พอสายลมเย็นๆ เริ่มพัดมาทักทายแทนที่อากาศร้อนของเมืองไทย งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงหลังก็ได้ฉายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ทำไมผู้หญิงถึงมีแนวโน้มที่จะรู้สึกหดหู่และหมดพลังในช่วงที่กลางวันสั้นลงมากกว่าผู้ชาย ผลการศึกษาล่าสุดยืนยันว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญในการเกิด โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder หรือ SAD) ซึ่งเป็นภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เมื่อชั่วโมงที่มีแสงแดดลดน้อยลง ประเด็นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนเมืองในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่วัฒนธรรมการทำงานและวิถีชีวิตในอาคารอาจจำกัดการได้รับแสงแดดตามธรรมชาติในช่วงที่กลางวันสั้นที่สุดของปี
สำหรับคนไทย ผลการวิจัยเหล่านี้จึงนับว่าน่าสนใจไม่น้อย ไม่เพียงแต่สะท้อนปัญหาที่หลายคนกำลังเผชิญในช่วงหน้าหนาว แต่ยังเป็นการเปิดประเด็นพูดคุยถึงวิธีการรับมือในบริบททางวัฒนธรรม ความสำคัญของสุขภาพจิต และความแตกต่างทางชีวภาพที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของเรา ข้อมูลจากบทความสุขภาพของ YourTango พบว่าผู้หญิงมีโอกาสรายงานภาวะอารมณ์ตกต่ำในฤดูหนาวสูงกว่าผู้ชายถึง 50% โดย 44% ของผู้หญิงยอมรับว่าการลุกจากเตียงในตอนเช้าที่อากาศเย็นและมืดครึ้มนั้นเป็นเรื่องที่ “แทบจะเป็นไปไม่ได้” ในขณะที่ผู้ชายมีเพียง 30% ที่รู้สึกแบบเดียวกัน
ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มประชากรชาวตะวันตกเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินตามกระแสโลกในด้านการขยายตัวของเมือง การทำงานในอาคาร และการใช้ชีวิตในพื้นที่ปรับอากาศที่บดบังแสงแดด การทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างไรจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม จากข้อมูลของ The University of Utah Health และบทสรุปงานวิจัยในวารสารการแพทย์อย่าง StatPearls ชี้ว่ารากของปัญหานี้อยู่ที่ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างฮอร์โมน พันธุกรรม และปัจจัยทางจิตวิทยา
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากความไวทางชีวภาพของผู้หญิงต่อการเปลี่ยนแปลงของแสงแดด ซึ่งส่งผลให้ฮอร์โมนแปรปรวนตามไปด้วย ฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์อื่นๆ มีผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาทอย่างเซโรโทนินและเมลาโทนินในสมอง ทำให้ผู้หญิงตอบสนองต่อปริมาณแสงแดดที่ลดลงได้ไวกว่า “แสงแดดที่ลดลงส่งผลต่อเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ควบคุมอารมณ์ และความผันผวนของเอสโตรเจน ซึ่งผู้ชายไม่มีประสบการณ์แบบเดียวกัน ก็ส่งผลต่อระดับเซโรโทนินเช่นกัน” จิตแพทย์จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ อธิบาย (PMID: 30061743) นอกจากนี้ เมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อแสงแดดลดลง ยังรบกวนวงจรการนอนหลับและนาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythms) ซึ่งยิ่งทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลงไปอีก
อาการของโรค SAD ไม่ได้มีเพียงความรู้สึกเศร้าเท่านั้น ผู้ที่เป็นมักจะมีอาการนอนมากเกินไป อ่อนเพลีย อยากอาหารจำพวกแป้ง และต้องการแยกตัวออกจากสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบในครอบครัว และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ในประเทศที่มีฤดูกาลเปลี่ยนแปลงชัดเจน ความเสี่ยงเหล่านี้จะยิ่งสูงขึ้น แต่ผลวิจัยเผยว่าแม้แต่ในพื้นที่เขตร้อนอย่างประเทศไทย การได้รับแสงแดดน้อยลงในช่วงที่มีเมฆมากหรือช่วงที่ต้องทำกิจกรรมในร่มเป็นเวลานาน ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการคล้ายกันในผู้ที่มีแนวโน้มอยู่แล้ว
ที่น่าสนใจคือ วิธีการรับมือกับโรค SAD ของผู้หญิงมักจะแตกต่างจากผู้ชาย จากบทความของ YourTango พบว่า 33% ของผู้หญิงเลือกที่จะหันไปหาอาหาร โดยเฉพาะของว่างที่มีแคลอรีและคาร์โบไฮเดรตสูง เพื่อบรรเทาอารมณ์ ในขณะที่ 37% รู้สึกว่าการหาแรงจูงใจทำสิ่งต่างๆ ในช่วงหน้าหนาวเป็นเรื่องยาก พฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับการสังเกตการณ์ทางจิตเวชทั่วโลก ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากแรงขับทางชีวภาพที่ต้องการเพิ่มเซโรโทนินผ่านการกินเมื่อแสงแดดลดน้อยลง (StatPearls 2024) สำหรับบ้านเรา ความอยากอาหารลักษณะนี้ก็อาจหมายถึงการโหยหา “comfort food” อย่างข้าวมันไก่ร้อนๆ ก๋วยเตี๋ยวสักชาม หรือขนมไทยหวานๆ เพื่อปลอบประโลมใจในช่วงที่อากาศ “เย็น” แม้กรุงเทพฯ จะไม่ได้มีฤดูหนาวจริงๆ ก็ตาม
เมื่อเจาะลึกลงไปอีกว่าทำไมผู้หญิงถึงมีความเปราะบางมากกว่า บทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neuropsychopharmacology ได้ให้รายละเอียดว่าฮอร์โมนเพศหญิงส่งผลต่อการพัฒนาและการทำงานของวงจรสมองที่รับผิดชอบการควบคุมอารมณ์อย่างไร ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปรับการทำงานของสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนินและโดปามีน แต่ยังส่งผลต่อการควบคุมนาฬิกาชีวภาพ การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าสมองของผู้หญิงมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองซีกซ้ายและขวาที่แข็งแรงกว่า และมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์มากกว่า ซึ่งแม้จะเป็นข้อดีในหลายสถานการณ์ แต่ก็อาจเพิ่มความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดดที่ลดลง
เรื่องนี้สำคัญต่อสังคมไทยอย่างไร? ประการแรก ค่านิยมทางวัฒนธรรมที่มักสอนให้อดทนเก็บความรู้สึก และการตีตราเรื่องสุขภาพจิตที่ยังคงมีอยู่ อาจทำให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายรู้สึกยากที่จะยอมรับว่ากำลังมีปัญหาอ่อนเพลียหรืออารมณ์ตกต่ำ ความทุกข์ใจเลยมักถูกปัดให้เป็นแค่เรื่อง “น้อยใจ” หรือบางทีก็ถูกโยงไปเรื่องบุญกรรม ทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บงำอาการไว้กับตัว ประการที่สอง การขยายตัวของเมืองและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอยู่ในอาคารมากขึ้น ไม่ว่าจะในห้างสรรพสินค้าติดแอร์ ออฟฟิศกระจก หรือคอนโดมิเนียม ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากการได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ และทำให้อาการทางอารมณ์แย่ลง
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า โรค SAD พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงวัย 20-30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงานในเมืองที่กำลังเติบโตของไทย แม้ว่าระยะห่างจากเส้นศูนย์สูตรจะเป็นปัจจัยเสี่ยงคลาสสิก แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าโรค SAD สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ละติจูดต่ำ หากพฤติกรรมส่วนตัวทำให้ได้รับแสงแดดน้อยลง (StatPearls 2024) พนักงานออฟฟิศชาวไทยที่ออกจากบ้านก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกลับถึงบ้านหลังพระอาทิตย์ตก อาจกำลังสร้างเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดโรค SAD โดยไม่รู้ตัว
คำแนะนำทางการแพทย์เพื่อต่อสู้กับโรค SAD มักจะมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วไม่กี่อย่าง วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การรับแสงสว่างจ้า ซึ่งจะช่วยยับยั้งการผลิตเมลาโทนินและปรับนาฬิกาชีวภาพใหม่ กล่องไฟบำบัดความเข้มสูง 10,000 ลักซ์ ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปในชาติตะวันตก ได้รับการพิสูจน์ว่ามีอัตราความสำเร็จสูงถึง 85% ในกลุ่มผู้หญิงที่เป็นโรค SAD (The University of Utah Health) สำหรับคนไทย การใช้เวลานอกบ้านให้มากขึ้นในช่วงเช้า เช่น การเดินเร็วในสวนลุมพินี หรือเดินเล่นริมคูเมืองเชียงใหม่ ก็สามารถให้ประโยชน์ได้อย่างมาก การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนและผัก และการเสริมวิตามินดีในช่วงที่ได้รับแดดน้อย ก็เป็นวิธีที่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางคลินิกเช่นกัน
อีกหนึ่งแนวทางที่มีแนวโน้มที่ดีและเหมาะสำหรับคนไทยที่อาจเข้าไม่ถึงอุปกรณ์เฉพาะทางคือ “การจัดบ้านให้น่าอยู่ (Nesting)” การสร้างพื้นที่ในบ้านให้อบอุ่น สว่าง และน่าอยู่ เช่น การจัดของให้เป็นระเบียบ เปิดหน้าต่างรับแสงมากขึ้น หรือแม้แต่วางดอกไม้สีขาวใกล้โต๊ะทำงาน ก็สามารถช่วยลดผลกระทบทางจิตใจจากช่วงที่กลางวันสั้นลงได้
การทำจิตบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy หรือ CBT) ที่ปรับให้เข้ากับโรค SAD และการใช้ยาในกลุ่ม SSRIs ก็สามารถช่วยลดอาการได้ (StatPearls 2024) นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีที่น่าสนใจคือ การจำลองแสงอาทิตย์ยามเช้า (Dawn Simulation) โดยใช้หลอดไฟที่ค่อยๆ สว่างขึ้นในห้องนอนเพื่อเลียนแบบพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่สามารถปรับเวลาออกไปรับแสงแดดกลางแจ้งได้
ในอดีต สังคมไทยได้บอกเล่าประสบการณ์ความเศร้าหรือความเบื่อหน่ายในช่วงฤดูฝนหรือ “ฤดูหนาว” ผ่านบทกวีและบทเพลงมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี้เองที่เริ่มมีการหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตในฐานะปัญหาสาธารณสุข ด้วยการรณรงค์ของภาครัฐอย่างโครงการ “สุขภาพจิตดี เริ่มที่เรา” ทำให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตของคนในสังคมดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ในด้านการคัดกรองเบื้องต้น การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับภาวะต่างๆ เช่น โรค SAD โดยเฉพาะข้อมูลที่เจาะจงสำหรับความต้องการของผู้หญิง
เมื่อมองไปในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเมือง และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อรูปแบบของโรค SAD ในประชากรไทย การทำงานจากที่บ้านที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยลดเวลาเดินทาง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้นในช่วง “ฤดูเผา” ในจังหวัดภาคเหนือ ก็อาจยิ่งจำกัดเวลาในการออกไปรับแสงธรรมชาติ นักวิจัยต่างเรียกร้องให้มีการสำรวจและติดตามภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาลในระดับประเทศให้ดีขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่จำแนกตามเพศ เพื่อให้หน่วยงานบริการสุขภาพสามารถเตรียมพร้อมช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้
สำหรับคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง ผู้อ่านชาวไทยสามารถปรับใช้กลยุทธ์ต่างๆ ได้ดังนี้:
- ลองหาเวลารับแสงแดดยามเช้าให้มากขึ้น เช่น ทานอาหารเช้านอกบ้าน หรือเดินไปทำงาน
- รักษากิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ ทั้งเวลาตื่นนอนและเวลามื้ออาหาร เพื่อเสริมสร้างนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย
- หากิจกรรมทางกาย กีฬาไทย หรือแม้แต่งานบ้านเบาๆ ทำในช่วงเช้าของวัน
- พิจารณาปรับเปลี่ยนอาหาร ลด “อาหารปลอบใจ” ที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง แล้วหันมาเน้นผักสดและโปรตีนแทน
- เปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกับเพื่อนและครอบครัว และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากความรู้สึกเศร้า อ่อนเพลีย และหมดแรงจูงใจยังคงอยู่นานเกินสองสัปดาห์
- สนับสนุนให้มีโครงการส่งเสริมสุขภาวะในที่ทำงาน ที่ตระหนักถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมและฤดูกาลต่อประสิทธิภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
สรุปได้ว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าตามฤดูกาลมากกว่าผู้ชาย ทั้งในด้านชีวภาพ ฮอร์โมน และสังคม แต่ด้วยการนำความรู้จากงานวิจัยล่าสุดมาปรับใช้และสร้างความตระหนักรู้ในสังคมให้มากขึ้น สังคมไทยก็สามารถก้าวไปข้างหน้าเพื่อลดช่องว่างทางเพศนี้ สนับสนุนกลุ่มเสี่ยง และเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับทุกคนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในฤดูกาลใดก็ตาม
แหล่งข้อมูล: บทความสุขภาพ YourTango, The University of Utah Health, StatPearls, Neuropsychopharmacology