งานวิจัยชิ้นใหม่ที่น่าจับตาจากมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเลม (Hebrew University of Jerusalem) ค้นพบว่า ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามักจะตีความสถานการณ์กลางๆ ในแง่ลบมากขึ้น เมื่อตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ แม้สิ่งนั้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘อารมณ์ล้น’ (emotional spillover) นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจและดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงละเอียดอ่อน ทั้งยังชี้แนวทางใหม่ๆ ในการสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ให้แข็งแกร่งท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Neuroscience News)

คนไทยต่างรู้ดีว่าบรรยากาศรอบตัวส่งผลต่ออารมณ์แค่ไหน ไม่ว่าจะสุขใจตอนนั่งกินส้มตำรสเด็ดริมทาง หรือหงุดหงิดกับรถติดสาหัสในกรุงเทพฯ แต่ล่าสุด นักวิจัยได้ค้นพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าการตอบสนองทางอารมณ์ของเราได้รับอิทธิพลจากสิ่งรอบข้างอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า งานวิจัยนี้นำโดยศาสตราจารย์จากคณะศึกษาศาสตร์และภาควิชาจิตวิทยา ร่วมกับนักวิจัยระดับปริญญาเอก โดยมุ่งศึกษาว่าภาพพื้นหลังที่ไม่เกี่ยวข้องกับจุดสนใจหลัก ส่งผลต่อประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้ที่มีแนวโน้มซึมเศร้าอย่างไร การทดลองนี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าร่วมกว่า 270 คน โดยให้แต่ละคนชมภาพที่มีเนื้อหาทางอารมณ์แตกต่างกัน ทั้งภาพที่เป็นกลางและภาพเชิงลบ ขณะที่พื้นหลังก็มีทั้งภาพที่เป็นกลาง เชิงลบ และเชิงบวก

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในกลุ่มผู้ที่มีอาการซึมเศร้าระดับสูง พวกเขาจะให้คะแนนภาพที่เป็นกลางว่า “มีความเป็นลบมากขึ้น” หากภาพนั้นปรากฏขึ้นพร้อมกับพื้นหลังเชิงลบ แม้ว่าพื้นหลังนั้นจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภาพหลักเลยก็ตาม ในทางกลับกัน พื้นหลังที่เป็นบวกหรือเป็นกลางกลับไม่ส่งผลกระทบในลักษณะเดียวกัน และน่าแปลกใจที่สภาพแวดล้อมเชิงบวกแทบไม่ได้ช่วยลดทอนปฏิกิริยาในแง่ลบลงเลย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ โดยเฉพาะในแวดวงสุขภาพของไทยที่มักเน้นย้ำถึงพลังของการคิดบวกหรือการพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

ศาสตราจารย์ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า “อารมณ์ความรู้สึกของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเผชิญหน้าโดยตรงเพียงอย่างเดียว งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มซึมเศร้า อาจอ่อนไหวต่อ ‘อารมณ์ล้น’ จากสิ่งแวดล้อมเชิงลบได้ง่ายกว่า แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตรงหน้าเลยก็ตาม” การค้นพบนี้สะท้อนประสบการณ์ของคนไทยจำนวนมากที่รู้สึกว่าความคิดลบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด แออัด หรือเสียงดัง ซึ่งตอกย้ำว่าสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเบียดเสียดบนรถไฟฟ้า ไปจนถึงการไถฟีดโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยข่าวร้าย (doom-scrolling) อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ที่กำลังต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า

ทีมวิจัยยังชี้ให้เห็นถึง “ความไม่สมดุลทางอารมณ์” (emotional asymmetry) กล่าวคือ สิ่งเร้าเชิงลบจากสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการตีความทางอารมณ์ ในขณะที่สิ่งเร้าเชิงบวกกลับมีความสามารถจำกัดในการต้านทานการตอบสนองเชิงลบ นักวิจัยระดับปริญญาเอกในโครงการนี้ให้ความเห็นว่า “ผลวิจัยชี้ว่าสิ่งเร้าเชิงลบมีอิทธิพลต่อการตีความทางอารมณ์มากกว่าสิ่งเร้าเชิงบวก โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการซึมเศร้า” นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามักมองโลกผ่านเลนส์ที่หม่นหมองกว่าปกติ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดูธรรมดาก็ตาม

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 โดยคนในเมืองมีอัตราความเครียด ภาวะหมดไฟ และภาวะซึมเศร้าสูงเป็นประวัติการณ์ (รายงานสุขภาพจิตในไทยปี 2023 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)) ปัญหาเหล่านี้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความแปลกแยกทางสังคม และการเสพสื่อดิจิทัลที่เกินพอดี หลายครอบครัวไทยยังคงต้องต่อสู้กับอคติต่อโรคทางจิตเวช ซึ่งมักมองว่าภาวะซึมเศร้าเป็นความอ่อนแอหรือผลจากการไม่รู้จักพอ งานวิจัยเช่นนี้ช่วยชี้ให้เห็นว่าภาวะซึมเศร้านั้นเกี่ยวข้องกับกลไกทางความคิดและการรับรู้ที่ซับซ้อน ไม่ใช่แค่เรื่องของการขาดความพยายามหรือพลังใจ

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังส่งผลโดยตรงต่อการออกแบบเมือง การโฆษณา และสิ่งแวดล้อมดิจิทัลในประเทศไทย ฟีดโซเชียลมีเดียที่มักเต็มไปด้วยข่าวร้ายหรือความขัดแย้ง อาจส่งผลกระทบทางอารมณ์อย่างมหาศาลต่อคนไทยที่มีอาการซึมเศร้า แม้จะเป็นเพียงการเลื่อนผ่านดราม่าหรือภาพที่น่าหดหู่ก็ตาม ในทำนองเดียวกัน โฆษณาที่เน้นแง่ลบมากเกินไป พาดหัวข่าวที่ปลุกปั่นอารมณ์ หรือพื้นที่สาธารณะที่สร้างความเครียด อาจเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความหดหู่ในระดับประเทศมากกว่าที่เคยคาดคิด สำหรับชุมชนชาวพุทธที่มักได้รับคำแนะนำให้ “มองทุกสิ่งด้วยอุเบกขา” งานวิจัยนี้ได้ท้าทายข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมเชิงบวกในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาความทุกข์ทางใจ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮีบรูเสนอว่า เราสามารถพัฒนาแนวทางการบำบัดที่ช่วยให้ผู้คนตระหนักรู้และควบคุมผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมเชิงลบได้ ไม่ว่าจะเป็นจากโซเชียลมีเดีย โฆษณา หรือสภาพแวดล้อมทางกายภาพ “การตระหนักถึงพลังที่ซ่อนอยู่ของบริบท อาจช่วยให้เราสร้างเครื่องมือที่ดีขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางอารมณ์” ศาสตราจารย์ผู้นำทีมวิจัยกล่าว ในบริบทของไทย นี่อาจหมายถึงการออกแบบโรงเรียน ที่ทำงาน และพื้นที่ดิจิทัลให้รอบคอบยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอารมณ์ พื้นที่สงบ และพื้นที่ส่วนรวมเชิงบวก เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะอารมณ์ล้นเชิงลบ สำหรับนักบำบัดและสมาชิกในครอบครัว นี่คือการใส่ใจไม่เพียงแค่ปัญหาตรงหน้าที่ผู้ป่วยซึมเศร้าเผชิญ แต่ยังรวมถึงผลกระทบสะสมจากสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทย ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ในโรงพยาบาลใจกลางกรุงเทพฯ หรือนักให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ สามารถนำความรู้นี้ไปปรับใช้กับการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy หรือ CBT) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเท่าทันตัวกระตุ้นจากบริบทรอบตัวและพัฒนากลยุทธ์ในการรับมือกับอารมณ์ เอกสารเผยแพร่ความรู้โดยกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิตอาจพิจารณาเพิ่มคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีจัดการความเครียดจากสิ่งแวดล้อม เพื่อย้ำว่า ‘การเปลี่ยนบริบท’ ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ บางครั้งอาจสำคัญพอๆ กับการเปลี่ยนความคิดเลยทีเดียว แม้แต่โครงการปฏิบัติธรรมตามวัดต่างๆ ก็อาจนำความรู้นี้ไปปรับใช้ในการแนะนำเรื่องผลกระทบของภาพที่เห็นระหว่างการฝึกสติได้

ในอดีต นโยบายสุขภาพของไทยมุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงบริการทางจิตเวช ขณะที่การรณรงค์ในชุมชนเน้นการสนับสนุนจากครอบครัว แต่งานวิจัยล่าสุดนี้เรียกร้องให้มีแนวทางที่กว้างขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ โครงสร้างของฟีดข่าวดิจิทัล และเนื้อหาของการสื่อสารสาธารณะ การผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมและเทคโนโลยี ความสงบในชนบทและความวุ่นวายในเมืองของไทย ล้วนเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการนำข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า เมื่อคนไทยอาศัยอยู่ในเมืองและเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลมากขึ้น อิทธิพลของสภาพแวดล้อมเชิงลบก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อปรับกลยุทธ์การช่วยเหลือให้เหมาะกับเยาวชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ในยุคแห่งการถูกกระตุ้นตลอดเวลา

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่นำไปใช้ได้จริงนั้นชัดเจน: หันมาใส่ใจกับสิ่งรอบตัวให้มากขึ้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังต่อสู้กับอารมณ์หม่นหมองหรือความคิดลบ ขอให้รู้ไว้ว่าสภาพแวดล้อมของคุณ ไม่ว่าจะดูเล็กน้อยเพียงใด สามารถส่งผลต่อความรู้สึกของคุณได้อย่างแท้จริง ลองพิจารณาจำกัดการเสพสื่อเชิงลบ จัดระเบียบพื้นที่อยู่อาศัยให้เน้นความสงบและสิ่งดีๆ และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากความรู้สึกแย่ๆ ยังคงอยู่ เพราะหลักฐานได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า บางครั้งก้าวที่ดีที่สุดสู่สุขภาพใจที่ดี ไม่ใช่แค่การมองเข้ามาข้างใน แต่คือการใส่ใจจัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา (Neuroscience News)