งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีติดตามการมองของดวงตา (eye-tracking) ค้นพบข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามองโลกแตกต่างออกไป โดยมีแนวโน้มจะใช้เวลาจ้องมองภาพที่ดูเป็นภัยและภาพที่ดูธรรมดานานกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาจเป็นกลไกที่ตอกย้ำวงจรความคิดลบอันเป็นหัวใจของโรคซึมเศร้า การศึกษาชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Affective Disorders และช่วยให้เราเข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่าภาวะซึมเศร้าส่งผลต่อการรับรู้ในระดับจิตใต้สำนึกอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาในทางคลินิกและชีวิตประจำวันทั้งในไทยและทั่วโลก (ที่มา: PsyPost)

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศจีนได้ทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง 100 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า (major depressive disorder) เทียบกับกลุ่มควบคุมสุขภาพดีอีก 100 คน ซึ่งมีอายุ เพศ และระดับการศึกษาใกล้เคียงกัน ทีมวิจัยใช้อุปกรณ์ติดตามสายตาเพื่อวัดระยะเวลาที่ผู้เข้าร่วมใช้จ้องมองภาพประเภทต่างๆ ทั้งภาพที่เป็นภัย ภาพเชิงบวก และภาพที่เป็นกลาง ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก คือ กลุ่มผู้มีภาวะซึมเศร้าใช้เวลาจ้องมองภาพที่เป็นภัยและภาพที่เป็นกลางนานกว่ากลุ่มสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ พวกเขายังมีการกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว (saccades) น้อยกว่า ซึ่งบ่งชี้ว่าสมองของพวกเขาสั่งให้สำรวจภาพต่างๆ น้อยลง แต่กลับจมจ่อมอยู่กับภาพเชิงลบหรือภาพที่กำกวมนานขึ้น

สำหรับบริบทของประเทศไทย งานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่าภาวะซึมเศร้าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่บั่นทอนสุขภาวะของคนไทย ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 1.5 ล้านคน และสร้างภาระทางสังคมและเศรษฐกิจทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม อคติในสังคมยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ขวางกั้นการเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษา โดยคนไทยจำนวนไม่น้อยยังมองว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องของความอ่อนแอส่วนบุคคลหรือสภาวะทางใจที่ผิดปกติ

โดยทั่วไป สัญญาณของภาวะซึมเศร้ามักถูกมองผ่านอาการที่แสดงออกภายนอก เช่น ความเศร้าซึมต่อเนื่อง อ่อนเพลีย เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากกว่าปกติ นอนไม่หลับ สูญเสียความสนใจ และสมาธิลดลง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ได้เผยให้เห็นลักษณะสำคัญที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น นั่นคือ “อคติทางความใส่ใจ” (attentional bias) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ป่วยซึมเศร้าจะเลือกรับข้อมูลเชิงลบหรือคุกคามโดยไม่รู้ตัว ขณะที่มองข้ามสิ่งดีๆ ไป การจดจ่ออยู่กับภาพที่ดูน่ากลัวหรือภาพที่ตีความได้หลายแง่มุมนานเกินไป อาจเป็นการตอกย้ำรูปแบบความคิดเชิงลบและความรู้สึกสิ้นหวังโดยไม่ตั้งใจ ปรากฏการณ์นี้เคยมีการศึกษาในวัฒนธรรมอื่นมาก่อน แต่กลับน่าสนใจเป็นพิเศษในบริบทของวัฒนธรรมเอเชีย ที่ซึ่งการสื่อสารทางอ้อมและการอ่านนัยยะเป็นเรื่องปกติ และการ “รักษาหน้า” ก็มักทำให้ผู้คนเลือกที่จะเก็บงำความทุกข์ใจไว้ข้างใน (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก)

ในการทดลอง ผู้เข้าร่วมจะได้ชมภาพชุดต่างๆ ที่กระตุ้นอารมณ์หลากหลาย ตั้งแต่ภาพสัตว์ดุร้ายและอุบัติเหตุ (ภาพคุกคาม) ไปจนถึงภาพใบหน้ายิ้มแย้มและทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงาม (ภาพเชิงบวก) และภาพวัตถุหรือบุคคลที่มีสีหน้าเรียบเฉย (ภาพที่เป็นกลาง) นักวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้าจะ “หยุดสายตา” และจ้องมองภาพคุกคามและภาพที่เป็นกลางนานกว่า แต่กลับไม่แสดงความสนใจในลักษณะเดียวกันต่อภาพเชิงบวก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่พบในกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี

ผู้เขียนงานวิจัยสรุปว่า “ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแสดงให้เห็นถึงอคติทางความใส่ใจที่ผิดปกติต่อสิ่งเร้าที่เป็นภัย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการเชื่องช้า (retardation symptoms) ในผู้ป่วย” แม้การติดตามสายตาจะไม่สามารถบอกได้ว่าคนเรากำลังคิดอะไร แต่รูปแบบการจ้องมองที่ยาวนานขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการยึดติดทางความคิดและอารมณ์กับเรื่องราวเชิงลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทั่วไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชในกรุงเทพฯ และนักวิจัยด้านสุขภาพจิตต่างมองว่า ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับแนวทางการบำบัดรักษาในปัจจุบันของไทย ซึ่งเน้นเรื่องการฝึกสติและการปรับมุมมองความคิด “ในไทย เราสนับสนุนให้ผู้ป่วยฝึกตระหนักรู้ว่าตนเองกำลังจมอยู่กับอารมณ์และความคิดแบบใด” จิตแพทย์ที่ปรึกษาจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว “งานวิจัยนี้ช่วยให้นักบำบัดเข้าใจว่าภาวะซึมเศร้าไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอารมณ์หรือสารเคมีในสมอง แต่ยังเป็นปัญหาเรื่องการเลือกใส่ใจและการประมวลผลข้อมูลด้วย”

ผลการวิจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อแวดวงสุขภาพจิตของไทย การบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่นักจิตวิทยาไทย มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขรูปแบบความใส่ใจที่บิดเบือนเหล่านี้โดยตรง โดยสอนให้ผู้ป่วยเท่าทันและปรับเปลี่ยนทิศทางความคิดลบที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ล่าสุดราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้ริเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างการติดตามสายตาและการฝึกสมาธิเข้ามาประยุกต์ใช้ในโครงการนำร่องของโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง โดยอ้างอิงงานวิจัยจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นแนวทางดูแลผู้ป่วยตั้งแต่เนิ่นๆ “การศึกษาด้วยการติดตามสายตาให้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมแก่เรา เพื่อใช้ประเมินความก้าวหน้า นอกเหนือจากการบอกเล่าของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว” นักจิตวิทยาคลินิกอาวุโสจากโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ให้ความเห็น

ในอดีต แนวทางการดูแลสุขภาพจิตของไทยได้ผสานการแพทย์ตะวันตกเข้ากับหลักพุทธปรัชญา โดยเน้นเรื่องอุเบกขา การยอมรับ และการมีสติรู้ตัว สุภาษิตไทยที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” สะท้อนให้เห็นความเข้าใจในวัฒนธรรมที่ว่า สิ่งที่เราเลือกใส่ใจจะหล่อหลอมความเป็นจริงของเรา ในเชิงพุทธจิตวิทยา “โยนิโสมนสิการ” (การใช้ความคิดอย่างแยบคาย) คือทักษะที่สอนให้รู้จักป้องกันจิตใจจากความหมกมุ่นที่ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายคลึงอย่างน่าทึ่งกับสิ่งที่นักวิจัยตะวันตกเรียกว่า การปรับแก้อคติทางความใส่ใจ (attentional bias modification)

ในอนาคต การนำเทคโนโลยีติดตามสายตามาใช้ในการประเมินสุขภาพจิตอาจกลายเป็นเครื่องมือที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อติดตามอาการซึมเศร้าและดูพัฒนาการของการฟื้นตัว ในสถานศึกษาซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปัญหาวิตกกังวลและซึมเศร้ามีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ครูและอาจารย์ที่ปรึกษาอาจนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปพัฒนากิจกรรมในชั้นเรียน เพื่อช่วยให้เยาวชนเรียนรู้ที่จะหันเหความสนใจไปสู่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเชิงบวกและความสำเร็จของตนเอง

ขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ทันสมัยและพยายามลดอคติต่อปัญหาสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง ผลวิจัยนี้อาจช่วยจุดประกายการพูดคุยที่สำคัญเกี่ยวกับกลไกภายในของภาวะซึมเศร้า สำหรับคนทั่วไปและครอบครัว การเข้าใจว่าภาวะซึมเศร้าเกี่ยวข้องกับรูปแบบความใส่ใจที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ—ไม่ใช่แค่ “การเลือกที่จะคิดลบ”—จะช่วยสร้างความเห็นอกเห็นใจ และกระตุ้นให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือกล้าที่จะไปพบผู้เชี่ยวชาญได้ทันท่วงที

ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านคือการฝึกสติเพื่อรับรู้รูปแบบความคิดและความใส่ใจของตนเอง การฝึกฝนง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลองสังเกตเมื่อตนเองเริ่มจมอยู่กับความกังวลหรือข่าวร้าย แล้วตั้งใจหันเหความสนใจไปยังประสบการณ์ดีๆ รอบตัว สามารถช่วยลดอคติเหล่านี้ได้ สำหรับผู้ที่มีอาการต่อเนื่อง ขอแนะนำให้เข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่คุ้นเคยกับการฝึกสติหรือการบำบัดด้วยการปรับความคิด

ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป แต่ดังที่งานวิจัยชี้ให้เห็น ผลกระทบของมันต่อการรับรู้ในชีวิตประจำวันของเรานั้นลึกซึ้งกว่าที่คนส่วนใหญ่เคยเข้าใจ การทำความเข้าใจและจัดการกับรูปแบบการเลือกใส่ใจของจิตใจ จะช่วยให้ทั้งตัวเราและสังคมสามารถก้าวไปสู่สุขภาพจิตที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น

แหล่งข้อมูล: