เมื่อประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ ความกังวลเรื่องอาการหลงๆ ลืมๆ ตั้งแต่ลืมชื่อคนรู้จัก ไปจนถึงลืมกุญแจรถ ก็ดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น แต่เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่า นี่เป็นแค่อาการขี้ลืมตามประสาคนแก่ หรือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมกันแน่? รายงานฉบับใหม่ที่รวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านสมองเสื่อมและผู้สูงวัย ได้ไขข้อข้องใจถึงความแตกต่างที่สำคัญนี้ พร้อมเน้นย้ำว่าคนไทยจะสังเกตสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่ควรพาตัวเองหรือคนที่คุณรักไปปรึกษาแพทย์
อาการหลงลืมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ลืมว่าเดินเข้ามาในห้องนี้ทำไม หรือเผลอวางมือถือไว้ที่ไหนสักแห่ง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะเวลาที่เครียดหรือมีเรื่องให้คิดเยอะ นักจิตวิทยาซึ่งควบตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน University of New South Wales Ageing Futures Institute อธิบายว่า อาการที่นานๆ เกิดขึ้นที เช่น นึกคำพูดไม่ออก หรือหาของไม่เจอแค่ชั่วครู่ ถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนสูงวัย แม้ว่าการที่สมองคิดช้าลงอาจทำให้คนที่เคยเก่งกาจหรือประสบความสำเร็จสูงรู้สึกหงุดหงิด แต่มันมักจะสะท้อนถึงความเสื่อมถอยตามวัยปกติมากกว่าจะเป็นอาการป่วย ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจาก Monash University ชี้ว่า “ความเร็วในการประมวลผลข้อมูล” ที่ลดลงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วเมื่ออายุมากขึ้น เธอกล่าวเสริมว่า ความรู้สึกหงุดหงิดมักพบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เคยชินกับการทำงานหลายอย่างพร้อมกันในอดีต
อย่างไรก็ตาม อายุรแพทย์และนักวิจัยด้านสมองเสื่อม ซึ่งสังกัด Dementia Australia เตือนว่า หากอาการหลงลืมเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือดูรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่น่ากังวลกว่านั้น การวางกุญแจผิดที่นานๆ ครั้งไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถึงขั้นเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้เป็นประจำ หรือลืมปิดเตาแก๊สบ่อยๆ นั่นอาจบ่งบอกถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกกว่า ในทำนองเดียวกัน การลืมชื่อหลานๆ ซ้ำๆ หรือจำเหตุการณ์สำคัญที่กระทบกระเทือนจิตใจไม่ได้เลย เช่น การเสียชีวิตของเพื่อนสนิทเมื่อไม่นานมานี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์จาก Geriatric Care Australia เน้นย้ำว่า ปัญหาด้านการใช้ภาษาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น พูดติดอ่าง นึกคำไม่ออก หรือพูดจาวกวน สับสน จับใจความไม่ได้ ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียด
การหลงทางเวลาไปในสถานที่ใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การหลงทางซ้ำๆ ในละแวกบ้านที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณคลาสสิกแรกสุดของโรคอัลไซเมอร์ “ภาวะหลงทิศทางในพื้นที่ที่คุ้นเคย” (Topographic or geographic disorientation) ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสมองจาก Monash อธิบายไว้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อการเดินทางไปยังสถานที่ที่เคยไปเป็นประจำกลายเป็นเรื่องยากลำบาก
การลืมข้อมูลสำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า หากคนในครอบครัวลืมเหตุการณ์สะเทือนใจที่เพิ่งผ่านไป หรือจำรายละเอียดสำคัญของเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เพิ่งคุยกันไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน เรื่องนี้ควรทำให้ต้องเอะใจทันที เช่นเดียวกับการเล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งในการสนทนาเพียงครั้งเดียว ก็อาจบ่งชี้ถึงภาวะการรู้คิดที่กำลังถดถอยลง
ในทางตรงกันข้าม อาการสมาธิหลุดลอยทั่วๆ ไป อย่างการเดินเข้าห้องแล้วลืมว่ามาทำไม มักเกิดจากมีสิ่งรบกวนสมาธิ ความเหนื่อยล้า หรือแม้กระทั่งเป็นลักษณะของโรคสมาธิสั้นที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ในทำนองเดียวกัน อาการ “สมองล้า” (brain fog) หลังจากติดเชื้อโควิด-19 ผลข้างเคียงของยาบางชนิด (เช่น ยานอนหลับหรือยาเคมีบำบัด) และความเครียดเรื้อรัง ก็อาจทำให้เกิดอาการหลงลืมชั่วคราวได้ โดยไม่ได้บ่งชี้ถึงโรคทางระบบประสาทเสื่อมแต่อย่างใด
คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ อาจสงสัยเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง หรือกังวลว่าการเป็นคนขี้ลืมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ ความเห็นพ้องต้องกันของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติคือ การเป็นคนขี้ลืมโดยธรรมชาติไม่ได้แปลว่าจะเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมมากขึ้นเสมอไป แม้ว่ามันอาจทำให้การสังเกตเห็นสัญญาณเตือนในระยะเริ่มต้นทำได้ยากขึ้นก็ตาม ผู้ที่มีความสามารถทางปัญญาสูง หรือมี “cognitive reserve” มาก เช่น อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อาจสามารถปิดบังอาการเสื่อมถอยในระยะแรกเริ่มได้นานกว่าคนทั่วไป เนื่องจากพวกเขายังคงทำแบบทดสอบความสามารถทางปัญญามาตรฐานได้คะแนนดี แม้ว่าตนเองจะรู้สึกว่าความสามารถลดลงไปแล้วก็ตาม
สถิติล่าสุดยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความตระหนักรู้ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยสมองเสื่อมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่า 1.1 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2573 (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อครอบครัวและสังคม หากการวินิจฉัยล่าช้าในครัวเรือนไทย ซึ่งการอยู่ร่วมกันหลายรุ่นเป็นเรื่องปกติ และผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญในการดูแลหลานและสืบทอดประเพณีทางพุทธศาสนา
แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง เพราะไม่ใช่ทุกกรณีของภาวะการรู้คิดถดถอยในระยะเริ่มต้น (ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย” หรือ Mild Cognitive Impairment - MCI) จะดำเนินต่อไปจนกลายเป็นภาวะสมองเสื่อมเต็มขั้น จากข้อมูลของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์จาก Geriatric Care Australia พบว่ามีเพียงประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ที่มีอาการเริ่มต้นเท่านั้นที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมเต็มตัวในที่สุด สิ่งสำคัญคือ การได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การกินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการฝึกสมองอยู่เสมอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงและชะลอความรุนแรงของโรคได้ ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดที่ดำเนินการในเอเชีย (Lancet Commission, 2020)
บุคลากรทางการแพทย์ของไทย รวมถึงอายุรแพทย์ผู้สูงอายุในโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งในกรุงเทพฯ แนะนำเสมอว่า บุคคลและครอบครัวควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ หากสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติในการคิด ความจำ หรืออารมณ์ ข้อมูลจากเพื่อน คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน มักมีค่าอย่างยิ่งในการช่วยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เจ้าตัวเองอาจมองข้ามไป
แนวโน้มล่าสุดในสังคมไทยแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ: อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โครงการให้ความรู้ด้านสุขภาพในวัด และแคมเปญรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องสมองเสื่อมทางออนไลน์ กำลังทำงานร่วมกันเพื่อลดช่องว่างทางความรู้และลดอคติที่เกี่ยวข้องกับการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำว่า ยังต้องการทรัพยากรเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอายุรแพทย์ผู้สูงอายุที่เชี่ยวชาญและการตรวจคัดกรองความสามารถทางปัญญาที่เป็นมาตรฐานได้มากขึ้น
ในเชิงวัฒนธรรม สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับว่าความเชื่อดั้งเดิมบางอย่างในสังคมไทยอาจมองว่าปัญหาความจำเป็นเรื่องธรรมดาของคนแก่ เป็นเรื่องของเวรกรรม หรือแม้แต่เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ทำให้ครอบครัวลังเลที่จะพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขเรียกร้องให้มีการพูดคุยกันในครอบครัวด้วยความเข้าอกเข้าใจ และแนะนำให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของ อสม. ในพื้นที่ ตลอดจนปรึกษาคลินิกความจำในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เมื่อมองไปข้างหน้า ประเทศไทยไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย: คนหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นย้ายเข้าเมืองเพื่อหางานทำ ทำให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุตกอยู่กับหน่วยครอบครัวที่เล็กลง หรือต้องพึ่งพาผู้ดูแลที่จ้างมามากขึ้น สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการฝึกอบรมผู้ดูแลให้มีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นเชิงนโยบายสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณาอยู่ (Thai PBS World)
สำหรับครอบครัวชาวไทย คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงที่สุดคือ หมั่นสังเกต เปิดใจพูดคุยกันหากพบการเปลี่ยนแปลงเรื่องความจำ และรีบขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การใส่ใจกับสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น การลืมเหตุการณ์สำคัญทางอารมณ์ ปัญหาด้านภาษาหรือการหลงทางที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และการพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ในวงสนทนา เป็นกุญแจสำคัญ การเข้ารับการประเมินเบื้องต้นโดยแพทย์ประจำครอบครัวหรืออายุรแพทย์ แทนที่จะวินิจฉัยเอาเองหรือผัดวันประกันพรุ่งเพราะกลัว “เสียหน้า” สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล การปรับใช้นิสัยที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารไทยที่สมดุล การออกกำลังกายเป็นประจำ (เช่น การเดินเล่นในบริเวณวัดทุกวัน) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ก็มีส่วนช่วยในการป้องกันได้เช่นกัน
โดยสรุปแล้ว การแยกแยะระหว่างอาการขี้ลืมตามวัยปกติกับภาวะสมองเสื่อมในระยะเริ่มต้นนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ก็มีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น หากไม่แน่ใจ การตัดสินใจเชิงรุกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานค่านิยมของคนไทยในเรื่องการดูแลครอบครัวและความเคารพผู้สูงอายุ จะช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ได้ทั้งสำหรับตัวผู้ป่วยและคนในครอบครัว
แหล่งข้อมูล: The Guardian: “Signs of dementia or normal forgetfulness? How to tell the difference”, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย, Lancet Commission on Dementia Prevention, Intervention, and Care, Thai PBS World