งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดได้จุดประกายความหวังในการป้องกันโรคสมองเสื่อม โดยเผยให้เห็นว่าการออกกำลังกายบางรูปแบบสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะที่บั่นทอนสุขภาพนี้ได้มากถึง 20% ผลการศึกษาล่าสุดที่ GetSurrey เน้นย้ำว่า การเดินเร็วและการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถของสมองให้ยังเฉียบคมแม้วัยจะสูงขึ้น
การค้นพบนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและมีอัตราผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพและทุกคนเข้าถึงได้ โรคสมองเสื่อมถือเป็นวิกฤตทั้งในระดับบุคคลและระบบสาธารณสุข ปัจจุบันคาดว่ามีผู้ป่วยราว 800,000 คนในประเทศไทย และตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในทศวรรษหน้า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น (องค์การอนามัยโลก, 2023) ภาระการดูแลผู้ป่วยมักตกอยู่กับสมาชิกในครอบครัว ดังนั้น มาตรการป้องกันที่มีประสิทธิผลจึงส่งผลดีอย่างมากต่อทั้งชุมชนและระบบสาธารณสุขโดยรวม
รายงานชิ้นนี้ระบุว่า การศึกษาพบว่าการออกกำลังกายสองรูปแบบเป็นประจำ คือ การเดินเร็ว และการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนัก หรือการใช้ยางยืดออกกำลังกาย ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมลงได้อย่างมีนัยสำคัญถึง 20% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกายทั้งสองประเภทนี้เลย ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับข้อมูลจากทั่วโลกที่มีอยู่เดิมซึ่งชี้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพสมอง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของการผสมผสานการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเข้ากับการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
งานวิจัยนี้สอดคล้องกับหลักฐานจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการศึกษาในระดับนานาชาติหลายชิ้น ตัวอย่างเช่น การศึกษาของ BMJ ในปี 2022 พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำที่สุดในการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ในขณะเดียวกัน การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurology ชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายสามารถชะลอการเริ่มมีอาการของโรคสมองเสื่อมและชะลอความเสื่อมถอยด้านสติปัญญาในผู้สูงอายุได้ งานวิจัยล่าสุดนี้ยังระบุผลกระทบเป็นตัวเลขที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้มีคำแนะนำที่จับต้องได้สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงของตนเอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชั้นนำจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งหนึ่งในไทย กล่าวว่า “ผลการวิจัยเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับประเทศไทย ซึ่งอัตราการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ การผสมผสานการเดินเร็วและการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านง่ายๆ เข้าด้วยกัน อาจเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าและเข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทยเพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้” ทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็ระบุว่า การเดินเร็วเพียงวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่สามารถทำได้ และอุปกรณ์ที่ไม่แพงอย่างยางยืดออกกำลังกาย ก็หาได้ง่ายขึ้นตามศูนย์สุขภาพชุมชนต่างๆ
วัฒนธรรมไทยส่งเสริมการเดินอยู่แล้ว เห็นได้จากความนิยมในการเดินเล่นพักผ่อนช่วงเช้าและเย็นตามสวนสาธารณะหรือบริเวณวัด แต่การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างจริงจังยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก อาจจะพบมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ นักวิชาการจากกรมอนามัยสนับสนุนให้มีการนำกิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไปปรับใช้ในโปรแกรมออกกำลังกายชุมชนสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การออกกำลังกายบนเก้าอี้เป็นกลุ่ม หรือการทำท่าลุกนั่ง (สควอท) โดยใช้น้ำหนักตัว ซึ่งปรับให้เข้ากับความสามารถในการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันของแต่ละคนได้ง่าย
ความเร่งด่วนของปัญหานี้สะท้อนให้เห็นจากสถิติ: ดัชนีผู้สูงอายุของไทยอยู่ที่ระดับ 63 ในปี 2563 ซึ่งหมายความว่า มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 63 คน ต่อประชากรเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทุกๆ 100 คน และคาดว่าภายในปี 2583 สัดส่วนคนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป จะสูงเกือบถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2022) ด้วยเหตุนี้ การป้องกันจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะคาดการณ์กันว่าโรคสมองเสื่อมจะกลายเป็นหนึ่งในภาระด้านสุขภาพที่สร้างค่าใช้จ่ายมหาศาลให้กับประเทศ
ในอนาคต การส่งเสริมให้การออกกำลังกายกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้น อาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมลงได้อีก ปัจจุบัน ภาครัฐกำลังเดินหน้าปรับปรุงสวนสาธารณะ ลู่วิ่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการออกกำลังกายและเป็นมิตรกับผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและชนบท (ข่าวประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร, 2024) ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า การรณรงค์ในระดับประเทศต่อไปจะมุ่งให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการผสมผสานกิจกรรมแอโรบิกและการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงดีต่อสุขภาพโดยรวม แต่ยังช่วยปกป้องสมรรถภาพทางสมองโดยตรงอีกด้วย
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการคำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้จริง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ: พยายามเดินเร็วให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ในเกือบทุกวันของสัปดาห์ และเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออีกสัปดาห์ละ 2 ครั้ง กิจกรรมเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าสมาชิกฟิตเนสราคาแพง ท่าง่ายๆ อย่างการทำสควอท (ลุกนั่ง) วิดพื้น (ปรับท่าตามความเหมาะสม) หรือการใช้ยางยืดออกกำลังกาย ก็สามารถทำได้เองที่บ้านหรือตามสวนสาธารณะใกล้บ้าน บ่อยครั้งที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือโรงพยาบาลในพื้นที่ มีการจัดกิจกรรมสอนออกกำลังกายแบบกลุ่มฟรีที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุด้วย
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเตรียมรับมือกับ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” การนำกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมาปรับใช้เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ การผสมผสานการเดินเร็วและการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จะช่วยให้คนไทยทุกวัยสามารถก้าวไปสู่อนาคตที่แข็งแรงและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ หากต้องการข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ในชุมชน