ท่ามกลางความก้าวหน้าของการแพทย์แผนปัจจุบันที่เข้ามามีบทบาทหลักในการดูแลสุขภาพผู้คน ตำรับยาสมุนไพรโบราณกลับมาเป็นที่พูดถึงและได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มไขความลับทางเภสัชวิทยาที่ซ่อนอยู่ในสูตรยาแผนโบราณเหล่านั้น หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือตำรับยา “เบญจโลกวิเชียร” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ยาห้าราก” ซึ่งเป็นตำรับยาสมุนไพรไทยเลื่องชื่อที่ใช้บรรเทาอาการไข้และการอักเสบมาหลายร้อยปี ปัจจุบัน การให้คุณค่าทางวัฒนธรรมผสานเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่น ได้ชี้ให้เห็นว่าเรายังสามารถเรียนรู้ได้อีกมากจากจุดร่วมของภูมิปัญญาการรักษาแบบดั้งเดิมและเภสัชวิทยาสมัยใหม่
ย้อนไปหลายร้อยปีก่อน ตำรับยาเบญจโลกวิเชียรได้ถือกำเนิดขึ้นจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของการแพทย์แผนไทย ชื่อ “ยาห้าราก” นั้นสื่อถึงส่วนประกอบหลักอันเป็นรากของพืช 5 ชนิด ได้แก่ รากคนทา (Harrisonia perforata) รากมะเดื่อชุมพร (Ficus racemosa) รากชิงชี่ (Capparis micracantha) รากสังกรณี (Clerodendrum petasites) และรากย่านาง (Tiliacora triandra) สมุนไพรเหล่านี้เชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกาย ลดความร้อนส่วนเกิน และฟื้นฟูความสมดุลเมื่อเกิดอาการไข้ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในสภาพอากาศร้อนชื้นของสยามในอดีต จึงไม่น่าแปลกใจที่ตำรับยานี้ยังคงได้รับการสืบทอดกันมาในวัดวาอาราม บ้านเรือน ตลอดจนสถานพยาบาลจากรุ่นสู่รุ่น
ทว่าเรื่องราวของยาห้ารากไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหน้าตำนานพื้นบ้านเท่านั้น ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา มีงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่มุ่งพิสูจน์และอธิบายคุณประโยชน์ทางคลินิกของตำรับยานี้ การทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 ชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์เวชสาร พบว่าร่างกายสามารถรับยาเบญจโลกวิเชียรได้ดีทั้งในขนาดมาตรฐานและขนาดสูง ตอกย้ำชื่อเสียงด้านความปลอดภัยของยาตำรับนี้[^1] ที่สำคัญไปกว่านั้น การประเมินความปลอดภัยอย่างเป็นระบบซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Health Research ยืนยันว่าการใช้ยาในขนาดมาตรฐาน (สูงสุด 1,500 มิลลิกรัม เป็นเวลา 8 วันในสัตว์ทดลอง) ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษ[^2]
สำหรับสรรพคุณด้านการลดไข้ (antipyretic) ของตำรับยานี้ ก็มีงานศึกษาในสัตว์ทดลองหลายชิ้นยืนยันผล เมื่อให้ยาเบญจโลกวิเชียรแก่หนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้มีไข้ พบว่ายาสามารถลดอุณหภูมิร่างกายลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เทียบเคียงได้กับยาลดไข้แผนปัจจุบันทั่วไป[^3] เช่นเดียวกับคุณสมบัติบรรเทาปวด (antinociceptive) ที่แสดงผลลัพธ์อย่างเด่นชัดในการทดสอบด้วยแผ่นร้อน (hot-plate test) และการทดสอบการสะบัดหาง (tail-flick test) ซึ่งเป็นแบบจำลองในสัตว์ทดลองที่ใช้กันมานานเพื่อทำความเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของสารต่างๆ ต่อการรับรู้ความเจ็บปวด[^3] เชื่อกันว่าผลลัพธ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนระบบโอปิออยด์ ซึ่งเป็นกลไกทางชีวภาพเดียวกับที่ยาแก้ปวดแผนปัจจุบันบางชนิดออกฤทธิ์
ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการใช้ “รากทั้งห้า” เป็นสูตรที่ออกฤทธิ์เสริมกัน (synergistic formula) ยังได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานทางเภสัชวิทยาในห้องปฏิบัติการ งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นกลุ่มสารพฤกษเคมี (phytochemical) อันเป็นเอกลักษณ์ของรากแต่ละชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เทอร์พีนอยด์ (terpenoids) และลิกแนน (lignans) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ หรือต้านจุลชีพ[^2],[^4] ตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาในหลอดทดลอง (in vitro) แสดงให้เห็นว่าตำรับยานี้สามารถยับยั้งสารสื่อกลางการอักเสบ อาทิ ไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) และ COX-2 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง[^5] ขณะที่งานศึกษาในห้องปฏิบัติการอีกชิ้นหนึ่งพบว่าสารสกัดจากตำรับยานี้ช่วยปรับการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และยังยับยั้งการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกลไกอันหลากหลายในการจัดการกับไข้และการอักเสบ[^6]
อีกประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งและเชื่อมโยงกับงานสาธารณสุขในประเทศไทย คือฤทธิ์ของตำรับยาในการต่อต้านเชื้อโรค งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Planta Medica แสดงให้เห็นว่ายาเบญจโลกวิเชียรสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ เช่น Streptococcus pyogenes (สาเหตุที่พบบ่อยของคออักเสบ) Staphylococcus aureus และ Escherichia coli[^4],[^7] การทดสอบ “clear zone” ในห้องปฏิบัติการเหล่านี้เป็นการวัดความสามารถในการหยุดยั้งการแบ่งตัวของแบคทีเรีย และชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการต่อสู้กับการติดเชื้อ นอกจากนี้ คุณสมบัติต้านเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเชื้อ Candida albicans ยังช่วยขยายขอบเขตการประยุกต์ใช้ตามแบบแผนโบราณให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น รากของสมุนไพรในตำรับนี้ยังมีคุณสมบัติต้านมาลาเรีย ซึ่งนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงสภาพภูมิศาสตร์เขตร้อนของประเทศไทยและการรับมือกับโรคมาลาเรียในอดีต ทั้งรากสมุนไพรและตัวยาอื่นที่ใช้ทดแทนกันได้ แสดงให้เห็นฤทธิ์ต้านเชื้อพลาสโมเดียม (antiplasmodial activity) อย่างมีนัยสำคัญ (คือสามารถยับยั้งเชื้อ Plasmodium falciparum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย) ในการศึกษาเปรียบเทียบ โดยมี “ดัชนีความปลอดภัย” (safety index) อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีช่วงการรักษาที่กว้าง[^8] ผลการวิจัยเหล่านี้ตอกย้ำศักยภาพของตำรับยาในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาพื้นบ้านเข้ากับความท้าทายของโรคติดเชื้อในยุคปัจจุบัน
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นที่คนรักสุขภาพในยุคนี้ให้ความสำคัญ ก็พบได้ในตำรับยานี้เช่นกัน จากการทดสอบทางเคมีเพื่อวัดความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (free radicals) ยาเบญจโลกวิเชียรแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในระดับปานกลาง โดยมีการระบุสารประกอบ เช่น เพคโทลินาริเจนิน (pectolinarigenin) และ โอ-เมทิลอัลลอปเทียรอกซิลิน (O-methylalloptaeroxylin) ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีฤทธิ์สูง ช่วยป้องกันภาวะเครียดจากออกซิเดชัน (oxidative stress) อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรังและความเสื่อมของร่างกายนานัปการ[^9]
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ใส่ใจสุขภาพ การผสานภูมิปัญญาโบราณเข้ากับงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบเช่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงอีกหนึ่งแนวทางสู่สุขภาพที่ดีได้จริง หากยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญบางประการ ประการแรกคือ ควรพิจารณายาเบญจโลกวิเชียรเป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่สิ่งทดแทนการดูแลทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แม้จะมีหลักฐานสนับสนุนคุณประโยชน์ในการบรรเทาอาการไข้เล็กน้อย อาการปวด และช่วยปรับภูมิคุ้มกัน แต่การนำไปใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อรุนแรงหรือภาวะเรื้อรัง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาตเสมอ สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงปฏิกิริยาระหว่างยากับสมุนไพรที่อาจเกิดขึ้น อาการแพ้เฉพาะบุคคล และความจำเป็นในการเลือกใช้แหล่งวัตถุดิบสมุนไพรที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความเสี่ยงจากยาปลอมหรือการปนเปื้อนสารอันตราย
มิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณก็เป็นอีกแง่มุมที่ไม่อาจมองข้าม ในสังคมไทยดั้งเดิม การแพทย์ผูกพันอย่างแนบแน่นกับพิธีกรรม สมุนไพรถูกเก็บด้วยบทสวดเฉพาะ ปรุงยาในวันมงคลตามปฏิทิน และผู้คนมอบความไว้วางใจให้หมอพื้นบ้านในชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษาสุขภาพ งานวิจัยสมัยใหม่ได้เพิ่มมิติของการวัดผลกลไกการออกฤทธิ์และผลลัพธ์ในการทดลองที่มีการควบคุมเข้ามา แต่เป้าหมายหลักยังคงเดิม นั่นคือ การส่งเสริมความกลมกลืนและค่อยๆ ฟื้นฟูสมดุลตามธรรมชาติของร่างกาย สำหรับหลายคน การนำตำรับยาเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอาจทำได้ไม่ยาก เช่น การเตรียมยาต้มสมุนไพรภายใต้คำแนะนำที่บ้าน หรือการปรึกษาแพทย์แผนไทยในคลินิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของยาเบญจโลกวิเชียรและตำรับยาสมุนไพรอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันนั้นยังคงสดใส หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทย อาทิ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการบูรณาการยาเหล่านี้เข้ากับระบบการดูแลสุขภาพของชาติอย่างปลอดภัยและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ นักวิจัยทั้งในสถาบันอุดมศึกษาและโรงพยาบาลต่างกำลังถอดรหัสโครงสร้างโมเลกุลของตำรับยาที่ผ่านการพิสูจน์มายาวนานเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับขนาดการใช้ยาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ทำความเข้าใจผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และรับประกันคุณภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการค้นพบสารตั้งต้นยาใหม่ๆ จากสารทุติยภูมิ (secondary metabolites) อีกนับร้อยชนิดในตำรับยานี้ ซึ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนอันทรงพลังว่าภูมิปัญญาจากพืชพรรณธรรมชาติยังคงมีคุณูปการอีกมหาศาลต่อวงการดูแลสุขภาพทั่วโลก
โดยสรุป ยาเบญจโลกวิเชียรยังคงเป็นสะพานเชื่อมอันมีชีวิตชีวาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างประเพณีกับวิทยาศาสตร์ ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อย รวมถึงผู้คนทั่วโลก กำลังมองหาแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม ตำรับยานี้จึงเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้พื้นบ้านเข้ากับความก้าวหน้าทางชีวการแพทย์อย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผู้ที่สนใจใช้ประโยชน์จากศักยภาพของยาตำรับนี้ ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต หรือแพทย์ผู้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาสมุนไพร ตรวจสอบให้แน่ใจในความแท้และความบริสุทธิ์ของส่วนประกอบ และใช้ยาด้วยความระมัดระวังบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งรำลึกถึงคุณูปการของหมอพื้นบ้านรุ่นก่อนๆ ผู้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้งานวิจัยสมัยใหม่สามารถเกิดขึ้นได้
สำหรับผู้ที่มองหาตัวช่วยจากธรรมชาติในการลดไข้ บรรเทาอาการปวด หรือเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยาเบญจโลกวิเชียรเปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดไปสู่มรดกทางภูมิปัญญาไทย และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเสริมที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนสำหรับการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยาตำรับนี้ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำหรือการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้
หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมและรับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับตำรับยาแผนไทย สามารถศึกษาข้อมูลจากแหล่งความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย เช่น คณะการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตโดยตรง ทั้งนี้ ในกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ ควรให้ความสำคัญกับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นอันดับแรกเสมอ
คำชี้แจง: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทางการศึกษาเท่านั้น มิได้มีเจตนาเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาภาวะอาการใดๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเสมอก่อนเริ่มใช้สมุนไพรหรือตำรับยาแผนโบราณใดๆ
อ้างอิงและแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
- Bencha Lo Ka Wi Chian: UBU Pharma Thai Traditional Medicines Database (primary source)
- Singharachai et al., J Health Res, 2011
- Jongchanapong et al., J Health Res, 2010
- Itharat et al., Planta Med, 2010
- Juckmeta & Itharat, J Health Res, 2012
- Juckmeta et al., Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2014
- Nutmakul et al., J Ethnopharmacol, 2016
- Nuaeissara et al., J Med Assoc Thai, 2011
- Suwannarat et al., Thammasat Med J, 2012