ผลการศึกษาชิ้นสำคัญระดับโลกเผยว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะให้คำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับมีความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมากจนน่าใจหาย สร้างคำถามใหญ่ถึงความจริงใจและประสิทธิภาพของกลยุทธ์รับมือวิกฤตโลกร้อน งานวิจัยชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยลินเนียสในสวีเดนและมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลูในแคนาดา ซึ่งได้เจาะลึกประสิทธิผลของปฏิญญาด้านสภาพภูมิอากาศต่างๆ ที่ลงนามโดยองค์กรท่องเที่ยวชั้นนำและรัฐบาลตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนภาพที่น่ากังวลว่า แม้จะมีคำสัญญามากมาย แต่การลงมือทำที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซยังคงห่างไกลจากเป้าหมาย ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ และกำลังผลักดันประเด็นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายประเทศ (Skift)
ความสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ยิ่งตอกย้ำสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนกว่า 39 ล้านคนในปี 2562 ก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด-19 (องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ) รายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ขับเคลื่อน GDP ของประเทศ แต่ยังหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในท้องถิ่นและผูกพันกับความอยู่รอดของระบบนิเวศที่เปราะบาง ตั้งแต่อุทยานแห่งชาติ แนวปะการัง ไปจนถึงผืนป่าในภาคเหนือ ความมั่งคั่งของไทยจึงแยกไม่ออกจากความยั่งยืนของภาคการท่องเที่ยว แต่ดังที่งานวิจัยชี้ให้เห็น การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับผลกระทบ” จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงที่คุกคามรีสอร์ตริมชายหาด หรือคลื่นความร้อนที่เปลี่ยนฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ยังเป็น “ผู้สร้างผลกระทบ” รายใหญ่ โดยปัจจุบันภาคส่วนนี้มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 9% ของทั้งโลก
งานวิจัยฉบับใหม่ที่นำโดยนักวิชาการด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยลินเนียสและมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ได้ตรวจสอบข้อตกลงด้านสภาพอากาศฉบับสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาเจอร์บา ปี 2546, ปฏิญญาทาวอส ปี 2550, ปฏิญญากลาสโกว์ ปี 2564 และปฏิญญาบากู ปี 2567 แม้แต่ละฉบับจะใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Booking Holdings และ Expedia แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับมีจำกัด รายงานสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “การตอบสนองของภาคการท่องเที่ยวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานั้นไม่เพียงพอ” และแม้จะมีความก้าวหน้าในการติดตามและวัดผล แต่การลงมือลดการปล่อยก๊าซอย่างแท้จริงกลับไม่เกิดขึ้น
หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการขาดกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างเช่น ปฏิญญาทาวอสปี 2550 ที่เคยให้คำมั่นว่าจะพัฒนาระบบติดตามการปล่อยก๊าซ แต่สุดท้ายระบบดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้แต่ปฏิญญากลาสโกว์ฉบับล่าสุดที่ลงนามในปี 2564 โดยองค์กรกว่า 900 แห่ง ก็มีผู้ลงนามไม่ถึง 30% ที่ยื่นแผนปฏิบัติการด้านสภาพอากาศภายในสิ้นปี 2567 ซึ่งเป็นสถิติที่น่ากังวลสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ด้าน UN Tourism ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดูแลด้านการท่องเที่ยวระบุว่า ข้อตกลงกลาสโกว์ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการนำกรอบการติดตามผลมาใช้เพื่อความโปร่งใส “เรากำลังจัดทำรายงานความคืบหน้าฉบับแรก ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” ผู้ประสานงานโครงการของ UN Tourism กล่าวในงานวิจัย
ส่วนปฏิญญาบากูฉบับล่าสุดปี 2567 สถานการณ์ก็ยังดูก้ำกึ่ง แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นข้อตกลงด้านสภาพอากาศที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาในอุตสาหกรรมการเดินทางระดับโลก โดยมี 69 ประเทศร่วมลงนาม ซึ่งไม่ได้มีแค่กระทรวงการท่องเที่ยว แต่หมายถึงรัฐบาลทั้งประเทศ เช่น บราซิล แคนาดา เดนมาร์ก สเปน และเคนยา ตัวแทนจาก UN Tourism อธิบายว่า “นี่คือข้อตกลงที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยวจนถึงปัจจุบัน” โดยชี้ถึงขนาดและความจริงจังของพันธสัญญา อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์รวมถึงผู้เขียนงานวิจัยชี้ให้เห็นถึงการใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือ เช่น “ตามความเหมาะสม” และ “ในกรณีที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งเปิดช่องให้การนำไปปฏิบัติขาดความเข้มข้น และเสี่ยงที่จะทำให้ปฏิญญานี้อ่อนแอลง
สำหรับประเทศไทย ข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้และความคืบหน้า (หรือการขาดความคืบหน้า) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้นำด้านการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐของไทยต่างพูดถึงการดำเนินการด้านสภาพอากาศว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญมาตลอด มีการออกแผนที่นำทางสู่ความยั่งยืนและสนับสนุนโครงการรับรองมาตรฐานต่างๆ (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) แต่ดังที่งานวิจัยชี้ให้เห็นอย่างเจ็บแสบ คำมั่นสัญญาในระดับนโยบายไม่ได้แปลว่าจะเกิดการลดคาร์บอนโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อการท่องเที่ยวต้องพึ่งพาภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซสูงอย่างการบิน เรือสำราญ และการขนส่ง ความท้าทายนี้ยิ่งซับซ้อนสำหรับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูงอย่างไทย ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสมบัติทางธรรมชาติกับการจัดการผลกระทบจากการท่องเที่ยว
ความเห็นจากผู้เขียนงานวิจัยย้ำว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที “เราใช้เวลาไปแล้ว 20 ปี เพียงเพื่อสร้างระบบพื้นฐานในการวัดผลการปล่อยก๊าซ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ภาคส่วนนี้ถูกคาดหวังให้เข้าใกล้เป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก” คำกล่าวนี้สะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความคาดหวังกับการปฏิบัติจริง ขณะที่ศาสตราจารย์ด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยลินเนียสกระตุ้นให้อุตสาหกรรมลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ “น่าแปลกที่การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เปราะบางที่สุด [ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ] แต่กลับสามารถเป็นผู้นำได้ เราต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ แต่เราก็ต้องการผู้บุกเบิกเช่นกัน”
ในบริบทของไทย นักวิชาการ กลุ่มสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของยุทธศาสตร์ด้านสภาพอากาศระดับชาติที่บูรณาการมากขึ้นสำหรับภาคการท่องเที่ยว (Bangkok Post) แม้จะมีโครงการอย่าง “Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA)” ที่ส่งเสริมความยั่งยืน แต่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซที่ชัดเจนและอิงหลักวิทยาศาสตร์ยังคงเป็นเพียงความสมัครใจมากกว่าข้อบังคับ ในขณะที่ผลกระทบจากโลกร้อนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปะการังฟอกขาวในทะเลอันดามันไปจนถึงภัยแล้งในแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือ เสียงเรียกร้องให้เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำจึงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในอดีต สังคมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับธรรมชาติและชุมชน โดยมีแรงบันดาลใจจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งส่งเสริมความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความยั่งยืน (UNDP Thailand) การนำคุณค่าดั้งเดิมเหล่านี้กลับมาประยุกต์ใช้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้ลงมือทำจริงจังมากขึ้น เพื่อให้คำมั่นสัญญาระดับสากลถูกปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
เมื่อมองไปข้างหน้า คำถามสำคัญคือ UN Tourism จะสามารถเป็นแกนกลางขับเคลื่อนความร่วมมือระดับโลกเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามที่สัญญาไว้ได้หรือไม่ กระบวนการนี้ได้เริ่มต้นแล้วหลังปฏิญญาบากู แต่ยังไร้โครงสร้างและกรอบเวลาที่ชัดเจน ผลการศึกษาชี้ว่า UN Tourism อยู่ในจุดที่ดีที่สุดที่จะเป็นผู้นำ แต่ประสิทธิผลจะขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของทุกภาคส่วน “มันจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ หากเรามีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายมาร่วมโต๊ะเจรจา ทั้งภาคธุรกิจ เอ็นจีโอ รัฐบาล และหน่วยงานท่องเที่ยว? หากทำได้ ข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นฉันทามติร่วมกัน และผมคิดว่านั่นจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว” ตัวแทนจาก UN Tourism ตั้งคำถาม
ในระดับนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าจำเป็นต้องมีกรอบการทำงานระดับชาติที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละประเทศ โดยต้องมีการลงทุนสนับสนุนการขนส่งคาร์บอนต่ำ พลังงานหมุนเวียน และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทย นี่อาจหมายถึงกฎระเบียบด้านการปล่อยก๊าซที่มีผลผูกมัดมากขึ้น การสนับสนุนที่ตรงจุดสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยให้ปรับตัว การส่งเสริมการท่องเที่ยวนอกฤดูกาลและการเดินทางในประเทศ และการสร้างแรงจูงใจให้สายการบินและเรือสำราญลดคาร์บอนในเส้นทางที่มุ่งสู่ประเทศไทย
สำหรับชุมชน ธุรกิจ และนักท่องเที่ยวเอง ก็มีสิ่งที่สามารถทำได้ทันที การเลือกเดินทางอย่างรับผิดชอบ เช่น เลือกที่พักที่ได้รับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เดินทางโดยรถไฟหรือรถประจำทางเมื่อทำได้ ลดขยะ และสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นที่ใส่ใจความยั่งยืน เป็นทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมและสร้างผลกระทบได้จริง ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากการลงมือทำด้านสภาพอากาศอย่างจริงจัง ในขณะที่ชุมชนท้องถิ่นก็จะได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นและความเข้มแข็งที่เพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุด ดังที่งานวิจัยได้ย้ำเตือนอย่างชัดเจน ลำพังแค่ปฏิญญาไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเผชิญอยู่ได้ ช่องว่างระหว่างคำสัญญากับการลงมือทำจะแคบลงได้ก็ต่อเมื่อเกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ การตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ และความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งต่อหลักวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบายไปจนถึงนักท่องเที่ยวแต่ละคน สามารถและต้องมีบทบาทในการทำให้เรื่องราวในอีก 20 ปีข้างหน้าแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนที่ทำได้คือการสนับสนุนให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซของภาคการท่องเที่ยวอย่างโปร่งใส การเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมในโครงการอนุรักษ์ในท้องถิ่น และติดตามข้อมูลข่าวสารด้านกลยุทธ์สภาพภูมิอากาศที่อิงหลักฐานอยู่เสมอ ในวันที่ผลกระทบจากโลกร้อนคืบคลานเข้ามาในทุกมิติของชีวิต การผลักดันให้การท่องเที่ยวเป็นต้นแบบของความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่เคย
แหล่งข้อมูล: Skift, องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, Bangkok Post, UNDP Thailand