แวดวงสุขภาพผู้หญิงทั่วโลกกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด คาดการณ์กันว่ามูลค่าตลาดจะทะยานจากราว 2.5-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 ไปแตะที่ประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ตามรายงานวิเคราะห์ล่าสุดของ BDA Partners ที่เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2568 การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10% ไม่เพียงสะท้อนเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่เรื่องสุขภาพการเจริญพันธุ์มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนต่อโรคภัยไข้เจ็บและปัญหาสุขภาพนานาชนิดที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับประเทศไทย ที่กำลังมุ่งมั่นยกระดับความเท่าเทียมและคุณภาพการดูแลสุขภาพสตรีทั่วประเทศ (BDA Partners)

ถึงแม้ว่าเรื่องสุขภาพการเจริญพันธุ์ การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการรักษาภาวะมีบุตรยาก จะเคยเป็นจุดสนใจหลักของการลงทุนในสุขภาพผู้หญิงมาตลอด แต่ปัจจุบัน ขอบเขตของตลาดนี้ได้ขยายกว้างออกไปครอบคลุมโรคหลากหลายกลุ่มมากขึ้น เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกพรุน ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งล้วนเป็นทั้งความต้องการที่ยังรอการตอบสนองและเป็นโอกาสเติบโตที่น่าจับตา ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือความตระหนักรู้ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพเฉพาะของผู้หญิง กระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และนักลงทุนหันมาให้ความสำคัญและทุ่มเททรัพยากรในด้านนี้มากขึ้น

“ความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพเฉพาะของผู้หญิง กำลังปลดล็อกศักยภาพของตลาดได้อย่างมหาศาล” รายงานของ BDA Partners ระบุ แทนที่จะจำกัดอยู่แค่เรื่องการมีลูก นวัตกรรมและการลงทุนจึงมุ่งไปที่การตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้หญิงในทุกช่วงวัย สำหรับประเทศไทย ซึ่งผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของประชากร และส่วนใหญ่มักเป็นเสาหลักของทั้งครอบครัวและเศรษฐกิจ การขยายมุมมองเช่นนี้จึงมีศักยภาพสูงในการยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพและการเข้าถึงบริการดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคกระดูกพรุน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้หญิงไทยวัยหมดประจำเดือน (มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย) และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงทั่วโลก

บริษัทใหญ่ๆ นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ และกองทุนร่วมลงทุน ต่างขานรับเทรนด์นี้ด้วยการทุ่มเม็ดเงินลงทุนอย่างคึกคัก ทั้งผ่านการควบรวมกิจการ และการปั้นสตาร์ทอัพหน้าใหม่ๆ โดยเน้นหนักไปที่เทคโนโลยีล้ำสมัย BDA Partners ชี้ให้เห็นถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการรับรองจาก FDA สำหรับรักษาโรคเกี่ยวกับมดลูก รวมถึงมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ขณะเดียวกัน เทรนด์ใหม่อย่าง FemTech (เทคโนโลยีเพื่อผู้หญิง) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) อุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามสุขภาพ (Wearable Health Tech) และระบบวินิจฉัยโรคด้วย AI ก็กลายเป็นสมรภูมิแข่งขันที่ดุเดือด ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยติดตามรอบเดือน รูปแบบการเจริญพันธุ์ หรือระดับฮอร์โมน ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงไทยมีทางเลือกในการตรวจเช็กสุขภาพตัวเองที่บ้านได้อย่างสะดวกและเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือยังรู้สึกเขินอายที่จะพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศและระบบสืบพันธุ์ (WHO Southeast Asia)

นวัตกรรมเหล่านี้ยังช่วยขยายขอบเขตการลงทุนให้กว้างขึ้นไปอีก ดังที่ BDA ระบุว่า “การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพการเจริญพันธุ์ การคุมกำเนิด หรือการรักษาภาวะมีบุตรยากอีกต่อไป แต่ขยายไปครอบคลุมสุขภาพของผู้หญิงในทุกช่วงวัยมากขึ้น” เราจึงเริ่มเห็นสตาร์ทอัพในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ หันมาพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดแบบดิจิทัลสำหรับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรืออุปกรณ์สวมใส่สำหรับตรวจจับสัญญาณมะเร็งเต้านม ซึ่งสามารถระดมทุนได้จากทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็ให้ความสำคัญกับสุขภาพดิจิทัลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเอื้อต่อการผลักดันนวัตกรรมเหล่านี้เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศ (กระทรวงสาธารณสุข)

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรค การขาดแคลนงบประมาณสนับสนุน ทั้งในด้านการวิจัยและบริการสุขภาพผู้หญิงยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางเพศอยู่มาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเตือนว่า การเพิ่มเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องควบคู่ไปกับการวางนโยบายที่รับประกันการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม การให้ความรู้ด้านสุขภาพที่คำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรม และการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วย ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว “โอกาสระดับโลกมาถึงแล้วก็จริง แต่เราต้องช่วยกันลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ยังคงเป็นกำแพงขวางกั้นสุขภาพที่ดีของผู้หญิง” พญ.วราภรณ์ เจริญลาภ สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ให้สัมภาษณ์ไว้ล่าสุด (ข่าวโรงพยาบาลศิริราช)

ในบริบทเฉพาะของไทย ประเทศเรามีจุดแข็งเรื่องอัตราการคลอดในสถานพยาบาลและการเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัวที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แต่ในด้านสุขภาพจิตและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้หญิง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ยังยึดถือค่านิยมดั้งเดิม กลับยังตามหลังอยู่มาก ยิ่งเมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ภาระโรคกระดูกพรุนและโรคหัวใจในผู้หญิงก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้นตามไปด้วย โครงการนำร่องในระดับท้องถิ่น เช่น การฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้ช่วยคัดกรองโรคไม่ติดต่อ และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตผ่านช่องทางออนไลน์ ได้เริ่มทดลองในหลายจังหวัดและให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ (กรมอนามัย)

ในมิติทางวัฒนธรรม สังคมไทยให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและชุมชนเป็นอย่างมาก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดต่อการพัฒนาสุขภาพผู้หญิง ค่านิยมแบบพุทธที่เน้นความเมตตาและการดูแลคนในครอบครัว บางครั้งก็ทำให้ผู้หญิงเลือกที่จะทุ่มเทดูแลคนอื่นจนละเลยสุขภาพของตนเอง หรือรู้สึกอึดอัดใจที่จะพูดคุยเรื่องส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน เช่น อาการวัยทอง หรือปัญหาสุขภาพทางเพศ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ๆ และแคมเปญรณรงค์ให้ความรู้ กำลังพยายามเข้ามาช่วยลดช่องว่างตรงนี้ ด้วยเครื่องมือที่เน้นความเป็นส่วนตัว และโครงการสร้างความเข้าใจในระดับชุมชน

มองไปข้างหน้า การเติบโตของภาคสุขภาพผู้หญิงน่าจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรต่างชาติในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งฝั่งตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างมีความคึกคักในการลงทุน ขณะที่สตาร์ทอัพไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพผู้หญิง ก็มีโอกาสดีที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หากสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์สังคมไทยและขยายผลได้จริง การให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้หญิงไทยในทุกกลุ่มสังคม

สำหรับคนไทยที่สนใจจะก้าวทันเทรนด์นี้ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ประกอบการ หรือนักลงทุน การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านเป็นสิ่งจำเป็น ครอบครัวควรเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพของผู้หญิงกันมากขึ้น ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และลองใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อติดตามสุขภาพ ส่วนบุคลากรสาธารณสุขและผู้กำหนดนโยบาย ควรเร่งลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเพศ นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในระดับชุมชนอย่างคุ้มค่า และปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอยู่เสมอ นักลงทุนควรมองหาโอกาสในธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการในท้องถิ่น เช่น บริการการแพทย์ทางไกลสำหรับพื้นที่ชนบท หรือบริการสุขภาพจิตที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ซึ่งจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านการเงินและสังคมได้อย่างยั่งยืน ในระบบนิเวศสุขภาพผู้หญิงของไทยที่ยังต้องการการสนับสนุนอีกมาก

เพื่อไม่ให้พลาดความเคลื่อนไหวในแวดวงที่พัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ ผู้อ่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงานฉบับเต็มของ BDA Partners (อ่านที่นี่) รวมถึงข้อมูลจากองค์กรระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก และติดตามผลงานของหน่วยงานสาธารณสุขไทยและสตาร์ทอัพที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล