มีงานวิจัยชิ้นใหม่เผยว่า ในบรรดาปู่ย่าตายายทั้งสี่คน อาจมีท่านหนึ่งที่ส่งผลต่อชีวิตหลานๆ อย่างเห็นได้ชัด การค้นพบครั้งนี้เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวและการเกื้อหนุนกันระหว่างรุ่นคนในสังคมไทย แม้ว่าอิทธิพลของปู่ย่าตายายจะเป็นเรื่องที่รับรู้กันดีในวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว แต่งานวิจัยนี้ได้เจาะลึกถึงบทบาทเฉพาะของคุณยายท่านหนึ่ง ที่สามารถวัดผลได้และส่งผลต่อความเป็นอยู่และพัฒนาการของเด็กๆ อย่างชัดเจน จุดประเด็นให้เกิดการพูดคุยถึงพลวัตครอบครัวไทยยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป

ความสำคัญของปู่ย่าตายายในสังคมไทยนั้นฝังรากลึก การอยู่อาศัยแบบครอบครัวขยาย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ยังคงเป็นภาพที่คุ้นตา ปู่ย่าตายายมักต้องก้าวเข้ามารับบทบาทผู้ดูแลหลัก เมื่อพ่อแม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงาน เกิดการหย่าร้าง หรือมีภาระหน้าที่อื่นๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ การทำความเข้าใจว่าปู่ย่าตายายท่านใดมีอิทธิพลมากที่สุด อาจช่วยชี้แนวทางให้ครอบครัวและผู้กำหนดนโยบายสามารถสร้างเสริมสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนเด็กๆ ได้ดียิ่งขึ้น

งานวิจัยซึ่งได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ สรุปว่า คุณยาย (แม่ของแม่) คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อสุขภาวะทางจิตใจ อารมณ์ และบางครั้งรวมถึงสุขภาพร่างกายของหลานๆ นักวิจัยให้เหตุผลว่า ปัจจัยสำคัญคือความใกล้ชิดทางกายภาพ ความผูกพันทางอารมณ์ และในเชิงวิวัฒนาการ คือความแน่นอนของสายเลือดทางฝั่งแม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่รู้จักกันในแวดวงมานุษยวิทยาว่า “สมมติฐานคุณยาย” (grandmother hypothesis) [อ้างอิง: BuzzFeed, The Lancet]

ที่ผ่านมา มีการศึกษาเชิงวัฒนธรรมและจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการหลายชิ้นที่พบว่า โดยทั่วไปแล้วคุณยายมักมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูหลานอย่างสม่ำเสมอมากกว่าคุณย่า คุณปู่ หรือคุณตา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2017 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร ‘Evolution and Human Behavior’ ระบุว่า เด็กที่คุณยายดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด มีแนวโน้มอัตราการรอดชีวิตและได้รับโภชนาการที่ดีกว่าในช่วงวัยเด็กตอนต้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้คล้ายกันตั้งแต่ฟินแลนด์ไปจนถึงเอเชียตะวันออก (PubMed) นักจิตวิทยาชี้ว่า พลวัตครอบครัวไทย ซึ่งมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ญาติฝ่ายแม่มักอยู่ร่วมชายคาหรือคอยช่วยเหลือพ่อแม่มือใหม่นั้น สอดคล้องกับรูปแบบเหล่านี้ แม้ว่าสังคมเมืองจะขยายตัวอย่างรวดเร็วก็ตาม

นักการศึกษาและนักจิตวิทยาเด็กชาวไทยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ร่วมให้ความเห็นว่า คุณยายมักเป็นเสมือนเสาหลักทางอารมณ์ของครอบครัว “ในหลายชุมชนชนบท โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ คุณยายไม่ได้แค่ช่วยแบ่งเบาภาระในชีวิตประจำวัน แต่ภูมิปัญญาของท่านยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเรื่องคุณค่าและเป็นกลไกสำคัญในการปรับตัวของครอบครัวด้วย” อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ กล่าว “เวลาที่เด็กๆ ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น พ่อแม่แยกทางกัน บ่อยครั้งที่ยายคือผู้ที่มอบความรู้สึกมั่นคงและทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเป็นอยู่ของเด็กแต่ละคน สำนักงานสถิติแห่งชาติของไทยประมาณการล่าสุดว่า มีเด็กไทยกว่า 2 ล้านคน ที่ปู่ย่าตายายเป็นผู้เลี้ยงดูหลัก เนื่องจากการย้ายถิ่นของประชากรวัยทำงานเข้าสู่เมืองใหญ่ (สสช. ประเทศไทย) แนวโน้ม “ครัวเรือนข้ามรุ่น” นี้ยิ่งขับเน้นความสำคัญของคนรุ่นปู่ย่าตายาย ผลการวิจัยนี้จึงอาจเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับโครงการของรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ต้องการสนับสนุนครอบครัวที่มีปู่ย่าตายายเป็นผู้ดูแลหลัก โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือคุณยาย ซึ่งมักเป็นผู้แบกรับภาระการดูแลส่วนใหญ่

ในเชิงวัฒนธรรม ความเคารพผู้สูงอายุในสังคมไทยสะท้อนผ่านสุภาษิตและประเพณีต่างๆ และแนวคิดเรื่อง “บุญคุณ” ก็เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างรุ่น ถึงกระนั้น นักวิจัยย้ำว่าควรระมัดระวังไม่ให้เป็นการตอกย้ำภาพจำหรือบทบาททางเพศในการดูแล “คุณปู่ คุณตา และคุณย่า ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน” กุมารแพทย์ท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ให้ความเห็น “สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือการที่ผู้ใหญ่ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะมาจากสายเลือดฝั่งไหน” แต่การสนับสนุนที่ตรงจุด โดยคำนึงถึงบทบาทเฉพาะของปู่ย่าตายายแต่ละท่าน อาจช่วยลดความเครียดและส่งผลดีต่อเด็กๆ ที่อยู่ในความดูแลของท่านได้

เมื่อมองไปข้างหน้า ขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ และคนวัยทำงานยังคงย้ายถิ่นฐานเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจ ความสำคัญของการทำความเข้าใจและสนับสนุนผู้ดูแลที่เป็นปู่ย่าตายายจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ผลวิจัยชี้ว่า แม้ปู่ย่าตายายทุกท่านจะช่วยเติมเต็มชีวิตของเด็กๆ ได้ แต่การลงทุนเพื่อสนับสนุนคุณยายเป็นพิเศษ เช่น การดูแลสุขภาพ การช่วยเหลือทางการเงิน และทรัพยากรด้านการศึกษา อาจเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าแก่เด็กรุ่นต่อไปของประเทศไทย

สำหรับพ่อแม่และสมาชิกครอบครัวชาวไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รักษาความสัมพันธ์อันดีกับญาติฝ่ายแม่ สนับสนุนให้ปู่ย่าตายายมีส่วนร่วมในการดูแลหลานๆ ในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมให้เกิดนโยบายในที่ทำงานที่เข้าใจและเอื้อเฟื้อต่อผู้ดูแลที่เป็นปู่ย่าตายาย ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็ควรพิจารณาสนับสนุนงบประมาณสำหรับโครงการในชุมชน ที่ตระหนักถึงภาระงานและความทุ่มเททางใจที่สมาชิกครอบครัวเหล่านี้มอบให้

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว ทั้งหลักฐานทางประเพณีและวิทยาศาสตร์ต่างยืนยันถึงคุณค่าที่ไม่เคยเปลี่ยนของปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คุณยาย” ในการช่วยหล่อหลอมให้เด็กๆ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีความสุข