ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Humanities and Social Sciences Communications ได้ค้นพบความสัมพันธ์ที่น่าขบคิดระหว่างสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมในวัยเด็ก กับความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ งานวิจัยชิ้นนี้ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการวางกลยุทธ์ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในยุคหลังโควิด-19 และยังสะท้อนถึงประเด็นความเท่าเทียมทางสุขภาพในภาพรวมอีกด้วย

รายงานวิจัยฉบับนี้มีชื่อว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมในวัยเด็กกับความตั้งใจในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ: การประยุกต์ใช้แบบจำลอง PLS-SEM และการวิเคราะห์เงื่อนไขที่จำเป็น (NCA)” (nature.com) ซึ่งเจาะลึกถึงปัจจัยทางจิตวิทยาและสังคมที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้คนยอมควักกระเป๋าเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ที่เน้นการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดี การผสานวิธีวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) และการวิเคราะห์เงื่อนไขที่จำเป็น (NCA) ทำให้งานวิจัยนี้มีกรอบการวิเคราะห์ที่แข็งแกร่ง สามารถฉายภาพให้เห็นว่าประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็กหล่อหลอมรูปแบบการท่องเที่ยวในวัยผู้ใหญ่ได้อย่างไร

ความน่าสนใจของผลวิจัยนี้เกี่ยวโยงโดยตรงกับคนไทยและภาคการท่องเที่ยวของประเทศที่กำลังฟื้นตัวอย่างคึกคัก ในขณะที่กระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นสปา เวิร์กช็อปฝึกสมาธิ การบำบัดแบบองค์รวม หรือกิจกรรมธรรมชาติบำบัด การทำความเข้าใจว่าใครคือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและอะไรคือแรงผลักดันจึงเป็นหัวใจสำคัญ รายงานจากภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาตอกย้ำว่า ประเทศไทยครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวสายสุขภาพมาโดยตลอด โดยมีทั้งการนวดแผนไทย สมุนไพร และสถานพักฟื้นสุขภาพระดับโลกเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก (tatnews.org)

งานวิจัยชี้ว่า ผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (SES) ที่ดี มีแนวโน้มจะสนใจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ เหตุผลคือ พวกเขาสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ส่งเสริมสุขภาพ ได้รับการลงทุนด้านสุขภาวะ และถูกปลูกฝังเรื่องการดูแลสุขภาพกายใจมาตั้งแต่เด็ก ในทางกลับกัน ผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านการเงินอาจมองว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยหรือไกลตัว ซึ่งอาจยิ่งตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพให้ชัดเจนขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวของไทยต่างจับตามองแนวโน้มนี้อย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “การจะเจาะตลาดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้สำเร็จ จำเป็นต้องเข้าใจแรงจูงใจของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นหลังยุคโควิด-19” แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยระดับโลกที่พบว่า สภาพแวดล้อมในวัยเด็กส่งผลระยะยาวต่อพฤติกรรมและทัศนคติด้านสุขภาพในวัยผู้ใหญ่ (who.int)

จุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้คือการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่ซับซ้อนอย่าง PLS-SEM และ NCA ซึ่งช่วยให้ข้อสรุปมีความน่าเชื่อถือสูง PLS-SEM เป็นวิธีทางสถิติที่ใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปรต่างๆ เช่น ความตั้งใจในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ขณะที่ NCA จะเข้ามาเสริมโดยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ “จำเป็นต้องมี” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์นั้นๆ (sciencedirect.com) การใช้สองเครื่องมือนี้ร่วมกันจึงทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดและลึกซึ้งกว่าการสำรวจทั่วไป

สำหรับบริบทของไทย ผลการวิจัยนี้สะท้อนภาพได้หลายแง่มุม ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนเมืองระดับกลางถึงสูง ก็มีความเสี่ยงที่ประโยชน์ด้านสุขภาพจะกระจุกตัวอยู่แค่ในคนบางกลุ่ม จะเห็นได้ว่าในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มีรีสอร์ตสปาสุดหรูและสถานพักฟื้นสุขภาพเปิดใหม่ผุดขึ้นมากมาย แต่ค่าใช้จ่ายก็ยังสูงเกินกว่าที่คนในพื้นที่ชนบทหรือกลุ่มผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่จะเอื้อมถึง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่เป็นภาพสะท้อนของตลาดสุขภาวะทั่วโลกที่มักจะตอบโจทย์กลุ่มคนรายได้สูงซึ่งคุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพมาตั้งแต่เด็กแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยทั้งเรื่องยาสมุนไพร การทำสมาธิ และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ถือเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างประสบการณ์สุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ โครงการให้ความรู้ การริเริ่มด้านสุขภาพในชุมชน และการสนับสนุนจากภาครัฐ สามารถเปิดประตูให้คนทั่วไปเข้าถึงบริการสุขภาพดีๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานีอนามัย การจัดคอร์สปฏิบัติธรรมที่วัด หรือสวนสมุนไพรชุมชน ทั้งหมดนี้ล้วนมีศักยภาพที่จะทำให้เรื่องสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ไม่ใช่แค่กิจกรรมพิเศษสำหรับคนมีเงินเท่านั้น (thaihealth.or.th)

ในอดีต สังคมไทยให้คุณค่ากับสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงกาย ใจ และชุมชนเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฝังรากลึกอยู่ในตำราแพทย์แผนไทยและคำสอนทางพุทธศาสนา แต่การเติบโตของธุรกิจสุขภาพที่เน้นการค้ามากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสการท่องเที่ยวต่างชาติ ก็อาจทำให้แนวปฏิบัติเหล่านี้ค่อยๆ ห่างจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอาจกลายเป็นเครื่องมือซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม แทนที่จะเป็นเครื่องมือยกระดับสุขภาพของคนทั้งประเทศ

ในอนาคต นักวิจัยแนะนำให้ผู้ประกอบการ ผู้กำหนดนโยบาย และนักการศึกษา หันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานอย่างสถานะทางเศรษฐกิจในวัยเด็ก การส่งเสริมการศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย อาจช่วยลดช่องว่างและกระตุ้นให้คนทุกกลุ่มหันมาสนใจกิจกรรมเพื่อสุขภาพมากขึ้นในระยะยาว ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก นโยบายที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใด สามารถเข้าถึงประโยชน์จากศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพทั้งแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ได้

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มลงทุนกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ สนับสนุนโครงการสุขภาพในชุมชน และร่วมกันผลักดันนโยบายที่ทำให้การเดินทางและประสบการณ์เพื่อสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ สถานศึกษาอาจพิจารณาบรรจุหลักสูตรสุขภาพแบบองค์รวมเข้าไปในการเรียนการสอน ขณะที่หน่วยงานการท่องเที่ยวท้องถิ่นอาจจัดทำราคาพิเศษสำหรับคนในชุมชน หรือสร้างสรรค์โครงการสุขภาพที่เข้าถึงง่ายขึ้น การตระหนักถึงรากฐานที่มาจากวัยเด็ก จะช่วยให้เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจและสุขภาวะที่ดีของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกระจายไปสู่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

แหล่งข้อมูล: nature.com, tatnews.org, who.int, sciencedirect.com, thaihealth.or.th