พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง ทานที่ถวายเป็นสังฆทานนี้มีผลมาก พี่นั้น(หาก)ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ไม่ประมาท ถวายสังฆทานบ่อยๆ

ทัททัลลวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๖. ทัททัลลวิมาน

ว่าด้วยวิมานอันรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวายสังฆทาน

             (ภัทราเทพธิดาผู้พี่สาวถามสุภัทราเทพธิดาซึ่งเป็นน้องสาวว่า)

             [๖๑๙] เธอรุ่งเรืองด้วยรัศมี มีเกียรติยศบริวารยศ มีรัศมีรุ่งโรจน์เหนือเทพชั้นชาวดาวดึงส์ทั้งปวง

             [๖๒๐] ฉันไม่เคยเห็นเธอ นี้เป็นการเห็นครั้งแรก เธอมาจากเทวโลกชั้นไหนจึงมาเรียกชื่อของฉันได้ถูก

             (สุภัทราเทพธิดาตอบว่า)

             [๖๒๑] พี่ภัทรา ดิฉันชื่อสุภัทรา เมื่อชาติก่อนครั้งเป็นมนุษย์ได้เป็นน้องสาวของพี่ และยังเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกันกับพี่

             [๖๒๒] ดิฉันละร่างจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว มาเกิดร่วมกับเหล่าเทพชั้นนิมมานรดี

             (ภัทราเทพธิดาถามต่อไปอีกว่า)

             [๖๒๓] น้องสุภัทรา ขอเธอได้บอกถึงการเกิดของตน ในหมู่เทพชั้นนิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ที่สัตว์ผู้กระทำความดีไว้มากแล้วมาเกิด

             [๖๒๔] เธอถูกสอนมาอย่างไรด้วยเรื่องอะไร หรือว่าใครสั่งสอน เธอมีบริวารยศได้ด้วยทานและวัตรอันดีงามเช่นไร

             [๖๒๕] เธอได้รับเกียรติยศเช่นนี้ ได้รับสุขไพบูลย์วิเศษเช่นนี้ น้องเทพธิดา พี่ถามแล้ว ขอเธอจงบอก นี้เป็นผลของกรรมอันใด

             (สุภัทราเทพธิดาตอบว่า)

             [๖๒๖] ชาติก่อนดิฉันเลื่อมใส ได้ถวายอาหารบิณฑบาต ๘ ที่ เป็นสังฆทานแด่พระสงฆ์ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลด้วยมือทั้งสองของตน

             [๖๒๗-๖๒๘] เพราะบุญนั้นผิวพรรณดิฉันจึงงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

             (ภัทราเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า)

             [๖๒๙] พี่เลื่อมใสได้ถวายข้าวน้ำด้วยมือของตน เลี้ยงดูภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์ ประพฤติพรหมจรรย์สม่ำเสมอ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าของเธอให้อิ่มหนำ

             [๖๓๐] พี่ถวายทานมากกว่าเธอ แต่กลับอุบัติในหมู่เทพชั้นต่ำกว่า ส่วนน้องถวายทานน้อยกว่า แต่ทำไมจึงได้รับสุขไพบูลย์วิเศษเล่า เทพธิดา พี่ถามแล้ว ขอเธอจงบอก นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า

             (สุภัทราเทพธิดาตอบว่า)

             [๖๓๑] ชาติก่อนดิฉันได้พบภิกษุรูปหนึ่ง น่าเจริญใจ จึงได้นิมนต์ภิกษุรูปนั้น คือพระเรวตะ เป็นรูปที่ ๘ ให้ฉันภัตตาหาร

             [๖๓๒] พระเรวตเถระนั้นมุ่งจะอนุเคราะห์ให้เกิดประโยชน์แก่ดิฉัน จึงบอกดิฉันให้ถวายสงฆ์ ดิฉันได้ทำตามคำแนะนำของท่าน

             [๖๓๓] ทักษิณาของดิฉันนั้นถวายเป็นสังฆทาน มีผลประมาณมิได้ ส่วนทานของพี่ที่ถวายเป็นรายบุคคลนั้นมีผลไม่มาก

             (ภัทราเทพธิดาเมื่อจะรับรองความข้อนั้นจึงกล่าวว่า)

             [๖๓๔] พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง ทานที่ถวายเป็นสังฆทานนี้มีผลมาก พี่นั้น(หาก)ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ไม่ประมาท ถวายสังฆทานบ่อยๆ

             (เมื่อสนทนากันแล้ว สุภัทราเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพยวิมานของตนบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ท้าวสักกเทวราชได้สดับการสนทนานั้น เมื่อสุภัทราเทพธิดากลับไปแล้วจึงตรัสถามภัทราเทพธิดาว่า)

             [๖๓๕] ภัทรา เทพธิดาผู้มาสนทนาอยู่กับเธอนั้นเป็นใคร ช่างมีรัศมีรุ่งโรจน์เหนือเหล่าเทพชั้นชาวดาวดึงส์ทั้งหมด

             (ภัทราเทพธิดาเมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานที่น้องสาวถวายว่ามีผลมากจึงทูลว่า)

             [๖๓๖] ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดานั้น เมื่อชาติก่อน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในภพมนุษย์ ได้เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน และยังเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกันด้วย เธอทำบุญถวายสังฆทานแล้วจึงรุ่งเรือง

             (ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทานว่ามีผลมากจึงตรัสว่า)

             [๖๓๗] ภัทรา น้องสาวของเธอรุ่งเรืองกว่าเธอ เพราะเหตุที่นางได้ถวายสังฆทาน ซึ่งมีผลประมาณมิได้ไว้ในชาติก่อน

             (ภัทราเทพธิดาได้ตอบท้าวสักกะว่า)

             [๖๓๘] อันที่จริง ดิฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งการแจกจ่ายทานว่า ทานที่ให้ในเนื้อนาบุญใดจึงมีผลมาก

             [๖๓๙] มนุษย์ทั้งหลายผู้หวังบุญให้ทานอยู่ ทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ให้ทานในเนื้อนาบุญใด จึงมีผลมาก

             [๖๔๐] พระพุทธเจ้าผู้ทรงทราบว่า สัตว์ทั้งหลายมีผลกรรมเป็นของของตน ได้ทรงอธิบายให้ดิฉันฟังอย่างชัดเจน ถึงผลแห่งการแจกจ่ายทานในเนื้อนาบุญ ที่บุคคลให้แล้วจะได้รับผลมากนั้นว่า

             [๖๔๑] พระอริยบุคคลผู้บรรลุอริยมรรค ๔ และผู้ดำรงอยู่ในอริยผล ๔ นี้คือพระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตรง ดำรงมั่นอยู่ในศีล สมาธิ และปัญญา

             [๖๔๒] มนุษย์ทั้งหลายผู้หวังบุญให้ทานอยู่ ทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด จึงถวายทานแก่สงฆ์ซึ่งมีผลมาก

             [๖๔๓] ด้วยว่า พระสงฆ์นี้มีคุณยิ่งใหญ่ ไพบูลย์ หาประมาณมิได้ ดุจทะเลเปี่ยมด้วยน้ำ พระอริยบุคคลเหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นผู้ให้แสงสว่างคือปัญญาแก่ชาวโลก ย่อมยกธรรมกถาขึ้นแสดง

             [๖๔๔] ทานที่บุคคลถวายเจาะจงสงฆ์นั้น ชื่อว่าเป็นทานที่ถวายดีแล้ว บูชาสักการะอย่างดีแล้ว ทักษิณาที่ถวายสงฆ์นั้นมีผลมาก ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงรู้แจ้งโลกก็ทรงสรรเสริญแล้ว

             [๖๔๕] เหล่าชนมาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้เกิดปีติโสมนัส กำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้งมูลเหตุได้ ท่องเที่ยวไปในโลก ไม่ถูกบัณฑิตติเตียน จึงเข้าถึงแดนสวรรค์ได้

ทัททัลลวิมานที่ ๖ จบ

------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓

๖. ทัททัลลวิมาน

               อรรถกถาทัททัลลวิมาน               

               ทัททัลลวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี.
               ก็สมัยนั้น กุฎุมพีคนหนึ่งเป็นอุปัฏฐากของท่านพระเรวตเถระ จากนาลกคาม ได้มีธิดาสองคน คนหนึ่งชื่อภัททา อีกคนหนึ่งชื่อสุภัททา.
               ในธิดาสองคนนั้น นางภัททาไปสู่ตระกูลสามี นางมีศรัทธาเลื่อมใสฉลาด และเป็นหมัน. นางภัททาพูดกะสามีว่าฉันมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ชื่อสุภัททา พี่ไปนำเขามาเถิด หากน้องสุภัททานั้นพึงมีบุตร บุตรนั้นก็จะเป็นบุตรของฉันด้วย และวงศ์ตระกูลนี้ก็จะไม่สูญ.
               สามีรับคำได้ทำตามที่ภรรยาบอก.
               จึงนางภัททาได้สอนนางสุภัททาว่า น้องสุภัททา น้องต้องยินดีในการแจกทาน ไม่ประมาทในการประพฤติธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ประโยชน์ในปัจจุบันและสัมปรายภพ ก็จะอยู่ในเงื้อมมือของน้องแน่นอน. นางสุภัททาตั้งอยู่ในโอวาทของพี่สาว ปฏิบัติตามที่พี่สาวสอน วันหนึ่ง นางนิมนต์ท่านพระเรวตเถระ เป็นรูปที่ ๘ พระเถระหวังให้นางสุภัททา สร้างสมบุญจึงพาภิกษุ ๗ รูป โดยเป็นองค์สงฆ์ ไปเรือนของนาง. นางสุภัททามีจิตเลื่อมใส อังคาสท่านพระเรวตเถระและภิกษุเหล่านั้นด้วยของเคี้ยว ของบริโภคด้วยน้ำมือของตนเอง. พระเถระทำอนุโมทนาแล้วกลับ ครั้นต่อมา นางสุภัททาถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นสหายกับเทวดาชั้นนิมมานรดี. ส่วนนางภัททาได้ให้ทานในบุคคลทั้งหลาย แล้วก็ไปเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกะจอมเทพ.
               ครั้งนั้น นางสุภัททาพิจารณาถึงสมบัติของตนครุ่นคิดอยู่ว่า เรามาเกิดในสวรรค์นี้ด้วยบุญอะไรหนอ จึงเห็นว่าเราตั้งอยู่ในโอวาทของพี่ภัททา จึงประสบสมบัตินี้ด้วยทักษิณาที่มุ่งไปในสงฆ์ พี่ภัททาไปเกิดที่ไหนหนอ ได้เห็นนางภัททานั้นไปเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกะ จึงหวังจะอนุเคราะห์ ได้เข้าไปยังวิมานของนางภัททาเทพธิดา.
               นางภัททาเทพธิดา จึงถามนางสุภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
               ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรืองยศ ย่อมรุ่งโรจน์เกินทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่าน เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้ เป็นครั้งแรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงได้เรียกข้าพเจ้าโดยชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า.
               นางสุภัททาเทพธิดาจึงบอกแก่นางภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
               พี่ภัททา น้องชื่อสุภัททา ในภพครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ น้องได้เป็นน้องสาวของพี่ทั้งได้เป็นภรรยา ร่วมสามีกันกับพี่ด้วย น้องตายจากมนุษยโลกนั้นมาแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพธิดา ร่วมกับเทวดาชั้นนิมมานรดี.
               เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะรับรองความข้อนั้น และประสงค์จะปฏิบัติอย่างนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้น จึงกล่าวคาถาว่า
               พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานมีผลมาก หากพี่ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ จักเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่ ถวายสังฆทานและไม่ประมาทเป็นนิจ.
               ส่วนนางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่เทวโลกของตน.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทอดพระเนตรเห็นนางสุภัททาเทพธิดารุ่งเรืองครอบงำทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมีแห่งสรีระ และได้สดับการสนทนาของเทพธิดาทั้งสอง เมื่อนางสุภัททาเทพธิดาหายไปในทันใดนั้นเอง เมื่อไม่รู้จักชื่อ จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า
               ดูก่อนนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใครมาสนทนาอยู่กับเธอ มีรัศมีรุ่งโรจน์กว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด.
               นางภัททาเทพธิดาจึงทูลแด่ท้าวสักกะว่า
               ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดาผู้นั้น เมื่อชาติก่อนเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน และยังเคยร่วมสามีเดียวกันกับหม่อมฉันด้วย เธอทำบุญถวายสังฆทานจึงรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ เพคะ.
               จึงท้าวสักกะเมื่อจะสรรเสริญความที่สังฆทานมีผลมากจึงตรัสว่า
               ดูก่อนนางภัททา น้องสาวของเธอรุ่งเรืองกว่าเธอ ก็เพราะในชาติก่อนได้ถวายสังฆทานซึ่งมีผลไม่มีที่เปรียบได้ ความจริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรมที่ให้แล้วในเขตที่มีผลมากของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญให้ทานอยู่ หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายในบุคคลประเภทใด จึงจะมีผลมาก.
               พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่างแจ่มแจ้ง ถึงผลแห่งการถวายทานในเขตที่มีผลมากกว่าท่านผู้ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติตรง ตั้งมั่นอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก.
               พระสงฆ์แลเป็นผู้มีคุณยิ่งใหญ่ไพบูลย์ ไม่มีที่เปรียบได้ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ได้. ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่นรชน เป็นผู้ทำแสงสว่างได้แก่นำแสงสว่างคือพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วมาชี้แจง เขาเหล่าใดถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณาของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เช่นสรวงดีแล้ว บูชาชอบแล้ว เพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก ระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ กำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมด้วยรากเหง้า ไม่มีใครติเตียนได้ ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงฐานะอันเป็นสวรรค์.
               ก็ท้าวสักกะจอมเทพทรงบอกความเป็นไปทั้งหมดนี้ แก่ท่านมหาโมคคัลลานะด้วย ดังนี้.
               ท่านมหาโมคคัลลานะจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำข้อนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องราวแล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมพร้อมเพรียงกัน. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนด้วยประการฉะนี้.


               จบอรรถกถาทัททัลลวิมาน               
               -----------------------------------------------------