ท่ามกลางความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าความมั่งคั่งคือหนทางสู่ความสุข งานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายชิ้นกำลังเสนอแง่มุมใหม่ที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นถึงคุณค่ามหาศาลของการให้ความสำคัญกับ “เวลา” มากกว่าผลประโยชน์ทางการเงิน การวิเคราะห์งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์โดยสมาคมจิตวิทยาสังคมและบุคลิกภาพ (Society for Personality and Social Psychology) เผยให้เห็นว่า คนที่ให้คุณค่ากับเวลาของตัวเองมักมีความสุขมากกว่าคนที่มุ่งแต่จะหาเงินอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะควบคุมปัจจัยอื่นๆ แล้วก็ตาม ข้อค้นพบนี้สะท้อนภาพสังคมไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากต้องทำงานหนักหลายชั่วโมงและเผชิญกับค่านิยมความสำเร็จที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว (yourtango.com)

แก่นของการศึกษานี้มาจากการรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกว่า 4,600 คน ผ่านการทดลอง 6 ชิ้นที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อสำรวจว่าผู้คนให้น้ำหนักกับเวลาหรือเงินมากกว่ากัน ทั้งในการตัดสินใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันไปจนถึงเป้าหมายระยะยาว ผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเกือบเท่ากัน คือราวครึ่งหนึ่งเลือกให้คุณค่ากับเวลา ขณะที่อีกครึ่งให้ความสำคัญกับเงิน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่เลือกเวลามักรายงานระดับความพึงพอใจในชีวิตและสุขภาวะที่สูงกว่าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มองว่าเวลาคือทรัพยากรล้ำค่าที่สุดที่เหลืออยู่

สำหรับสังคมไทย ผลการวิจัยนี้นับเป็นประเด็นที่น่าขบคิดและเข้ากับสถานการณ์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนทำงานในเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญกับตารางงานรัดตัว ค่าเดินทางแสนแพง และชั่วโมงการเดินทางที่ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญ วัฒนธรรมการทำงานล่วงเวลาและการทุ่มเททำงานหนักเพื่อเก็บออมเงินสำหรับอนาคตและครอบครัวได้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้ผู้คนต้องเลือกรายได้ก่อนเวลาพักผ่อนส่วนตัว ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่า คนไทยทำงานเฉลี่ยมากกว่า 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค (nso.go.th) ทว่างานวิจัยชิ้นใหม่นี้กำลังบอกเราว่า การมีเวลาว่างให้ตนเองอาจเป็นหนทางสู่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนยิ่งกว่าการไล่ตามเงินเดือนที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว

ในการทดลอง ผู้เข้าร่วมต้องตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง เช่น จะเลือกอพาร์ตเมนต์ที่แพงกว่าแต่ใช้เวลาเดินทางไปทำงานสั้นลง หรือจะเลือกห้องที่ถูกกว่าแต่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลทุกวัน? จะเลือกเรียนหลักสูตรที่จบมาได้เงินเดือนสูงแต่งานหนัก หรือยอมรับเงินเดือนที่น้อยลงเพื่องานที่สบายกว่า? ผลลัพธ์ที่ได้นั้นสอดคล้องกันอย่างชัดเจนว่า กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและเวลาว่าง รายงานว่าพวกเขามีความสุขกับชีวิตมากกว่า โดยไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขามีรายได้เท่าไร

ดร. แอชลีย์ วิลแลนส์ นักวิชาการจากโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด และหัวหน้าโครงการวิจัยนี้ อธิบายว่า “ดูเหมือนว่าผู้คนจะมีแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดเจนในการให้คุณค่ากับเวลามากกว่าการทำเงิน และการให้ความสำคัญกับเวลานี้เองที่เชื่อมโยงกับความสุขที่เพิ่มขึ้น” เธอยังเน้นย้ำว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมองว่าเวลาของตนเองมีจำกัดและต้องปกป้องมันไว้ ดร. วิลแลนส์ สังเกตว่า “การมีเวลาว่างมากขึ้นน่าจะสำคัญต่อความสุขมากกว่าการมีเงินมากขึ้น แม้แต่การยอมสละรายได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อไปเป็นอาสาสมัคร ก็อาจให้ผลตอบแทนทางใจที่คุ้มค่ากว่า”

สำหรับคนรุ่นใหม่ในไทย ทั้ง Gen Z และมิลเลนเนียล ยังคงมีความเชื่อที่ว่าการยอมสละเวลาในช่วงเริ่มต้นอาชีพจะนำมาซึ่งความสบายในอนาคต ดร. วิลแลนส์ ยอมรับว่าเธอเองก็เคยทำผิดพลาดเช่นนี้สมัยเรียนปริญญาเอก โดยหาเหตุผลให้กับการทำงานหนักเกินไปเพื่อรางวัลในวันข้างหน้า “เราทุกคนต้องตัดสินใจให้ดีขึ้นในทุกย่างก้าว เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งแล้วถามตัวเองว่า ‘ฉันทำอะไรลงไป’” เธอกล่าวสะท้อนมุมมองในหนังสือของเธอ “Time Smart: How to Reclaim Your Time and Live a Happier Life”

งานวิจัยนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยอย่างน่าทึ่ง ที่ซึ่ง “ความสนุก” หรือความสุขจากการได้ใช้ชีวิต เป็นค่านิยมที่ถูกยกย่อง แต่กลับสวนทางกับวิถีชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ หลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยให้คุณค่ากับการทำงานหนักและความสำเร็จทางการเงิน โดยบุคลากรในหลายอาชีพมักถูกวัดคุณค่าจากความทุ่มเททำงานล่วงเวลาและอุทิศตนเพื่องานส่วนรวม อย่างไรก็ตาม หลักฐานชิ้นใหม่นี้ชี้ว่า สมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว หรือความสามารถในการตัดขาดจากภาระงานได้เป็นครั้งคราว อาจเป็นหัวใจสำคัญของ “ความสบาย” ซึ่งเป็นนิยามความสุขที่ยั่งยืนของคนไทยเช่นกัน (wikipedia.org - Thai culture)

อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเรื่องวันลาพักร้อนที่ไม่ได้ใช้ ไม่ต่างจากในสหรัฐอเมริกา ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและองค์กรด้านแรงงานในภูมิภาคระบุว่า พนักงานจำนวนมากไม่ได้ใช้วันลาที่ตนมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะด้วยแรงกดดันจากที่ทำงานหรือความกลัวที่จะสูญเสียรายได้ ดร. วิลแลนส์ กล่าวว่า การลังเลที่จะใช้เวลาพักผ่อนนี้อาจเป็น “การใช้เวลาของเราอย่างผิดพลาดที่สุด แต่ก็เป็นวิธีเพิ่มความสุขที่ง่ายที่สุดเช่นกัน”

นักจิตวิทยาในกรุงเทพฯ เองก็เห็นพ้องกับข้อสรุปนี้เช่นกัน โดยนักจิตวิทยาจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสังเกตเห็นว่า จำนวนผู้เข้ารับคำปรึกษาเรื่องความเครียดและภาวะหมดไฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ค่าครองชีพสูงบีบให้หลายคนต้องทำงานหลายอย่างหรือทำล่วงเวลาเป็นกิจวัตร “เราพบผู้รับคำปรึกษาที่แม้อายุเพียงยี่สิบหรือสามสิบกว่าๆ แต่กลับรู้สึกเสียใจที่ปล่อยให้งานเข้ามาครอบงำทุกมิติของชีวิต” นักให้คำปรึกษาท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับหน่วยงานสุขภาพแห่งชาติในปี 2567 “ผู้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า การพลาดช่วงเวลาสำคัญของครอบครัว ความสัมพันธ์ และการพักผ่อนส่วนตัว เป็นราคาที่ต้องจ่ายซึ่งสูงเกินไป”

ข้อค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับภาพรวมงานวิจัยระดับโลก โดยบทความในวารสาร Nature Human Behaviour เมื่อปี 2566 พบว่าเวลาว่างไม่เพียงช่วยลดความวิตกกังวล แต่ยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และส่งผลดีต่อสุขภาพกายอีกด้วย (Nature Human Behaviour) ผลลัพธ์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของประเทศไทย ที่ซึ่งโครงสร้างครอบครัวขยายและความผูกพันในชุมชนถือเป็นหัวใจสำคัญของคุณภาพชีวิต

หลักปรัชญาในพุทธศาสนาของไทยยังช่วยตอกย้ำคุณค่าของการอยู่กับปัจจุบันและการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย การฝึกสติซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริมมายาวนาน สอดคล้องกับคำแนะนำของนักจิตวิทยาสมัยใหม่ที่ให้เราใช้ชีวิตให้ช้าลงและใส่ใจกับประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการสะสมวัตถุ ดังที่พระอาจารย์ที่ผู้คนนับถือรูปหนึ่งได้ให้ธรรมะไว้ว่า “ความมั่งมี แต่ไร้ซึ่งเวลาที่จะไตร่ตรอง มีความสุขกับครอบครัว และคืนประโยชน์สู่สังคม ก็มิอาจนำมาซึ่งความพึงพอใจที่ลึกซึ้งได้”

เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบของงานวิจัยชิ้นนี้ต่อประเทศไทยนั้นมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ในขณะที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และคนรุ่นใหม่ต่างเรียกร้องการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น นายจ้างอาจต้องทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา วันลา และการเดินทางครั้งใหญ่ เมืองอย่างกรุงเทพฯ อาจต้องกลับมาถกเถียงเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดเวลาเดินทางอีกครั้ง และสถาบันการศึกษาอาจต้องเริ่มแนะแนวทางให้นักเรียนไม่เพียงแค่เรื่องอาชีพ แต่ยังรวมถึงวิธีสร้างชีวิตที่สมดุลด้วย

แม้ว่านโยบายสาธารณะจะช่วยได้ แต่สาระสำคัญสุดท้ายจาก ดร. วิลแลนส์ นั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล นั่นคือ จงใช้วันลาพักร้อนของคุณ ทำงานให้เป็นเวลา และมองหาโอกาสเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสร้างความสุขให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ สำหรับคนไทย การใช้ชีวิตแบบ “ฉลาดเรื่องเวลา” (Time-smart) อาจหมายถึงการนำค่านิยม “สบายๆ” กลับมาปรับใช้ในรูปแบบที่ตั้งใจมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าความสุขส่วนตัวและการเกื้อกูลสังคมยังคงเป็นหัวใจสำคัญท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

โดยสรุปแล้ว หนทางสู่ความสุขที่แท้จริง อาจไม่ใช่การมองว่าเวลาเป็นสินค้าที่ใช้เงินซื้อมา แต่คือการมองว่าเวลาเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและล้ำค่าที่สุดในชีวิต สำหรับคนไทยที่กำลังสร้างสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานยุคใหม่กับภูมิปัญญาดั้งเดิม งานวิจัยล่าสุดได้ชี้ทางให้เห็นว่า สุขภาวะที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราให้คุณค่ากับชั่วโมงในแต่ละวัน มากกว่าตัวเลขในบัญชีธนาคาร

สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองประเมินสมดุลชีวิตของตัวเอง จัดตารางเวลาพักผ่อนให้เป็นกิจวัตร และเจรจาเรื่องชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นหากเป็นไปได้ สำหรับนายจ้าง ควรพิจารณานโยบายที่ส่งเสริมให้พนักงานใช้วันลาและเคารพขอบเขตนอกเวลาทำงาน และสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ควรสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการที่ช่วยให้ผู้คนได้เวลาอันมีค่าของพวกเขากลับคืนมา เพราะความสุขที่แท้จริง ดังที่ทั้งวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมย้ำเตือนเรานั้น ไม่ได้อยู่ในธนาคาร แต่อยู่ในวิธีที่เราเลือกใช้เวลาในแต่ละวันต่างหาก

แหล่งข้อมูล: