บัณฑิตจบใหม่สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็นเส้นทางสู่อาชีพที่มั่นคงและประสบความสำเร็จ กำลังเผชิญกับความจริงที่สวนทางกับความคาดหวัง เมื่ออัตราการว่างงานในหมู่พวกเขากลับพุ่งสูงขึ้นจนติดอันดับต้นๆ ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทั้งหมด ปรากฏการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณเตือนให้ต้องทบทวนกระแส “หัดเขียนโค้ด” (learn to code) ที่เคยเป็นแนวทางหลักชี้นำนโยบายการศึกษาและเส้นทางอาชีพทั่วโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์รายงานตลาดแรงงานล่าสุดของธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) พบว่าอัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (CS) ในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงถึง 6.1% ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ยิ่งเผชิญสถานการณ์ที่หนักหน่วงกว่าด้วยตัวเลข 7.5% (Newsweek) ตัวเลขเหล่านี้สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับอัตราการว่างงานเฉลี่ยของบัณฑิตจบใหม่ทั้งหมดที่ 5.8% ซึ่งท้าทายความเชื่อเดิมๆ ไม่เพียงแต่ในกลุ่มประเทศตะวันตก แต่ยังรวมถึงสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วเช่นประเทศไทยด้วย

ข่าวดังกล่าวน่าจับตาอย่างยิ่งในบริบทของไทย ซึ่งภาคเทคโนโลยีได้รับการผลักดันให้เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นทางออกของปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในขณะที่มหาวิทยาลัยไทยยังคงขยายหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในและต่างประเทศ ก็เริ่มเกิดคำถามถึงความยั่งยืนของแนวทางนี้ และผลกระทบต่อบัณฑิตที่กำลังจะก้าวสู่ตลาดแรงงานที่ระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทและมีการแข่งขันสูงขึ้นทั่วโลก

ข้อมูลสำคัญจากรายงานของธนาคารกลางแห่งนิวยอร์กสะท้อนภาพที่น่ากังวลว่า แม้สายงาน STEM อย่างวิทยาการคอมพิวเตอร์จะเคยถูกมองว่าเป็นเดิมพันที่ปลอดภัยสำหรับงานที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความมั่นคง แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการเทคโนโลยีกลับนำไปสู่ภาวะบัณฑิตล้นตลาด โดยปัจจุบันวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มีอัตราการว่างงานสูงสุดเป็นอันดับ 3 และวิทยาการคอมพิวเตอร์อยู่ในอันดับที่ 7 ของทุกสาขาวิชา แซงหน้าสาขาที่เคยถูกมองว่าหางานยากอย่างมานุษยวิทยา (9.4%) และฟิสิกส์ (7.8%) ไปแล้ว และน่าประหลาดใจที่แม้แต่บัณฑิตสาขาวารสารศาสตร์ยังมีอัตราการว่างงานเพียง 4.4% ซึ่งนับว่าดีกว่ามาก (Futurism, AS USA)

ผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ตรงกันว่า ปัญหาเกิดจากระบบการจ้างงานในสายเทคฯ ที่เติบโตไม่ทันจำนวนบัณฑิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ประกอบกับอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลและธุรกิจรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Newsweek ว่า “เราผลิตบัณฑิตออกมามากเกินไป โดยไม่ได้แก้ปัญหาที่โครงสร้างการจ้างงานในสายเทคฯ ซึ่งมีการกีดกันและเอารัดเอาเปรียบ ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นกำลังหายไป การฝึกงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างยังคงมีอยู่ทั่วไป และบริษัทต่างๆ ก็หันไปจ้างงานในต่างประเทศ (offshoring) หรือใช้ระบบอัตโนมัติมาทำงานแทนตำแหน่งที่บัณฑิตเหล่านี้ถูกฝึกฝนมา” ความเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงความผิดหวังที่เพิ่มขึ้นในหมู่นักการศึกษาและนักศึกษาที่เคยเชื่อมั่นว่าทักษะด้านเทคนิคจะรับประกันความมั่นคงในอาชีพและความก้าวหน้าในเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติถือเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินคนหนึ่งกล่าวกับ Newsweek ว่า “เราสร้างกระแสคลั่งไคล้การเขียนโค้ดเหมือนยุคตื่นทอง แต่กลับกลายเป็นว่าเหมืองทองปิดตัวลงแล้ว บริษัทต่างๆ กำลังตัดงบประมาณด้านวิศวกรรมลง 40% ในขณะที่จำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนสาขา CS กลับสูงเป็นประวัติการณ์ มันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ เมื่ออุปทานล้นตลาด ค่าจ้างก็ย่อมลดลง” ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยังตั้งข้อสังเกตว่า บัณฑิตจบใหม่บางคนในปัจจุบันยังขาดทักษะการแก้ไขข้อบกพร่องพื้นฐาน (debugging) ทำให้นายจ้างเลือกที่จะใช้ระบบอัตโนมัติหรือจ้างผู้มีประสบการณ์มากกว่าจะรับพนักงานระดับเริ่มต้น

สถานการณ์เหล่านี้กำลังท้าทายแนวคิดที่ว่าแค่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีก็เพียงพอต่อความมั่นคงของงาน แม้ว่านโยบายสาธารณะและหลักสูตรการศึกษาทั้งในไทย สหรัฐอเมริกา และที่อื่นๆ จะให้ความสำคัญกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในฐานะทักษะพื้นฐานแห่งศตวรรษที่ 21 ก็ตาม สำหรับประเทศไทยซึ่งตั้งเป้าให้เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นยุทธศาสตร์การเติบโต และมีโครงการริเริ่มอย่าง “coding for kids” แพร่หลายทั้งในโรงเรียนรัฐบาลและสถาบันกวดวิชา สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงจุดประกายคำถามสำคัญว่า บัณฑิตที่ผลิตออกมานั้นพร้อมสำหรับตลาดงานในโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมสำหรับภาพฝันของวงการเทคฯ ที่อาจไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป (Nucamp, Jobsdb)

แม้สถิติจากสหรัฐฯ จะน่ากังวล แต่ในบริบทของไทย ภาพรวมระยะสั้นอาจแตกต่างออกไป ตลาดงานเทคฯ ในไทยยังคงแข็งแกร่งสำหรับตำแหน่งงานเฉพาะทาง เช่น ผู้จัดการฝ่ายไอที ผู้จัดการโครงการ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นผลพวงจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาลอย่าง “100 เมืองอัจฉริยะ” (100 Smart Cities) และการลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) (Nucamp) ข้อมูลจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า ณ ต้นปี 2568 มีตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการคอมพิวเตอร์เปิดรับสมัครทั่วประเทศกว่า 1,600 ตำแหน่ง (Jobsdb) อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งงานเหล่านี้มักต้องการทักษะที่ผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและความรู้เฉพาะทางในอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น ความสามารถในการเขียนโปรแกรมขั้นสูง ประสบการณ์เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ และความคุ้นเคยกับเครื่องมือ AI ซึ่งเป็นทักษะที่หลักสูตรระดับปริญญาตรีอาจไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด

นอกจากนี้ งานวิจัยจากมูลนิธิเอเชีย (The Asia Foundation) ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด-19 จะมีความต้องการทักษะดิจิทัลระดับสูงเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญในการเข้าถึงการฝึกอบรมที่มีคุณภาพ ทักษะภาษาอังกฤษ และเครือข่ายในสายงาน (Thai Developers: Skills, Divides, and Challenges (PDF)) บัณฑิตไทยจากมหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นที่รู้จักหรือจากนอกเขตเมืองอาจต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดงานและมีการแข่งขันที่สูงกว่า ทั้งจากผู้สมัครในประเทศและต่างประเทศ ปัญหานี้ซ้ำเติมด้วยโอกาสในการฝึกงานที่จำกัด และวัฒนธรรมการรับคนที่บางครั้งยังคงให้ความสำคัญกับ “ชื่อเสียงสถาบันมากกว่าความสามารถ” ซึ่งสอดคล้องกับคำวิจารณ์ของผู้เชี่ยวชาญในชาติตะวันตก

เมื่อมองภาพรวมในระดับภูมิภาค จะเห็นแนวโน้มที่คล้ายคลึงกันในประเทศอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้าน STEM ผลการศึกษาล่าสุดด้านอุดมศึกษา รวมถึงการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการเลือกอาชีพในสาย STEM ที่ตีพิมพ์ในปี 2566 ชี้ว่า แม้โดยทั่วไปบัณฑิตสาย STEM จะมีโอกาสที่ดีกว่าบัณฑิตสายมนุษยศาสตร์ แต่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้ลงทะเบียนเรียนอาจนำไปสู่ภาวะการทำงานไม่ตรงสาย (underemployment) และการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ (PubMed)

คำมั่นสัญญาในอดีตที่ว่าวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นอาชีพที่ “มั่นคงสำหรับอนาคต” (future-proof) นั้นมีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในโรงเรียนไทยช่วงปลายทศวรรษ 1990 ไปจนถึงนโยบายส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI และการใช้ระบบอัตโนมัติมาทำงานเขียนโปรแกรมพื้นฐานที่ซ้ำซาก กำลังลดจำนวนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นลงสวนทางกับจำนวนบัณฑิตที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลเหล่านี้จุดประกายคำถามสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองในไทยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องทบทวนว่าการเขียนโค้ดควรเป็นหัวใจหลักของวาระทักษะดิจิทัลแห่งชาติต่อไป หรือควรหันมาสร้างสมดุลระหว่างการศึกษาด้านเทคนิคล้วนๆ กับทักษะที่กว้างขึ้น เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การเป็นผู้ประกอบการ และความสามารถในการปรับตัว การผลักดันเพื่อสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี “ฝีมือคนไทย” ยังคงมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว แต่รูปแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งมีนักศึกษาเก่งๆ หลายพันคนเรียนจบด้านการเขียนโค้ดโดยไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนสู่งานที่มีคุณภาพ อาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนอีกต่อไป

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะกลยุทธ์หลายประการเพื่อช่วยให้บัณฑิตจบใหม่และนักศึกษาในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถเพิ่มโอกาสในการได้งานทำได้สูงสุด ข้อเสนอแนะเหล่านั้นได้แก่:

  • เพิ่มพูนทักษะให้หลากหลาย นอกเหนือจากการเขียนโปรแกรมพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นไปที่ AI, แมชชีนเลิร์นนิง, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, การวิเคราะห์ข้อมูล และสถาปัตยกรรมคลาวด์
  • แสวงหาใบรับรอง การฝึกงาน และการเข้าร่วมโครงการกับภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการประยุกต์ใช้ทักษะทางเทคนิคในสถานการณ์จริง
  • เสริมสร้างทักษะด้านภาษาอังกฤษและทักษะทางสังคม (soft skills) รวมถึงการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม เพื่อให้โดดเด่นในสภาพแวดล้อมการทำงานกับบริษัทข้ามชาติและแบบทางไกล (remote working)
  • สำรวจเส้นทางแบบสหวิทยาการ โดยผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโค้ดเข้ากับความรู้ในสาขาอื่น เช่น สุขภาพ การเงิน และโลจิสติกส์
  • ส่งเสริมแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ เนื่องจากเศรษฐกิจแบบ Gig Economy และบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยียังคงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในสายอาชีพ
  • สำหรับนายจ้างและภาครัฐ ควรสนับสนุนการสร้างโอกาสในการฝึกงานที่ได้รับค่าจ้าง ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่เป็นธรรม และลงทุนในโครงการฝึกอบรมทักษะใหม่ (retraining) สำหรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ

อาจารย์ท่านหนึ่งจากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งได้อธิบายในงานเปิดบ้านออนไลน์ล่าสุดว่า “บทบาทของเราไม่ใช่แค่การสอนไวยากรณ์ภาษาคอมพิวเตอร์และอัลกอริทึมอีกต่อไป แต่คือการเสริมสร้างให้นักศึกษามีความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์เพื่อเติบโตในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องสื่อสารความจริงเกี่ยวกับตลาดงาน พร้อมกับสร้างความมั่นใจให้นักศึกษาสามารถบุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ ของตนเองได้ ซึ่งบางครั้งอาจอยู่นอกกรอบของบทบาททางเทคโนโลยีแบบเดิมๆ”

สำหรับครอบครัวและนักเรียนไทยที่กำลังตัดสินใจก้าวต่อไป บทสรุปที่ได้จึงค่อนข้างชัดเจน: วิทยาการคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ไม่ใช่ใบเบิกทางที่รับประกันการจ้างงานหรือความมั่งคั่งอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการศึกษาข้อมูลตลาดแรงงาน แสวงหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการ และหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางของแนวคิด “สูตรสำเร็จเดียว” ที่กลายมาเป็นสาเหตุของภาวะบัณฑิตล้นตลาดในปัจจุบัน ในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวและธรรมชาติของงานก็เปลี่ยนแปลงไป การเรียนรู้ตลอดชีวิต ความยืดหยุ่น และการเปิดใจที่จะปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพของตนเอง จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ซับซ้อนนี้ ขั้นตอนที่ปฏิบัติได้จริงคือการขอคำปรึกษาจากศูนย์แนะแนวอาชีพของมหาวิทยาลัย การเข้าร่วมกิจกรรม Hackathon และงานพบปะของคนในวงการเทคฯ การสร้างแฟ้มผลงาน (portfolio) ที่แสดงโครงการที่ทำสำเร็จ และการสร้างเครือข่ายกับนายจ้างตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าสถิติในปัจจุบันอาจจะดูน่ากังวล แต่เศรษฐกิจดิจิทัลยังคงเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่พร้อมจะปรับตัว และสำหรับแรงงานไทยที่ผสมผสานความสามารถทางเทคนิคเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และความยืดหยุ่นได้

แหล่งข้อมูล: