กระแสงานวิจัยและการรณรงค์ที่เพิ่มขึ้นกำลังจุดประเด็นให้สังคมหันมาพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศของผู้ชายอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาการตีตรา อุปสรรคในการเข้าถึงบริการ และการขาดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวในโลกตะวันตก แต่กำลังเป็นประเด็นสำคัญในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย บทความใน The Michigan Daily ชี้ให้เห็นว่า การที่สังคมมักมองว่าเรื่องสุขภาพการเจริญพันธุ์และเพศเป็นเรื่อง “ของผู้หญิง” ทำให้ผู้ชายถูกกันออกจากวงสนทนาสำคัญๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัย การให้ความรู้ และการป้องกันโรค กลายเป็นวิกฤตเงียบที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของแต่ละคนและระบบสาธารณสุขโดยรวม (Michigan Daily)

เรื่องนี้ถือว่าใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก แม้ประเทศไทยจะมีบทบาทนำด้านการป้องกันเอชไอวีและโครงการสุขภาพทางเพศ แต่ก็มีสัญญาณน่ากังวลปรากฏขึ้น เช่น อัตราโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้ชายอายุน้อย รวมถึงความต้องการบริการด้านสุขภาพทางเพศสำหรับผู้ชายที่มากขึ้น (WellMed Bangkok; He Clinics)

ในระดับโลก องค์กรด้านสุขภาพทางเพศและนักวิจัยได้ขยายนิยามของ “สุขภาพทางเพศ” ให้กว้างกว่าแค่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเน้นถึง “สภาวะความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ” (WHO definition) มุมมองนี้ตอกย้ำว่าทั้งชายและหญิงต่างมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย น่าพึงพอใจ และมีความรับผิดชอบ โดยปราศจากการตีตราหรือเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านสาธารณสุขจากรัฐมิชิแกนที่ The Michigan Daily อ้างถึง เผยให้เห็นช่องว่างที่ยังคงมีอยู่จริง—ในเมืองดีทรอยต์ ซึ่งมีอัตราโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ ผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ thiểu số ต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการตรวจและรักษา ตัวอย่างเช่น ผู้ชายผิวดำในมิชิแกนมีโอกาสถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองในสูงกว่าผู้ชายผิวขาวถึง 18 เท่า สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทั้งด้านเชื้อชาติ เพศ และการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันนี้ก็พบเห็นได้ในสังคมไทยเช่นกัน งานวิจัยจากกระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่า แม้ประเทศไทยจะทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในแคมเปญด้านสุขภาพทางเพศ แต่การมีส่วนร่วมของผู้ชาย โดยเฉพาะในเรื่องการคุมกำเนิดและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังถือว่าไม่ทั่วถึงนัก รายงานสถานการณ์อนามัยการเจริญพันธุ์ของไทยระบุว่า ผู้ชายมักถูกมองข้ามในการรณรงค์และมีความรู้เรื่องการวางแผนครอบครัวน้อยกว่าผู้หญิง (MOH RH Profile - PDF; Mahidol Gender Report - PDF)

ในกลุ่มผู้ชายรุ่นใหม่ ความเสี่ยงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จำนวนผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ช่วงสองปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญคือความรู้ด้านสุขภาพที่ยังจำกัด การเข้าถึงบริการตรวจที่เป็นความลับทำได้ยาก และค่านิยมที่มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ชายที่ไม่ควรเปิดเผย (WellMed Bangkok) การตีตราทางสังคมที่เชื่อมโยงการตรวจสุขภาพทางเพศเข้ากับการถูกมองว่า “สกปรก” หรือ “สำส่อน” ยังคงฝังรากลึก ทั้งในดีทรอยต์และในสังคมไทย ไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท วัฒนธรรมเช่นนี้ส่งผลให้ผู้ชายลังเลที่จะไปตรวจ ลดโอกาสในการได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ และสร้างบรรยากาศของความอับอายที่ขัดขวางการดูแลสุขภาพ

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่างส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มาดิสัน บัลติมอร์ นักวิจัยด้านสุขภาพทางเพศ กล่าวว่า “การจะทลายกำแพงอคตินี้ได้ ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนทัศนคติในระดับวัฒนธรรม… การดึงผู้ชายเข้ามามีบทบาทในเรื่องสุขภาพทางเพศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แพทย์สามารถช่วยทำให้การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติได้ แต่ก็คงทำได้ไม่เต็มที่หากผู้ชายเองไม่เปิดใจ โรงเรียนและกลุ่มชุมชนต่างๆ ควรเข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้และส่งเสริมให้ผู้ชายรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง” (Michigan Daily)

งานวิจัยทางวิชาการในฐานข้อมูล PubMed ยังชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ความรู้และการทำงานในระดับชุมชน ตัวอย่างเช่น งานศึกษาล่าสุดในจีนที่ทำกับกลุ่มชายรักชาย (GBMSM) พบว่าหลังมาตรการควบคุมโควิด-19 ผ่อนคลายลง พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศกลับเพิ่มสูงขึ้น แต่การให้ความรู้อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับบริการป้องกันที่เข้าถึงง่าย เช่น ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง สามารถช่วยลดการติดเชื้อรายใหม่ได้จริง (PubMed: Self-reported changes among GBMSM) อีกงานศึกษาจากสหรัฐฯ พบว่าการแจกชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองในชุมชนเป็นกลยุทธ์ที่มีแนวโน้มที่ดีในการเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นความเป็นส่วนตัวและช่วยลดการตีตราได้ (PubMed: Push-Pull model HIV self-testing)

สังคมไทยมีแนวทางในการจัดการเรื่องสุขภาพทางเพศที่ผสมผสานระหว่างค่านิยมดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ๆ หลักธรรมทางพุทธศาสนามักถูกใช้เป็นกรอบในการประเมินพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งส่งผลต่อมุมมองเรื่องความรับผิดชอบ ความเป็นชาย และการ “สนุก” ในแบบไทยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความเป็นเมืองและการเปิดรับวัฒนธรรมที่หลากหลายก็สร้างพื้นที่ให้กับโครงการสาธารณสุขที่ก้าวหน้า เช่น แคมเปญ “ใช้ถุงยาง 100%” อันโด่งดัง ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าสามารถส่งเสริมให้ทั้งชายและหญิงมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม (MOH RH Profile - PDF)

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคด้านการเข้าถึงและค่าใช้จ่ายยังคงเป็นปัญหาสำคัญ รายงานจากมูลนิธิไคเซอร์ (Kaiser Family Foundation) ระบุว่า แม้แต่ในสหรัฐฯ ผู้ชายที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือประกันไม่ครอบคลุม ก็มักจะหลีกเลี่ยงการไปตรวจเพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือความเป็นส่วนตัว แม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยจะเป็นต้นแบบที่ทั่วโลกชื่นชม แต่ก็ยังมีจุดอ่อนในด้านบริการสุขภาพทางเพศสำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือในกลุ่มประชากรชายขอบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และกลุ่ม MSM การขาดประกัน การต้องเสียค่าบริการบางส่วน และความกังวลเรื่องการรักษาความลับในคลินิกของรัฐ ล้วนส่งผลต่อความลังเลในการเข้ารับบริการ (WellMed Bangkok; He Clinics)

บรรทัดฐานทางสังคมยังคงจำกัดการพูดคุยอย่างเปิดอกในหมู่ผู้ชายด้วยกันเอง งานวิจัยพบว่าผู้ชายไทยมักจะปรึกษาเรื่องสุขภาพทางเพศกับคู่รักที่เป็นผู้หญิง มากกว่าจะคุยกับเพื่อนผู้ชาย หรือพูดถึงเรื่องการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับที่พบในสหรัฐอเมริกา (ResearchGate: Thai men’s health and sexual attitude) ผู้นำด้านสาธารณสุขในปัจจุบันจึงเน้นย้ำว่า การทำให้บทสนทนาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและลดการตีตรา ต้องอาศัยการสื่อสารที่ครอบคลุม ซึ่งมองผู้ชายไม่ใช่แค่ในฐานะคู่รัก แต่เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพทางเพศของตนเอง

สำหรับอนาคต ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางหลายด้านสำหรับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน ดังนี้

  1. ขยายการให้ความรู้ ที่เข้าถึงผู้ชายโดยตรง ทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน และในชุมชน โดยใช้ภาษาและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัฒนธรรม และอาจใช้เพื่อนช่วยเพื่อน (peer educators) เป็นผู้ให้ข้อมูล
  2. เพิ่มช่องทางการเข้าถึง การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นความลับ เช่น คลินิกเคลื่อนที่ ชุดตรวจด้วยตนเองที่หาได้ง่ายในชุมชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการนัดหมาย
  3. สนับสนุนค่าใช้จ่าย หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่ม MSM แรงงานข้ามชาติ และผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพ
  4. ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ ให้สามารถเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องสุขภาพทางเพศกับผู้ชายได้อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสิน และมีความละเอียดอ่อน
  5. ดึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา ศิลปิน นักกีฬา มาช่วยรณรงค์ บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจและดูแลสุขภาพทางเพศ เพื่อทำลายทัศนคติเดิมๆ
  6. ร่วมมือกับพระสงฆ์และผู้นำชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพทางเพศในมุมมองของความเมตตา ความรับผิดชอบร่วมกัน และการไม่ตัดสินผู้อื่น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มรณรงค์ด้านสาธารณสุขชี้ว่า การส่งเสริม “ความเป็นลูกผู้ชาย” ในเชิงบวก สามารถกระตุ้นให้ผู้ชายหันมารับผิดชอบดูแลสุขภาพของตนเองด้วยความเข้มแข็ง แทนที่จะรู้สึกอับอาย ความเปิดใจคือกุญแจสำคัญ “ถ้าเราทำให้การพูดคุยเป็นเรื่องปกติได้ ผู้ชายรุ่นใหม่จะกล้าเข้าถึงการดูแลและข้อมูลมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ชายเอง คู่รักของพวกเขา และสังคมโดยรวม” ดร. ชรรณรงค์ ชยะจินดา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศ จากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว (Mahidol Gender Report - PDF)

สำหรับผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ผู้นำชุมชน และผู้ชายทุกคน เส้นทางข้างหน้าชัดเจน นั่นคือ การหันมารับผิดชอบต่อสุขภาพทางเพศของตนเองให้มากขึ้น: ศึกษาหาความรู้ ไปตรวจสุขภาพ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ และเข้ารับการดูแลเมื่อจำเป็น โดยไม่ต้องกลัวหรืออาย สนับสนุนเพื่อนและคนรักให้ทำเช่นเดียวกัน และเมื่อต้องเผชิญกับทัศนคติที่ล้าสมัยหรือการตีตรา ก็ไม่ควรนิ่งเฉย การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบ ความเห็นอกเห็นใจ และความกล้าหาญในเรื่องสุขภาพทางเพศของผู้ชาย จะช่วยให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบที่ดีได้อีกครั้ง ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือบริการตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์/เอชไอวีที่เป็นความลับในประเทศไทย สามารถติดต่อได้ที่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คลินิกที่น่าเชื่อถือ เช่น คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดใกล้บ้าน โปรดจำไว้ว่า: สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องของทุกคน — และผู้ชายก็มีสิทธิ์ที่จะดูแลสุขภาพทางเพศของตัวเองเช่นกัน


แหล่งข้อมูลสำคัญในบทความนี้: