งานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ชิ้นใหม่ๆ กำลังชี้ให้เห็นถึงคลื่นใต้น้ำที่ส่งผลกระทบอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลังต่อแวดวงธุรกิจและการศึกษาทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการยึดติดกับของเดิมๆ ของผู้บริโภคสูงวัย, คำเตือนถึงการแห่เรียนตามกระแสในสาขาวิชายอดฮิต หรือแม้แต่การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ส่งผลต่อความได้เปรียบทางการเมือง ซึ่งล้วนมีนัยสำคัญต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง บทความสรุปจาก Boston Globe ได้ฉายภาพงานวิจัยล่าสุดที่น่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทย, บัณฑิตจบใหม่ และแวดวงวิชาการต้องหันมาขบคิดถึงอนาคตกันอย่างจริงจัง
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ไม่ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง โดยในปี พ.ศ. 2567 ประชากรไทยกว่า 20% มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และสัดส่วนนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในทศวรรษหน้า ตามข้อมูลจากธนาคารโลก รายงานล่าสุดจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ (NBER) เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยทีมนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ไม่ได้กระทบแค่นโยบายทางสังคม แต่ยังอาจเป็น “กำแพง” ขวางการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่อีกด้วย ผลการศึกษาพบว่าผู้บริโภคสูงวัยมีแนวโน้มจะเปิดใจลองใช้แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ น้อยกว่าคนกลุ่มอื่น ซึ่งส่งผลโดยตรงให้จำนวนสตาร์ทอัพลดน้อยลงและการแข่งขันในตลาดที่มีฐานลูกค้าสูงวัยก็ซบเซาตามไปด้วย
งานวิจัยชี้ว่า พฤติกรรม “รักเดียวใจเดียว” กับแบรนด์เก่าแก่นี้ กลับกลายเป็นผลดีต่อบริษัทใหญ่ที่สามารถรักษาผลกำไรที่สูงไว้ได้ (ซึ่งมักจะแลกมาด้วยทางเลือกของผู้บริโภคที่น้อยลงและราคาที่ไม่เป็นธรรม) เนื่องจากผู้ซื้อสูงวัยยังคงภักดีต่อผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยและปรับตัวรับนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ช้ากว่า ในประเทศไทยก็เห็นภาพที่ไม่ต่างกันในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ค้าปลีกไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจากสถาบันธุรกิจชั้นนำของไทยเคยให้ข้อสังเกตว่า ความพยายามโน้มน้าวให้ผู้สูงวัยชาวไทยเปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์ที่คุ้นชิน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร, อาหารเสริม หรือแม้แต่บริการดิจิทัล มักเจอแรงต้านสูงเสมอ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ต้องการนำเสนอทางเลือกที่แตกต่าง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ NBER ที่พบว่าจำนวนสตาร์ทอัพในกลุ่มสินค้าที่มีลูกค้าเป็นผู้สูงอายุนั้นมีน้อยกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับคนที่ฝันอยากจะสร้างธุรกิจในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงเป็นพิเศษ แนวโน้มนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าพวกเขาอาจต้องเลือกระหว่างการเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หรือต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างหนักเพื่อทลายกำแพงความภักดีต่อแบรนด์ที่ฝังรากลึกมานานหลายสิบปี ดังที่อาจารย์อาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เคยให้ทัศนะไว้ว่า “หากธุรกิจใหม่คิดจะเจาะตลาดผู้สูงวัยในไทย การทุ่มงบโฆษณาอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องค่อยๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจผ่านการคลุกคลีกับชุมชน”
งานวิจัยชิ้นนี้ยังเชื่อมโยงกับความกังวลในภาพใหญ่เกี่ยวกับการแข่งขันและการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน การที่ธุรกิจสตาร์ทอัพอาจชะลอตัวลง ย่อมส่งผลให้หน่วยงานอย่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ต้องกลับมาทบทวนกลไกสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงพิจารณาแนวทางการให้ทุนนวัตกรรมที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์ทั้งไทยและต่างชาติเห็นพ้องต้องกัน (Bangkok Post)
อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือความเสี่ยงของนักเรียนนักศึกษาที่กำลังแห่กันไปเรียนใน “สาขาดาวรุ่ง” อย่างวิทยาการคอมพิวเตอร์ เพียงเพราะมองว่าเป็นสาขาที่ทำเงินดีหรือกำลังอินเทรนด์ งานวิจัยที่กำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Political Economy Microeconomics เตือนว่า แม้จะมีนักศึกษาหลั่งไหลเข้าเรียนในสาขาเทคโนโลยีอย่างล้นหลาม แต่กระแสการจ้างงานที่ดูเหมือนจะเฟื่องฟูอาจเป็นแค่ภาพลวงตา ผลการศึกษาพบว่าเงินเดือนเริ่มต้นในสายงานยอดนิยมเหล่านี้อาจลดลงด้วยซ้ำ เมื่อจำนวนบัณฑิตที่จบออกมามีมากกว่าความต้องการของตลาด ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ บัณฑิตจำนวนมากกลับต้องไปทำงานนอกสายที่เรียนมา และได้รับทั้งค่าตอบแทนและความพึงพอใจในงานต่ำกว่าที่วาดฝันไว้
ประเด็นนี้ถือว่าตรงกับสถานการณ์ของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ผลักดันการศึกษาด้านสะเต็ม (STEM) และวิทยาการคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างรากฐานการแข่งขันของประเทศ (กระทรวงการอุดมศึกษาฯ) ข้อมูลการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2568 ชี้ว่าจำนวนผู้สมัครในสาขาที่เกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์พุ่งสูงขึ้นกว่า 25% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2563 สะท้อนเทรนด์เดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศ แต่งานวิจัยล่าสุดกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า “กระแสแห่เรียนสายเทค” นี้อาจนำไปสู่ความผิดหวังครั้งใหญ่ของบัณฑิตจำนวนมาก
นักเศรษฐศาสตร์การศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยให้ความเห็นว่า “เราเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าบัณฑิตวิศวะและคอมพิวเตอร์ของเราจำนวนไม่น้อยต้องไปทำงานไม่ตรงสาย หรือเลือกที่จะย้ายไปทำงานต่างประเทศ ปัญหาความไม่สอดคล้องกันนี้ไม่เพียงสร้างความผิดหวังให้ครอบครัวที่ทุ่มเงินลงทุนค่าเล่าเรียนไปมหาศาล แต่ยังสร้างแรงกดดันให้มหาวิทยาลัยต้องทบทวนหลักสูตรของตัวเองอย่างเร่งด่วน”
ข้อกังวลเหล่านี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2566 ซึ่งพบว่ามีบัณฑิตสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพียง 41% เท่านั้นที่ได้ทำงานตรงสายภายใน 2 ปีหลังเรียนจบ โดยหลายคนให้เหตุผลว่าขาดแคลนตำแหน่งงานที่เหมาะสมหรือได้เงินเดือนต่ำกว่าที่คาดไว้ รูปแบบนี้สะท้อนภาพเดียวกับงานวิจัยในระดับโลก และชี้ให้เห็นว่าทั้งตัวนักศึกษาและผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องทำความเข้าใจผลลัพธ์ทางอาชีพในระยะยาวของสาขาวิชา “สุดฮิต” เหล่านี้ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)
ความเสี่ยงจาก “พฤติกรรมแห่ตามกัน” นี้หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทย ที่การเลือกสาขาเรียนในมหาวิทยาลัยมักขึ้นอยู่กับความคาดหวังของครอบครัวและกระแสสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อตะวันตก คำกล่าวที่คุ้นหูผู้ปกครองชาวไทยว่า “เรียนดี งานดี” อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไปในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้กำหนดนโยบายการศึกษาจึงควรหันมาให้คำแนะนำด้านอาชีพที่รอบด้านยิ่งขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลตลาดแรงงานตามความเป็นจริงให้นักเรียนนักศึกษาได้รับรู้
ปัจจัยที่สามที่อาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก คืองานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเสถียรภาพทางการเมืองกับผลประกอบการของบริษัท บทความในวารสาร Journal of Law and Economics ฉบับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 พบว่าบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ “นอนมา” (safe districts) ทางการเมือง มีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการดีกว่าบริษัทใน “เขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูง” (swing districts) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้แทนอยู่เสมอ เหตุผลก็คือ ผู้บริหารสามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับนักการเมืองที่มุ่งมั่นทำงานในพื้นที่ของตนได้อย่างต่อเนื่อง
แม้จะเป็นงานวิจัยจากสหรัฐฯ แต่ผลลัพธ์ก็สะท้อนภาพที่ไม่ไกลจากบริบทของไทยเลย บทสัมภาษณ์นักรัฐศาสตร์หลายครั้งได้ชี้ให้เห็นพลวัตที่คล้ายคลึงกันในแวดวงธุรกิจระดับจังหวัดของไทย ที่สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในท้องถิ่นมักเอื้อให้บริษัทของตระกูลใหญ่หรือกลุ่มธุรกิจบางแห่งสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ ส.ส. ในพื้นที่ ซึ่งช่วยให้พวกเขารับมือกับความผันผวนทางการเมืองได้ดีกว่า ดังนั้น สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองหาโอกาสในภูมิภาคต่างๆ ของไทย การทำความเข้าใจพลวัตระดับพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ
บางทีงานวิจัยที่ดูเป็นปรัชญาที่สุดอาจเป็นบทความที่กำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behaviour ซึ่งศึกษา “ความแตกต่างทางความคิด” ในหมู่นักวิชาการด้วยกันเอง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าระดับ “การเปิดรับความไม่แน่นอน” ของนักจิตวิทยาส่งผลอย่างมากต่อวิธีที่พวกเขาตีความข้อมูล หรือแม้กระทั่งการเลือกคำอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ที่พวกเขาเชื่อ โดยนักจิตวิทยาที่เปิดรับความคลุมเครือได้สูงมักจะเอนเอียงไปทางคำอธิบายที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคม ในขณะที่คนอื่นๆ จะโน้มเอียงไปทางโมเดลที่อิงกับชีววิทยาหรือวิวัฒนาการ
แล้วทำไมการค้นพบที่ดูเหมือนนามธรรมนี้จึงสำคัญต่อสังคมไทย? ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นถกเถียงสาธารณะของไทย ตั้งแต่นโยบายสาธารณสุข, ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษา ได้เผยให้เห็นรอยแยกทางความคิดที่ลึกและร้อนแรงว่าหลักฐานแบบไหนที่ “น่าเชื่อถือ” และควรไว้วางใจความเชี่ยวชาญของใคร งานวิจัยนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายที่น่าเชื่อถือของไทยก็ไม่ได้ปลอดจากอคติส่วนตัว อิทธิพลของจิตวิทยาส่วนบุคคลที่มีต่อการถกเถียงในที่สาธารณะอาจส่งผลต่อแนวทางการปฏิรูปที่ถูกเลือก และวิธีที่ข้อมูลต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านสื่อและภาครัฐ
โดยสรุป การค้นพบใหม่ๆ เหล่านี้มีข้อเสนอแนะที่นำไปปรับใช้ได้จริงสำหรับคนไทยในหลายภาคส่วน:
- ผู้ประกอบการและเจ้าของ SME ควรศึกษาข้อมูลประชากรของกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด โดยเฉพาะตลาดผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัว และพัฒนากลยุทธ์ที่เน้นการสร้างความไว้วางใจในระยะยาว แทนที่จะหวังผลรวดเร็ว
- นักเรียนและผู้ปกครอง อย่าหลงเชื่อแค่พาดหัวข่าว “สาขามาแรง” แต่ควรค้นหาข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับอัตราการจ้างงาน ขณะที่มหาวิทยาลัยก็ต้องให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
- ผู้กำหนดนโยบาย ต้องนำปัจจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคมาพิจารณาในการออกแบบนโยบายสนับสนุนธุรกิจ เช่น การเพิ่มทุนหรือโครงการบ่มเพาะสำหรับธุรกิจที่สามารถเข้าถึงและสร้างความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุได้
- แวดวงธุรกิจและนโยบายของไทย จะได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการตระหนักรู้ถึงบทบาทของอคติส่วนบุคคลในการถกเถียง โดยส่งเสริมการเปิดใจกว้าง การอภิปรายอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของหลักฐาน และความถ่อมตนเมื่อต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน
ขณะที่เศรษฐกิจและสังคมไทยยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสังคมสูงวัย, กระแสโลกาภิวัตน์ และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การทำความเข้าใจพลังที่ซ่อนเร้นแต่ลึกซึ้งเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด การมองการณ์ไกล, ความสามารถในการปรับตัว และความกล้าที่จะท้าทายสมมติฐานเดิมๆ จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างอนาคตของไทยที่ครอบคลุม, มีพลวัต และพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง
แหล่งข้อมูล:
- Boston Globe: Social Studies: Two things that are bad for business; rethinking a computer science major
- World Bank: Thailand Overview
- Bangkok Post: Ageing society weighs on business dynamism
- Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation (Thailand)
- Thailand National Statistical Office
- NBER: Entry and Profits in an Aging Economy: The Role of Consumer Inertia
- [Journal of Political Economy Microeconomics: Superstar Firms and College Major Choice] (กำลังจะตีพิมพ์)
- Journal of Law and Economics: The Value of Political Geography: Evidence From the Redistricting of Firms
- [Nature Human Behaviour: Differences in Psychologists’ Cognitive Traits Are Associated with Scientific Divides] (กำลังจะตีพิมพ์)