ภาพจำของคุณพ่อในอดีตอาจเป็นชายผู้เข้มแข็ง เป็น ‘เสาหลักของบ้าน’ ที่ทำหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก แต่ภาพถ่ายเก่าๆ และงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา กลับเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบทบาทความเป็นพ่อตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทย ที่ภูมิทัศน์ของการเลี้ยงดูก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน
ย้อนกลับไปในสังคมอเมริกันยุคแรกๆ พ่อเคยเป็นดั่งผู้นำทางจิตวิญญาณของครอบครัว มีหน้าที่หลักในการอบรมสั่งสอนลูก ทั้งเรื่องระเบียบวินัยและทักษะชีวิต จากการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์พบว่า ในสมัยก่อนยุคอุตสาหกรรมและยุคอาณานิคม หากลูกทำตัวไม่เหมาะสม สังคมมักจะชี้เป้าไปที่ความผิดของพ่อเป็นอันดับแรก ในชุมชนชนบท พ่อยังมีหน้าที่สอนทักษะจำเป็นเพื่อความอยู่รอด เช่น การทำฟาร์ม หรือการล่าสัตว์ (แหล่งข้อมูล)
แต่พอเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ภาพของคุณพ่อในสังคมอเมริกันก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนชี้ว่า เมื่อผู้ชายเริ่มย้ายเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ บทบาทของพวกเขาก็ถูกตีวงให้แคบลงเหลือเพียง “ผู้หาเลี้ยง” หรือเสาหลักทางการเงินของบ้าน การที่บ้านกับที่ทำงานแยกจากกัน ทำให้บทบาทของพ่อในการเลี้ยงลูกโดยตรงลดลง และยิ่งตอกย้ำภาพการแบ่งหน้าที่ระหว่างชายผู้หาเลี้ยงกับหญิงผู้ดูแลบ้านให้เด่นชัดขึ้น
การฉลองวันพ่อ ซึ่งเริ่มมีขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1900 และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ยิ่งตอกย้ำและผลักดันให้บทบาท “ผู้หาเลี้ยง” ถูกนำไปผูกโยงกับการตลาดมากขึ้น นักประวัติศาสตร์วัฒนธรรมระบุว่า ธรรมเนียมการให้ของขวัญที่ถูกโปรโมตในช่วงเทศกาลนี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องทางสังคม แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง (Old Farmer’s Almanac)
ต่อมาในศตวรรษที่ 20 ประวัติศาสตร์ได้บันทึกจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้ง นั่นคือสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้หญิงก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ และงานศึกษาของ PBS สะท้อนตรงกันว่า ขณะที่ผู้ชายนับล้านต้องไปรบ ผู้หญิงก็ได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งที่จำเป็นแทน ซึ่งได้เปลี่ยนพลวัตของครอบครัวไปโดยสิ้นเชิง พอถึงทศวรรษ 1960 ครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่จึงกลายเป็นเรื่องปกติ และแม้ว่าผู้ชายจะยังถูกมองว่าเป็นผู้หาเลี้ยงหลัก แต่พวกเขาก็เริ่มต้องเผชิญกับแรงกดดันใหม่ๆ ที่ต้องเข้ามาช่วยงานบ้านและดูแลลูกมากขึ้น (PBS)
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้จุดประกายให้เกิดสิ่งที่นักวิจัยด้านครอบครัวจากสภาความสัมพันธ์ครอบครัวแห่งชาติ (National Council on Family Relations) เรียกว่าเทรนด์ “คุณพ่อสายซัพพอร์ตยุคใหม่” (new nurturant father) ในช่วงทศวรรษ 1970 แม้ยังต้องรับบทบาทผู้หาเลี้ยง แต่ผู้ชายก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมเชิงรุกและใส่ใจด้านอารมณ์ความรู้สึกในการเติบโตของลูกมากขึ้น นักสังคมศาสตร์ยังชี้ด้วยว่า อัตราการหย่าร้างที่พุ่งสูงขึ้นและการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้เริ่มมีการศึกษาถึงผลกระทบทางใจจากการขาดพ่อ ซึ่งผลการศึกษาเหล่านี้ได้เปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่อการมีอยู่ของพ่อในบ้านในเชิงอารมณ์ (ผลการศึกษาจาก Cornell University)
พอถึงทศวรรษ 1980 บรรทัดฐานของ “พ่อที่มีส่วนร่วม” ก็กลายเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง โดยนักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยาต่างชี้ถึงประโยชน์ที่เด็กจะได้รับจากการเติบโตมากับพ่อที่ใกล้ชิดและแสดงความรัก สถิติจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) เผยว่า จำนวนคุณพ่อที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก (stay-at-home dads) เพิ่มขึ้นถึง 50% ระหว่างปี 2003 ถึง 2006 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้ของผู้หญิงที่สูงขึ้นและความคาดหวังของสังคมที่เปลี่ยนไป ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดในช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ๆ เช่น วิกฤตการเงินปี 2008 และการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ได้รับการยืนยันจากรายงานของ Pew Research Center (Pew Research)
แม้จำนวนจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของคุณพ่อที่รับหน้าที่เลี้ยงลูกอยู่บ้านเต็มตัวก็ยังน้อยกว่าคุณแม่หลายเท่าตัว โดยในปี 2021 มีเพียง 7% เท่านั้น และแรงจูงใจก็ต่างกันด้วย โดยผู้ชายมักให้เหตุผลเรื่องสุขภาพ การเกษียณ หรือการเรียนต่อ ขณะที่ความจำเป็นทางเศรษฐกิจหรือการไม่อยากจ้างคนอื่นมาเลี้ยงลูกยังคงเป็นปัจจัยร่วมของทั้งสองเพศ อย่างไรก็ตาม สื่อชั้นนำอย่าง The New York Times รายงานว่า ปัจจุบันพ่อชาวอเมริกันใช้เวลากับลูกๆ มากกว่าที่เคย และมีแนวโน้มที่จะเลี้ยงลูกในรูปแบบของการเป็นหุ้นส่วนที่สมดุลมากขึ้น (The New York Times)
สำหรับสังคมไทยเรา เทรนด์เหล่านี้ก็ถือเป็นภาพสะท้อนที่ทั้งเหมือนและแตกต่างในเวลาเดียวกัน แม้โครงสร้างครอบครัวไทยแต่ดั้งเดิมจะให้ความสำคัญกับแม่ในฐานะผู้ดูแลหลัก แต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และล่าสุดในช่วงโควิด-19 ผู้ชายไทยจำนวนไม่น้อยก็ต้องปรับตัวมารับบทบาทในบ้านและดูแลครอบครัวมากขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งก็มาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทุกวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคุณพ่อไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูก กิจกรรมที่วัด เป็นกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู หรือแม้แต่เป็นผู้ดูแลหลักเมื่อแม่ต้องออกไปทำงาน (Bangkok Post)
งานวิจัยทางสังคมวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่า แนวคิดเรื่อง “คุณพ่อ” ที่เป็นผู้นำและผู้ปกป้องครอบครัวก็เริ่มขยายความหมายให้กว้างขึ้น หลายครอบครัวหันมาเน้นบทบาท “พ่อผู้สอน” หรือพ่อที่เป็นผู้ชี้แนะอย่างอ่อนโยนมากขึ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะสังคมศาสตร์ชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่า “เราจะเห็นพ่อชาวไทยช่วยลูกทำการบ้าน เข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร และพูดคุยเรื่องความรู้สึกกับลูกอย่างเปิดเผยมากขึ้น แม้ว่าแม่จะยังคงต้องแบกรับภาระทางใจและทางกายในบ้านมากกว่า แต่ช่องว่างนี้ก็เริ่มแคบลง”
แต่ความท้าทายก็ยังคงอยู่ งานวิจัยเครือข่ายเกี่ยวกับสุขภาวะเด็กไทยชี้ว่า ความคาดหวังของสังคมและความเป็นจริงทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้เปลี่ยนเร็วขนาดนั้น ปัญหา “พ่อที่ต้องห่างบ้าน” เพื่อไปทำงานในต่างจังหวัด ซึ่งพบได้บ่อยในภาคอีสานและในกลุ่มคนจนเมือง ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ เช่นเดียวกับความรู้สึกโดดเดี่ยวของกลุ่มคุณพ่อที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ซึ่งแม้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังเป็นกลุ่มเล็กๆ คล้ายกับประสบการณ์ของพ่อชาวอเมริกันที่งานวิจัยของ APA ระบุไว้
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในไทยยังเห็นได้ชัดจากสื่อสมัยใหม่และโซเชียลมีเดีย ทุกวันนี้โลกโซเชียลมีเดียได้เข้ามาทลายภาพจำเก่าๆ ผ่านเหล่า “คุณพ่ออินฟลูเอนเซอร์” บนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, TikTok และ YouTube ที่มาแชร์เรื่องราวชีวิตครอบครัว การทำอาหาร และการสร้างสมดุลระหว่างวิถีไทยสมัยใหม่กับบทบาทใหม่ๆ ในบ้าน นักวิจัยด้านการพัฒนาครอบครัวจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความเห็นว่า “การนำเสนอผ่านสื่อเป็นหัวใจสำคัญ เมื่อเด็กและผู้ใหญ่ได้เห็นผู้ชายดูแลลูกน้อย ทำอาหาร หรือพูดคุยเรื่องความรู้สึก ก็จะทำให้พ่อในชีวิตจริงก้าวเข้ามารับบทบาทเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น”
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง งานวิจัยในประเทศชี้ว่าการที่พ่อมีส่วนร่วมมากขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับสุขภาวะที่ดีขึ้นของเด็ก ผลการเรียนที่ดีขึ้น และความผูกพันในครอบครัวที่แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าความเท่าเทียมทางเพศที่แท้จริงต้องการการสนับสนุนจากสถาบันต่างๆ ทั้งในรูปแบบของสิทธิ์ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับพ่อ นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น และการยอมรับจากชุมชนต่อการดูแลทุกรูปแบบ
เมื่อมองไปข้างหน้า ประสบการณ์ของพ่อชาวอเมริกันให้ทั้งบทเรียนและข้อเตือนใจ แม้จะมีความก้าวหน้าไปมาก แต่ทัศนคติทางสังคมอาจเปลี่ยนแปลงช้ากว่ากฎหมายและสภาพเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวทั้งในสหรัฐฯ และไทยต่างคาดการณ์ว่า การหาจุดลงตัวของบทบาทการเป็นหุ้นส่วนชีวิตระหว่างชายและหญิงจะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกๆ พ่อแม่ที่สูงวัย และสังคมโดยรวม
สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องราวของบทบาทพ่อที่เปลี่ยนไปนี้ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นโอกาสสำคัญในการกลับมาทบทวนความหมายของการเป็นพ่อแม่ ลูกชาย สามี และสมาชิกของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สถาบันการศึกษา หรือผู้กำหนดนโยบาย ก็ควรส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดกว้างเกี่ยวกับความรับผิดชอบร่วมกัน และสนับสนุนพ่อ แม่ และผู้ดูแลทุกคนผ่านนโยบายที่ตรงจุด โครงการให้ความรู้ และกิจกรรมในชุมชน
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับครอบครัวไทย:
- ชวนกันแบ่งเบาหน้าที่ในบ้านและดูแลลูกอย่างเท่าเทียมมากขึ้น โดยอาจเริ่มปลูกฝังแนวคิดนี้ตั้งแต่เด็ก
- สนับสนุนและส่งเสริมให้คุณพ่อใช้สิทธิ์ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน
- เข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนและที่วัดกันทั้งครอบครัว เพื่อสร้างแบบอย่างความเป็นพ่อที่มีส่วนร่วมกับชุมชน
- ใช้ประโยชน์จากสื่อและแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ต่างๆ ที่นำเสนอบทบาทพ่อที่หลากหลายและเป็นแบบอย่างที่ดี
- มองหาการสนับสนุนจากคนในชุมชนและกลุ่มเพื่อน สำหรับคุณพ่อที่อาจเผชิญความท้าทาย เช่น ความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือปัญหาสุขภาพจิต
- พูดคุยกันในครอบครัวเป็นประจำเกี่ยวกับความคาดหวัง บทบาท และความฝันของทั้งพ่อแม่และลูก
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะผ่านภาพถ่ายเก่าๆ หรือหน้าฟีด Facebook เรื่องราวของความเป็นพ่อก็ยังคงถูกเขียนขึ้นต่อไป ทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก
แหล่งข้อมูล: