ถ้า

ในอารยธรรมหนึ่ง ๆ มีประเพณีใหญ่ ( great tradition ) ของคนจำนวนน้อยที่ช่างคิด ( reflective flow ) และประเพณีเล็ก ( little tradition ) ของคนจำนวนมากที่ไม่สู้จะช่างคิด ประเพณีใหญ่ได้รับการปลูกฝังในโรงเรียนหรือวัด ประเพณีเล็กแสดงออกและดำรงตนอยู่ในชีวิตของมวลชนที่ไม่ใช้ภาษาหนังสือในชุมชนหมู่บ้านของพวกเขา....ประเพณีใหญ่ได้รับการปลูกฝัง..จงใจปลูกฝังและถ่ายทอดกันมา ส่วนประเพณีของมวลชนคนเล็ก ๆ ...เป็นเรื่องที่ปล่อยตาม ๆ กันมา

(ปาฐกถา ชุมชนไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดย ศ. เสน่ห์ จามริก นำเสนอในการประชุมวิชาการประจำว่าด้วย ชุมชนไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง จัดโดยสำนักงานกองทุนส่งเสริมการวิจัย ปี ๒๕๔๓  )

 

กรณีประสบการณ์ของพ่อบอน ผู้ชอบเล่นพิณได้สะท้อนให้ฟัง ก็อาจเป็นศิลปเล็ก ศิลปใหญ่เพียงแต่อาจต้องเพิ่ม คนจำนวนน้อยช่างคิดนั้นเป็นนักการตลาด นักสร้างกระแสที่มีอาวุธในมือครบครันพร้อมดำเนินการ ขณะที่มวลชนนั้นอยู่ในสถานะเดิม

  พ่อบอนเล่นพิณด้วยใจรัก บรรยากาศในนา แวดล้อมด้วยธรรมชาติและหมู่ญาติพี่น้อง กับเสียงพิณ ต๊อง แต๊ง ต๊องแต๊ง ในยามเสร็จจากการงาน ก็ผ่อนคลาย ช่วยให้หายเหนื่อยเพลิดเพลินไปได้    

  ด้วยชั่วโมงบินที่ยังมากพอมันทำให้เพลงของพ่อยังไม่ลื่นไหล และยังมีบาง ลาย ที่พ่อยังเล่นไม่ได้ แต่มันก็ต้องเล่น ต้องพยายามฝึก

เนื่องจากหมู่บ้านของตนเองได้รับงบจากอบต. ซึ่งมีพ่อบน พ่อบอนนั่นแหละเป็นตัว(ก่อ)การ จัดหาเครื่องดนตรี เครื่องเสียงสำหรับวงกลองยาว ที่เป็นที่ฮิตกันมากในหมู่บ้านลาวแบบพวกเรา เพราะจังหวะที่เร้าใจ อึกทึกครึกโครม กระชากกระชั้น ต้องเดินแกมวิ่งถึงจะเข้าจังหวะได้ มันส์ยิ่งกว่าร็อคแอนด์โรล ขอบอก และมีเสียงพิณเป็นเสียงหลัก  

สมใจอยาก ได้เครื่องมือแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบสิทีนี้ มีงานไหนในตำบล ก็ต้องได้หอบกันไปเล่น ไปสร้างสีสันให้กับงาน ก็ได้รับคำชมบ้าง คำติบ้าง ท่าทางจะเป็นคำติเสียมากกว่า  

งานบุญ งานแห่ งานประเพณี งานฉลอง แบบนี้มักจะประกอบเข้าคู่กันกับเครื่องดื่มที่ทำให้ฟ้อนได้โดยไม่อาย พวกขี้เมาทั้งหลายนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการเรียนรู้ของพ่อบอน พวกเขาบ่น พวกเขาขอ พวกเขาวิจารณ์ไม่ยั้ง  

โอ๊ย เล่นเพลงอะไรก็ไม่รู้ เล่นไม่สนุก เอาเพลงโบว์รักสีดำสิ

เล่นแล้วทำไมฟ้อนไม่ได้

ขอเพลง ฝรั่งกล่อมลูก แหน่  

 

บ่น ขอ ในสิ่งที่พ่อบอนให้ไม่ได้ พ่อบอนเป็นมือใหม่ในการเล่นให้กับสาธารณะ เล่นเพลงก็เล่นได้จำกัด.....ก็ให้หงุดหงิดเป็นกำลัง หงุดหงิดเพราะโมโหตัวเองเล่นไม่ได้ พอโมโหการเล่นก็ยิ่งตะกุกตะกัก และโมโหพวกขี้เมาที่ขัดจังหวะและขัดสมาธิในการพยายามจะเล่น  

 

เมื่อมีโอกาสได้พบกันในที่ประชุม พ่อบอนก็ระบาย ต่อเนื่องจากที่พ่อยอดสรุปความเรื่องวิสาหกิจชุมชน

ผมไปเล่นดนตรีเมื่อคืนนี้ ก็เหมือนกัน ไม่มีคนฟัง มีแต่คนขอเพลงนั้นเพลงนี้ เพลงสมัยใหม่ แล้วเมาเหล้า ไม่รู้เรื่อง อยากจะเอาแต่เพลงไว ๆ  เพลงใหม่ ๆ  ไม่เหมือนการเล่นในงานของพวกเรา ผมอยากเล่นดนตรีแบบนั้นมากกว่า..  

แหงละซิ ก็เล่นให้พวกเราฟัง จะเล่นดี ไม่ดี เพลงเก่าเพลงใหม่ อย่างไรมันก็ฟังกันได้ คนอื่นเขาไม่คิดแบบนั้น พ่อยอดเสริมขึ้น  

 

มันลึกกว่านั้นอีกค่ะพ่อยอด เพราะการฟังดนตรี ฟังเพลงของผู้คนปัจจุบันนี้ ได้ถูกย้อมให้วนเวียนอยู่กับจังหวะที่เร่าร้อน เนื้อหาเพลงที่สนุกสนาน เอามันอย่างเดียว หรืออย่างอื่นที่มันไม่ใช่ชีวิตของเรา มันถูกสร้าง ถูกจัดการ ถูกวางแผน ให้มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มิติของการเสพศิลปของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งก็จะมาเป็นคู่กับของมึนเมา และให้เสพของใหม่อยู่ตลอดเวลาไม่ให้หยุดนิ่ง เดี๋ยวผู้คนจะรู้สึกตัว  แต่ แต่  ดนตรีที่พวกเราทำกัน เป็นการฟื้นดนตรีให้มาเป็นของเรา สะท้อนชีวิตของเราและเล่นให้กันเองฟังและดู ไม่ต้องมีผู้แสดง ไม่มีการแสดง ไม่มีผู้ฟังผู้ดู เพราะแต่ละคนก็ทำบทบาทสลับไปมาตลอดเวลา ความเนี้ยบของดนตรีในเชิงรูปแบบจึงลดลงไปอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเทียบกับเนื้อหาของดนตรีที่มันกระทบเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจของพวกเราแต่ละคน   ดิฉันเสริมพ่อยอด.......ในใจ....