นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ แต่มันคือผลพวงของการดำเนินการที่ละเลยความจริง ปล่อยให้คำหวาน คำชื่นชม หรือการกลบเกลื่อนปัญหา กลายเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ

ในโลกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยข้อมูลหลากหลาย ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความพยายามเพียงลำพัง หากแต่ต้องวางอยู่บนรากฐานที่มั่นคงของ “ความจริง” หากข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจนั้นไม่จริง หากที่มาของนโยบาย หรือกระบวนการดำเนินงานต่าง ๆ เต็มไปด้วยคำพูดประจบ ประณีตแต่ไร้สาระ หรือเพียงหวังให้ฟังรื่นหูโดยไม่มีเนื้อแท้ ความสำเร็จย่อมยากจะเกิดขึ้น และในหลายกรณีก็อาจก่อให้เกิดความล้มเหลวอย่างเงียบเชียบ

ลองจินตนาการถึงเมืองหนึ่งที่นายกเทศมนตรีประกาศนโยบายพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” ภายในสามปี เขานำเสนอโครงการที่น่าประทับใจ มีเวทีแถลงข่าวสวยหรู มีสื่อมวลชนรายงานข่าวเชิงบวก บอร์ดในที่ประชุมแสดงข้อมูลตัวเลขที่ดูดีเกินจริง ทุกฝ่ายต่างปรบมือให้กำลังใจ โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถามว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกตรวจสอบมาหรือยัง มีการวิจัยจริงหรือไม่

เบื้องหลังที่ไม่มีใครพูดถึง คือระบบอินเทอร์เน็ตของเมืองยังครอบคลุมไม่ถึงครึ่ง ระบบบำบัดน้ำเสียยังใช้งานไม่ได้จริง และไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างเลยด้วยซ้ำ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางคนเห็นปัญหาเหล่านี้ แต่ก็เลือกเงียบ เพราะเกรงว่าจะ “ขัดใจ” ผู้มีอำนาจ หรือทำลายบรรยากาศของความร่วมมือ

สามปีผ่านไป เมืองถูกจัดอันดับอยู่ในลำดับท้าย ๆ ด้านการเข้าถึงบริการดิจิทัล ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากโครงการที่ตั้งใจไว้ และความเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐก็ลดลงอย่างน่าตกใจ

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ แต่มันคือผลพวงของการดำเนินการที่ละเลยความจริง ปล่อยให้คำหวาน คำชื่นชม หรือการกลบเกลื่อนปัญหา กลายเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ

หากโครงการเดียวกันนี้เริ่มต้นด้วยการสำรวจข้อมูลจริง พูดคุยกับชุมชน วิเคราะห์ข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา อาจไม่ได้เริ่มอย่างน่าตื่นตาตื่นใจเท่าเดิม แต่มีโอกาสสูงกว่ามากที่ปลายทางจะเกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง เป็นประโยชน์ และต่อเนื่องได้

การยืนอยู่บนความจริงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันมักมาพร้อมกับความเจ็บปวด เมื่อต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ไม่สวยงาม และอาจต้องเปลี่ยนแผนหลายครั้ง แต่มันคือรากฐานเดียวที่สามารถประกันได้ว่าความสำเร็จนั้นจะไม่ใช่เพียงแค่ภาพลวงตา