบบดิจิทัลและความร่วมมือกับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีในท้องถิ่นเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีต (Bangkok Post) ซึ่งสะท้อนแนวทางการใช้ข้อมูลแบบเดียวกับที่เห็นในสเปนและเบอร์ลิน
การที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาความงามทางธรรมชาติและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นหลัก ทำให้มีความเปราะบางอย่างยิ่งต่อผลกระทบจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นแนวปะการังในทะเลอันดามัน นาขั้นบันไดทางภาคเหนือ หรือย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับในยุโรป สิ่งดึงดูดใจที่นำพานักท่องเที่ยวมากลับเสี่ยงที่จะถูกทำลาย หากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่ถูกควบคุมมีมากเกินขีดจำกัดของระบบนิเวศ หรือบั่นทอนความสมานฉันท์ของชุมชน การที่สื่อต่างชาติให้ความสนใจกับการประท้วงของคนในท้องถิ่น ตั้งแต่บาร์เซโลนาไปจนถึงซานโตรินี ย้ำให้เห็นว่าหากความไม่พอใจของคนในพื้นที่ไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจเปลี่ยนจากสินทรัพย์ทางการท่องเที่ยวให้กลายเป็นหนี้สินได้
ในอดีต ประเทศไทยพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับแคมเปญของภาครัฐ เช่น “Amazing Thailand” และล่าสุด “Visit Thailand Year 2023” ซึ่งเน้นทั้งการต้อนรับและประเพณีอันดีงาม อย่างไรก็ตาม นี่อาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนกันในระดับประเทศแล้วว่า: ประเทศไทยต้องการการท่องเที่ยวแบบไหน และเพื่อประโยชน์ของใคร? บทเรียนจากการลงทุนด้านรถไฟของสวิตเซอร์แลนด์ การปราบปรามที่พักผิดกฎหมายของสเปน และแคมเปญให้รางวัลเพื่อความยั่งยืนของเบอร์ลิน ล้วนชี้ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่คุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวต้องสอดประสานกันอย่างลงตัว
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าหากไม่มีนโยบายใหม่ๆ ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองจะยิ่งเลวร้ายลง เนื่องจากการเดินทางทั่วโลกยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของ “ปรากฏการณ์อินสตาแกรม” สายการบินราคาประหยัด และการไขว่คว้าการยอมรับบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ทุกสถานที่สุดงดงามมีความเสี่ยงที่จะโด่งดังเพียงข้ามคืน ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวต้องลงทุนไม่เพียงแค่ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ยังต้องลงทุนในการให้ความรู้และการดูแลรักษาระยะยาวโดยให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม สำหรับประเทศไทย นั่นอาจหมายถึงการขยายโครงการจัดการอัจฉริยะ ปฏิรูปกฎระเบียบการออกใบอนุญาตที่พัก และลงทุนเพิ่มเติมในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการนำร่องโครงการให้รางวัลแก่นักท่องเที่ยวสายกรีน เช่น การมอบส่วนลดหรือประสบการณ์ทางวัฒนธรรมให้กับผู้ที่เดินทางนอกฤดูท่องเที่ยว ใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือ รัฐบาลในยุโรปกำลังแสดงความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับความจำเป็นในการจัดการนักท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไร แต่เพื่อรักษาสิ่งที่ทำให้แต่ละจุดหมายปลายทางมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทางการไทยอาจต้องเสริมสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ของยุโรปว่าความยินยอมและการมีส่วนร่วมคือกุญแจสำคัญสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
นักท่องเที่ยวเองก็มีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะไปเยือนยุโรปหรือประเทศไทย นั่นคือการมองหาสถานที่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เดินทางนอกฤดูท่องเที่ยว เคารพธรรมเนียมท้องถิ่น และลดปริมาณขยะ แค่การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไม่ไปตามกระแส สนับสนุนธุรกิจของชุมชน และใช้บริการขนส่งสาธารณะ สามารถช่วยลดผลกระทบส่วนบุคคลและสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ หลักปรัชญาและวิถีของไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง ความพอประมาณ และความกลมเกลียวกับธรรมชาติ สามารถเป็นแนวทางให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติในการเป็นนักเดินทางที่ “ดีขึ้น” ได้
ขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตามองแนวทางการรับมือกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองของยุโรป โอกาสของประเทศไทยก็ชัดเจนเช่นกัน นั่นคือการนำแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงรุก ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และมีชุมชนเป็นศูนย์กลางมาใช้ก่อนที่สถานการณ์จะถึงจุดวิกฤต การปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับโลก จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาชื่อเสียงด้านการต้อนรับที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกให้คงอยู่ต่อไปสำหรับคนรุ่นหลัง
หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง สามารถศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น BBC Travel, Bangkok Post และรายงานของ UNWTO เกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน