งานวิจัยระดับโลกชิ้นใหม่จุดประกายความกังวลเกี่ยวกับสาร “พทาเลท” (phthalates) ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบได้ดาษดื่นในพลาสติกที่เราใช้กันทุกวัน โดยชี้ว่าสารเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจนับแสนรายทั่วโลก ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร eBioMedicine โดยทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์กรอสแมน มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ประเมินว่าเฉพาะในปี 2018 การสัมผัสสารพทาเลทอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจถึง 350,000 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่วัย 55-64 ปี ตัวเลขนี้คิดเป็นราว 13% ของการตายด้วยโรคหัวใจในกลุ่มวัยดังกล่าว ตอกย้ำถึงภัยคุกคามต่อสุขภาพที่อาจแฝงอยู่ในสารเคมีที่ใช้กันทั่วไปในบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ของเล่น และของใช้ในบ้าน [NYTimes]
สำหรับคนไทย งานวิจัยชิ้นนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน การบริโภคอาหารแปรรูปและสินค้าในบรรจุภัณฑ์พลาสติกก็กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ผลการศึกษาครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความกังวลเดิมเกี่ยวกับปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมและโรคไม่ติดต่อ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศ
สารพทาเลท หรือที่เรียกกันว่า “สารเสริมสภาพพลาสติก” (plasticizers) ถูกเติมลงในพลาสติกเพื่อทำให้นิ่มและทนทานขึ้น พบได้ทั่วไปในผลิตภัณฑ์มากมาย ตั้งแต่แชมพู โลชั่น ไปจนถึงกล่องใส่อาหาร เสื่อน้ำมัน และของเล่นเด็ก เราต่างสัมผัสสารเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ทั้งจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน การดูดซึมผ่านผิวหนัง หรือแม้แต่การหายใจเอาฝุ่นที่มีสารเหล่านี้เข้าไป งานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ระบุว่าพทาเลทเป็น “สารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ” (endocrine disruptors) ซึ่งหมายถึงสารที่เข้าไปปั่นป่วนสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพด้านระบบสืบพันธุ์ ภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ ความพิการแต่กำเนิด โรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่ 2 [U.S. CDC; WHO]
งานวิจัยใหม่นี้เจาะจงไปที่สารพทาเลทชนิด DEHP ซึ่งเป็นหนึ่งในสารประกอบที่พบได้บ่อยที่สุดในผลิตภัณฑ์ไวนิล เช่น ม่านห้องน้ำ ผ้าปูโต๊ะพลาสติก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทีมวิจัยใช้ข้อมูลการสัมผัสสารและข้อมูลโรคที่มีอยู่มาประเมินผลกระทบของ DEHP ต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจทั่วโลก พวกเขาพบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมประเทศไทย และเป็นพื้นที่ที่มีการใช้พลาสติกและมีปัญหามลพิษจากพลาสติกสูงเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านออกมาเตือนว่า ตัวเลขที่น่าตกใจนี้มาจากการสร้างแบบจำลองทางสถิติที่ซับซ้อน ซึ่งอิงจากข้อมูลเดิมที่บางครั้งอาจไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ “นี่เป็นเพียงก้าวแรกๆ ของความพยายามที่จะเข้าใจขนาดของปัญหา” แพทย์โรคหัวใจและผู้อำนวยการร่วมศูนย์สุขภาพโลกแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ อธิบาย พร้อมเสริมว่า เป็นเรื่องยากที่จะระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดจากพทาเลทได้อย่างแม่นยำ เพราะต้องอาศัยสมมติฐานและการประมาณค่าหลายอย่างในกระบวนการสร้างแบบจำลอง ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ก็ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีหลักฐานชัดเจนว่าพทาเลทสัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ก็ยังไม่มีการพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลโดยตรง ความท้าทายสำคัญคือการแยกแยะผลกระทบจากการสัมผัสพทาเลทออกจากปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น สถานะทางเศรษฐกิจสังคม พฤติกรรมการกิน และวิถีชีวิต ซึ่งล้วนมีอิทธิพลอย่างมากต่ออัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของไทย แม้จะไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อในรายงานโดยตรง แต่ก็เคยให้ความเห็นในเวทีสาธารณสุขหลายครั้งว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้น ดังที่เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งได้กล่าวไว้เมื่อต้นปีนี้ว่า การพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปและอาหารบรรจุหีบห่อกันมาก ซึ่งยิ่งถูกกระตุ้นจากการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสัมผัสสารพทาเลทได้
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่นิยมซื้ออาหารสดในตลาดซึ่งมักห่อด้วยใบตอง เปลี่ยนมาสู่ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความสะดวกสบาย บรรจุในพลาสติก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจในทุกช่วงวัย ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งในกรุงเทพฯ ต่างก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่นำเข้ามา ซึ่งอาจมีสารเคมีที่ไม่รู้จัก หรือมีการควบคุมที่ไม่รัดกุมเพียงพอ
งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ให้เห็นว่า กลไกหนึ่งที่พทาเลทอาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจ คือการเพิ่มภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) และการอักเสบในร่างกาย ความเครียดระดับเซลล์นี้อาจมีบทบาทสำคัญในการก่อโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) และโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัย ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์และสุขภาพประชากรแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เน้นย้ำว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสุขภาพในระดับประชากรได้ เนื่องจากการสัมผัสสารพทาเลทเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป
แม้ว่างานวิจัยจะพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ การศึกษาชิ้นนี้อาศัยข้อมูลและการประเมินความเสี่ยงจากประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจไม่สามารถนำมาปรับใช้กับประชากรทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากความแตกต่างทั้งในด้านพฤติกรรมการบริโภค การเข้าถึงระบบสาธารณสุข ระดับมลพิษ และพื้นฐานทางพันธุกรรมในแต่ละภูมิภาค ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงกล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้ แม้จะน่ากังวล แต่ก็ควรตีความด้วยความระมัดระวัง
ในเชิงนโยบาย ผู้อำนวยการโครงการอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ให้ความเห็นว่า ไม่ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะเป็นเท่าใด แต่หลักฐานก็กำลังชี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพทาเลทนั้นไม่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่ต่อสุขภาพหัวใจ แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ด้วย เธอสนับสนุนให้มีการลดใช้พทาเลทในสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับเสียงเรียกร้องจากนักรณรงค์ด้านสาธารณสุขทั้งในไทยและต่างประเทศ
สำหรับก้าวต่อไป ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่า ควรมีการศึกษาระยะยาวขนาดใหญ่ที่ติดตามการสัมผัสสารพทาเลทและผลลัพธ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มประชากรที่หลากหลายมากขึ้น “กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประชากรได้ดีกว่า ซึ่งมีการวัดระดับการสัมผัสและติดตามผู้เข้าร่วมเมื่อเวลาผ่านไป จะช่วยให้เข้าใจความเชื่อมโยงนี้ได้กระจ่างขึ้น” นักระบาดวิทยาคนหนึ่งให้ความเห็นเกี่ยวกับการวิจัยนี้ ในทางปฏิบัติสำหรับประเทศไทย นั่นหมายถึงการศึกษาที่เป็นอิสระโดยสุ่มตัวอย่างประชากรทั้งในเขตเมืองและชนบท เพื่อสะท้อนความหลากหลายในการใช้พลาสติก สถานะทางเศรษฐกิจสังคม และผลลัพธ์ทางสุขภาพของประเทศ
หน่วยงานกำกับดูแลของไทยได้เริ่มหันมาให้ความสนใจประเด็นนี้แล้ว แม้ความคืบหน้าอาจจะยังค่อยเป็นค่อยไป สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกแนวปฏิบัติที่จำกัดการใช้พทาเลทบางชนิดในของเล่นและบรรจุภัณฑ์อาหาร และกรมควบคุมมลพิษก็ได้ส่งเสริมให้ท้องถิ่นต่างๆ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โครงการรณรงค์ต่างๆ เช่น “งดรับถุงพลาสติก” ที่ร้านสะดวกซื้อ แม้จะสร้างความตระหนักรู้ แต่ก็เป็นเพียงก้าวแรกๆ ในการควบคุมการสัมผัสสารเคมีในวงกว้าง
ในทางวัฒนธรรม คนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงสืบทอดภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนในการหลีกเลี่ยงพลาสติกในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ตะกร้าสาน ปิ่นโต หรือการห่ออาหารด้วยใบตอง ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการสัมผัสสารเคมีไปในตัว ในขณะที่กระแสบริโภคนิยมสมัยใหม่ยังคงถาโถม การผสมผสานระหว่างนวัตกรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมอาจเป็นทางออกสำหรับครอบครัวไทยที่ต้องการลดการสัมผัสพลาสติกและสารเคมีให้น้อยที่สุด
ในอนาคต จำเป็นต้องมีการสื่อสารด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง การติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่โปร่งใสกว่าเดิม และความร่วมมือด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่องกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงให้ถ่องแท้ และนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยี เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และวิธีการถนอมอาหารแบบใหม่ๆ ก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดการสัมผัสสารพทาเลทในระดับมหภาคได้
สำหรับตอนนี้ คนไทยทุกคนสามารถลงมือทำสิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องตนเองและครอบครัวได้ เช่น ลดการใช้ภาชนะพลาสติกกับอาหารร้อน เลือกซื้ออาหารสดที่ห่อด้วยวัสดุธรรมชาติเมื่อทำได้ หมั่นระบายอากาศในบ้านเพื่อลดการสะสมของฝุ่น และติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารเคมีอยู่เสมอ ผู้ปกครองอาจเลือกของเล่นที่ทำจากไม้หรือวัสดุธรรมชาติให้ลูก และจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลที่ไม่ทราบส่วนประกอบทางเคมีที่ชัดเจน ท้ายที่สุด ในฐานะพลเมือง เราสามารถร่วมกันสนับสนุนให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น การติดฉลากที่ชัดเจน และการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมีในชีวิตประจำวัน
เป็นที่แน่ชัดว่ายังคงต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่แท้จริงของพทาเลทต่อสุขภาพหัวใจ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลักฐานต่างๆ กำลังเพิ่มมากขึ้น การใช้แนวทางป้องกันไว้ก่อน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของทั้งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และภูมิปัญญาไทย น่าจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับอนาคตของเรา
แหล่งข้อมูล: The New York Times, US CDC - Phthalates Factsheet, World Health Organization - Endocrine Disruptors