นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตกำลังกระตุ้นให้สังคมหันมาใส่ใจประเด็นสำคัญด้านสุขภาพสตรีที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ ผลกระทบของการผ่าตัดมดลูกแต่ละประเภทที่มีต่อสุขภาวะทางเพศหลังการผ่าตัด งานวิจัยชิ้นล่าสุดชี้ว่า การตัดสินใจเลือกระหว่างการผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (Radical Hysterectomy) กับการผ่าตัดมดลูกแบบธรรมดา (Simple Hysterectomy) ซึ่งเป็นการรักษาหลักสำหรับมะเร็งมดลูกและมะเร็งปากมดลูกนั้น ไม่เพียงส่งผลต่อการควบคุมโรคเท่านั้น แต่ยังกระทบอย่างลึกซึ้งต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมถึงสุขภาพทางเพศของผู้หญิงทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงไทย
การผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) คือการผ่าตัดนำมดลูกออก ซึ่งช่วยชีวิตผู้หญิงจำนวนมากที่ป่วยเป็นมะเร็งทางนรีเวชหรือมีภาวะร้ายแรงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ดังที่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต ได้ให้ข้อมูลไว้ การเลือกระหว่างการผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคนกับการผ่าตัดแบบธรรมดานั้นส่งผลกระทบที่ไกลกว่าแค่ในห้องผ่าตัด การผ่าตัดแบบถอนรากถอนโคนจะนำมดลูก ส่วนบนของช่องคลอด และเนื้อเยื่อรอบๆ ออกไปด้วย ขณะที่การผ่าตัดแบบธรรมดาจะมีขอบเขตแคบกว่า โดยทั่วไปจะนำเพียงมดลูกและปากมดลูกออก
สำหรับผู้ป่วยชาวไทย ซึ่งมีอัตราการผ่าตัดมดลูกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกตาม บทความทบทวนปี 2023 ในวารสาร International Journal of Gynecology & Obstetrics งานวิจัยนี้จึงจุดประเด็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับสมดุลระหว่างการรอดชีวิตและสุขภาวะ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพทางเพศหลังการผ่าตัด ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมักได้รับผลกระทบจากการบาดเจ็บของเส้นประสาท การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความยาวของช่องคลอดที่เปลี่ยนไป และภาวะช่องคลอดแห้ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตพบว่า ผู้หญิงที่ผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคนมักรายงานปัญหาด้านเพศสัมพันธ์มากกว่า รวมถึงอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) และความต้องการทางเพศลดลง ในทางกลับกัน การผ่าตัดแบบธรรมดาบางครั้งอาจช่วยรักษาการทำงานทางเพศไว้ได้ดีกว่า แต่ก็อาจไม่เหมาะสมเสมอไป ขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง
“บ่อยครั้งที่เรื่องสุขภาพทางเพศและผลกระทบทางจิตใจไม่ถูกให้ความสำคัญในการวางแผนผ่าตัด” ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโตรอนโตอธิบาย พวกเขาเน้นว่าการตัดสินใจร่วมกันโดยได้รับข้อมูลครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุน้อยและผู้ที่ป่วยในระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจมีทางเลือกระหว่างหัตถการที่แตกต่างกัน ผู้เชี่ยวชาญอย่าง สูตินรีแพทย์ด้านมะเร็งวิทยาชั้นนำท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศไทย การพูดคุยอย่างเปิดอกเกี่ยวกับเรื่องเพศและความคาดหวังหลังผ่าตัดยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดทางวัฒนธรรมและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง “ผู้หญิงไทยจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการผ่าตัดมดลูกจะมีผลต่อความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างไร จนกระทั่งผ่าตัดไปแล้ว” ที่ปรึกษาอาวุโสท่านหนึ่งของสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย กล่าวในการสัมมนาออนไลน์ด้านสาธารณสุขเมื่อปีที่แล้ว
ประเด็นนี้ยิ่งน่ากังวลเป็นพิเศษในสังคมไทย ซึ่งค่านิยมบางอย่างอาจทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Obstetrics and Gynaecology Research พบว่าผู้หญิงไทยมักประสบภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าหลังการผ่าตัดมดลูก โดยมีปัญหาด้านเพศสัมพันธ์เข้ามาซ้ำเติม การขาดการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศหลังผ่าตัดอย่างจริงจังในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ส่งผลให้ผู้หญิงต้องไปหาคำตอบกันเอง หรือเลือกที่จะเก็บงำความกังวลไว้คนเดียว
กระทรวงสาธารณสุขของไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษามะเร็งแบบองค์รวม แต่ยังไม่ได้ออกแนวปฏิบัติที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการปัญหาสุขภาพทางเพศระหว่างการรักษามะเร็งทางนรีเวช อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่กำลังเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังผ่าตัด การศึกษาเผยว่าเมื่อผู้หญิงได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามความเป็นจริง และมีเครื่องมือช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ พวกเธอมักจะมีความพึงพอใจและสุขภาพจิตที่ดีขึ้นหลังการผ่าตัด (BMJ Sexual & Reproductive Health)
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้แพทย์และผู้กำหนดนโยบายของไทยดำเนินการมากขึ้นเพื่อผนวกรวมเรื่องสุขภาพทางเพศเข้ากับการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งอาจรวมถึงการใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการทำงานทางเพศเป็นประจำ การจัดทำเอกสารให้ความรู้แก่ผู้ป่วยที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม และการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ปัจจุบัน โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่บางแห่งกำลังเริ่มนำร่องโครงการทีมสหสาขาวิชาชีพแบบองค์รวม ซึ่งมีทั้งนักจิตวิทยาและนักบำบัดทางเพศ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดมดลูก
สำหรับผู้หญิงไทยและครอบครัว ข้อความสำคัญที่ต้องสื่อสารคือ: เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดมดลูก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสอบถามไม่เพียงแต่เรื่องผลการรักษามะเร็งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพทางเพศด้วย “อย่ากลัวที่จะขอความเห็นที่สอง และถามแพทย์ถึงทางเลือกที่อาจช่วยรักษาการทำงานทางเพศไว้ได้” ผู้สนับสนุนด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ชั้นนำท่านหนึ่งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำ “การได้รับข้อมูลที่ครอบคลุมเป็นสิทธิ์ของคุณ”
เนื่องจากมีผู้หญิงไทยหลายร้อยคนเข้ารับการผ่าตัดมดลูกในแต่ละปี การทำให้แน่ใจว่าสุขภาพทางเพศกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยก่อนผ่าตัดตามมาตรฐาน ถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในด้านการดูแลทางการแพทย์และสิทธิสตรี ผู้ที่กำลังพิจารณาการผ่าตัดควรพูดคุยอย่างเปิดอกกับแพทย์ผู้ดูแล หาข้อมูลจากกลุ่มสนับสนุน (เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสมาคมมะเร็งแห่งประเทศไทย) และเรียกร้องให้เข้าถึงข้อมูลและการดูแลแบบองค์รวม
แหล่งข้อมูล: