ครั้งหนึ่ง สายงานเทคโนโลยีเคยเป็นเส้นทางในฝันของคนรุ่นใหม่ชาวไทย ที่มองว่าสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์คือใบเบิกทางสู่อนาคตที่มั่นคงและรายได้สูง แต่ผลวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่าเส้นทางที่เคยดูสดใสนี้กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับโลกที่ตั้งคำถามสำคัญต่อนโยบายการศึกษาและการวางแผนอาชีพของประเทศไทย รายงานล่าสุดจากธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก (New York Fed) ได้เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (CS) และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในสหรัฐอเมริกาได้พุ่งสูงขึ้นจนติดอันดับต้นๆ ของทุกสาขาวิชา เผยให้เห็นรอยร้าวในตลาดงานสายเทคที่เคยถูกยกให้เป็น “หลักประกันแห่งอนาคต” (New York Fed)
ข้อมูลนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้ทุ่มเทส่งเสริมการเรียนรู้ด้านดิจิทัลและการเขียนโค้ดอย่างจริงจังในทุกระดับชั้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย ผู้กำหนดนโยบายต่างเดินตามรอยประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย ด้วยการผลักดันให้นักเรียนรุ่นใหม่ “หัดเขียนโค้ด” เพราะเชื่อว่าเป็นหนทางสู่การมีงานทำและรายได้ที่เติบโต ผู้ปกครอง นักการศึกษา และนักเรียนไทยต่างขานรับกระแสนี้อย่างล้นหลาม ทำให้หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และโรงเรียนสอนเขียนโค้ดเอกชนก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ แต่เมื่อเทรนด์การว่างงานในระดับสากลปรากฏชัดเจนขึ้นเช่นนี้ ก็ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องทบทวนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับการศึกษา การสร้างทักษะ และอนาคตของอาชีพสายเทคโนโลยี
รายงานตลาดแรงงานปี 2025 ของธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก ระบุว่า บัณฑิตจบใหม่สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ กำลังเผชิญอัตราการว่างงานสูงถึง 6.1% ขณะที่ผู้จบสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มีตัวเลขน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าที่ 7.5% เมื่อเทียบกับอัตราการว่างงานเฉลี่ยของบัณฑิตทุกสาขาซึ่งอยู่ที่ 5.8% (Allwork.Space; Entrepreneur) สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เคยถูกยกย่องให้เป็น “มาตรฐานทองคำ” ของการจ้างงาน กลับกลายเป็นสาขาที่บัณฑิตจบใหม่หางานทำได้ยากที่สุดเป็นอันดับ 7 ในสหรัฐฯ แซงหน้าแม้กระทั่งสาขาวารสารศาสตร์ซึ่งมีอัตราว่างงานเพียง 4.4% ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มีอัตราการว่างงานสูงเป็นรองเพียงสาขามานุษยวิทยา (9.4%) และฟิสิกส์ (7.8%) เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าในเส้นทางอาชีพของสายสะเต็ม (STEM)
บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในนิตยสาร Newsweek ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของผู้สังเกตการณ์ในแวดวงอุตสาหกรรมไทย ชี้ว่าปัญหานี้เกิดจากสาเหตุซับซ้อนที่เกี่ยวพันกัน ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “เราเห็นแนวโน้มเดียวกันนี้ในไทย คือมีบัณฑิตจบใหม่ล้นตลาด แต่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นกลับมีจำกัด ขณะที่บริษัทใหญ่ๆ ก็หันมาใช้ระบบอัตโนมัติและย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ทำให้ตำแหน่งงานที่เคยมีอยู่ตลอดหายไป” เช่นเดียวกับ ไบรอัน ดริสคอลล์ ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลและธุรกิจในสหรัฐฯ ที่อธิบายกับ Newsweek ว่า “เราผลิตบัณฑิตออกมามากเกินความต้องการ โดยที่ไม่ได้แก้ปัญหาขั้นตอนการจ้างงานในสายเทคที่ซับซ้อนและเข้าถึงยาก ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นกำลังหดหาย การฝึกงานแบบไม่ได้ค่าจ้างยังคงเป็นเรื่องปกติ และบริษัทต่างๆ ก็กำลังย้ายฐานการผลิตหรือนำระบบอัตโนมัติมาใช้แทนงานที่บัณฑิตเหล่านี้ถูกฝึกฝนมาเพื่อทำโดยเฉพาะ” (Futurism)
อิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือตัวแปรสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมวงการ ในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทั่วโลกต่างนำระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานที่เคยต้องอาศัยแรงงานคน บัณฑิตจบใหม่จึงต้องลงสนามแข่งขันโดยตรงกับแพลตฟอร์ม AI ที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถเขียนโค้ด ตรวจแก้บั๊กของซอฟต์แวร์ และทำงานแทนที่บุคลากรได้ทั้งทีม (Forbes) ไมเคิล ไรอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเจ้าของ MichaelRyanMoney.com ให้ความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่า “เด็กทุกคนที่มีโน้ตบุ๊กต่างคิดว่าตัวเองจะเป็นมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กคนต่อไป แต่ส่วนใหญ่กลับแก้ปัญหาพื้นฐานที่สุดยังไม่ได้ เรากำลังสร้างกระแส ‘ตื่นทอง’ แห่กันไปเรียนเขียนโค้ด ทั้งที่ทองกำลังจะหมด บริษัทต่างๆ กำลังตัดงบประมาณด้านวิศวกรรมลง 40% สวนทางกับจำนวนนักศึกษาที่แห่กันมาสมัครเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถือเป็นหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ว่า เมื่ออุปทานล้นตลาด มูลค่าก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา” คำพูดของเขาสะท้อนคำเตือนจากคณบดีและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยของไทย ที่สังเกตเห็น “การแข่งขันกันสะสมวุฒิการศึกษา” แต่กลับขาดแคลนโอกาสในการฝึกฝนทักษะที่พร้อมใช้งานได้จริงในโลกการทำงาน
สถานการณ์นี้นับว่าส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อประเทศไทย ในขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายประเทศไทย 4.0 ต่างมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคการศึกษาจึงได้ผลักดันการเรียนเขียนโค้ดอย่างเต็มกำลัง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัย เสริมด้วยกิจกรรมอย่างแฮกกาธอนและค่ายเขียนโค้ดที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่หากตลาดโลกกำลังส่งสัญญาณว่าผลตอบแทนจากการลงทุนเหล่านี้กำลังถดถอย ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปรากฏการณ์ “บัณฑิตว่างงาน” หรือกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีทักษะแต่หางานทำไม่ได้หรือต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิ (Wikipedia) ซึ่งปรากฏการณ์นี้มักจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมหาวิทยาลัยไม่สามารถปรับปรุงหลักสูตรให้ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ ส่งผลให้ความรู้ในห้องเรียนไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติที่นายจ้างมองหา
ปัญหานี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและเส้นทางจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกการทำงานที่ฝังรากลึก ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา สาขาสะเต็ม (STEM) โดยเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์ ถูกมองว่าเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักเรียนจากครอบครัวชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่จะใช้ยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ครอบครัวไทยจำนวนมากยอมทุ่มเงินส่งลูกเรียนหลักสูตรเขียนโค้ดหลังเลิกเรียนที่มีค่าใช้จ่ายสูง และคนหนุ่มสาวในเมืองก็มุ่งหน้าสู่หลักสูตรที่มีชื่อเสียงและคาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูง ในบรรยากาศเช่นนี้ คำแนะนำที่ว่า “เรียนโค้ดสิ” ได้กลายเป็นมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้กำหนดนโยบาย บริษัทเทคโนโลยี หรือผู้มีอิทธิพลด้านการศึกษาต่างเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา แต่ในวันนี้ เมื่อบริษัทต่างๆ เริ่มรัดเข็มขัด ลดงบประมาณด้านวิศวกรรม และหันไปจ้างงานในต่างประเทศหรือใช้เครื่องจักรมาแทนที่ ปริญญาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จึงไม่ใช่เครื่องการันตีอนาคตที่สดใสอีกต่อไป (Financial Express)
อนาคตของตลาดแรงงานจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการนำระบบอัตโนมัติมาปรับใช้ การปลดพนักงานอย่างต่อเนื่องของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ รวมถึงศักยภาพของ AI ว่าจะเข้ามาเป็นผู้ช่วยหรือผู้มาแทนที่แรงงานมนุษย์ในสาขาต่างๆ เช่น การเขียนโค้ด การทดสอบระบบ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากผลการศึกษาของ Oxford Economics ในปี 2024 พบว่าอัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่กลางปี 2023 โดยผู้ที่จบในสาขาสะเต็ม โดยเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด (CBS News) คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ มหาวิทยาลัยจะสามารถปรับหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ให้เท่าทันความต้องการใหม่ๆ (เช่น AI, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์) ได้หรือไม่, จะมีกลไกดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาสร้างโอกาสในการฝึกงานและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงได้อย่างไร, และจะสามารถบ่มเพาะสาขาวิชาหรือความเชี่ยวชาญใหม่ๆ ที่ “AI ไม่อาจเลียนแบบ” ซึ่งต้องผสมผสานทักษะด้านเทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะด้านมนุษย์เข้าด้วยกันได้หรือไม่ (Forbes)
สำหรับนักเรียนและผู้กำหนดนโยบายของไทย เส้นทางข้างหน้าจำเป็นต้องอาศัยการมองโลกตามความเป็นจริงและความยืดหยุ่น ควรส่งเสริมให้นักเรียนเสริมความรู้หลักด้านการเขียนโค้ดและวิทยาการคอมพิวเตอร์ด้วย “ทักษะรอบด้าน” (soft skills) ที่กว้างขึ้น เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ระบบอัตโนมัติทดแทนได้ยาก มหาวิทยาลัยต้องจับมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าหลักสูตรและการฝึกงานสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของนายจ้าง ขณะเดียวกันก็ควรมีมาตรการจูงใจให้บริษัทต่างๆ สร้างโอกาสการจ้างงานระดับเริ่มต้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีเพียงตำแหน่งระดับสูงหรือการฝึกงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อาจต้องพิจารณาสนับสนุนการปฏิรูปหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง การให้คำปรึกษาด้านอาชีพโดยอิงจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และการสร้างบทสนทนาในวงกว้างถึงความเสี่ยงของการมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากเกินไปในโลกเทคโนโลยีที่ผันผวน
สำหรับผู้ปกครองและนักเรียน ข้อความสำคัญไม่ใช่การหันหลังให้สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่คือการเลือกเรียนอย่างมีกลยุทธ์และรอบคอบ พร้อมกับความตั้งใจที่จะพัฒนาทักษะให้หลากหลาย การเรียนควบสองสาขาวิชา การเรียนแบบสหวิทยาการ หรือการทำโครงงานที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง อาจเป็นใบเบิกทางที่สำคัญสู่การจ้างงาน ในขณะเดียวกัน การติดตามข้อมูลตลาดแรงงานระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เช่น รายงานจากธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก จะช่วยให้แน่ใจว่าแรงงานสายเทคโนโลยีของไทยที่กำลังเติบโตจะสามารถปรับตัวและก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางกระแสลมที่เปลี่ยนแปลงได้
ข้อมูลสำหรับรายงานนี้รวบรวมจากธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก (newyorkfed.org), รายงานล่าสุดจาก Futurism (futurism.com), Newsweek, CBS News และงานวิจัยทางวิชาการเพิ่มเติมตามที่สรุปไว้ใน Wikipedia