โครงการสุขภาพจิตที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่นในรัฐแมสซาชูเซตส์ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิตขั้นวิกฤต กำลังเสี่ยงต่อการถูกยุติลงเนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณ โครงการนี้ถูกเสนอให้ตัดงบประมาณก้อนใหญ่ในร่างงบประมาณฉบับใหม่ของผู้ว่าการรัฐ มอรา ฮีลีย์ (Maura Healey) ซึ่งการปิดตัวที่อาจเกิดขึ้นนี้กำลังสร้างความกังวลอย่างหนักให้กับผู้เกี่ยวข้องถึงผลกระทบที่จะมีต่อเยาวชนกลุ่มเปราะบาง
โครงการบำบัดฟื้นฟูแบบพักอาศัยระยะยาว (Intensive Residential Treatment Program หรือ IRTP) ซึ่งมีเตียงรองรับเด็กและวัยรุ่นรวม 72 เตียง ก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง โครงการนี้เน้นการบำบัดระยะยาวและการดูแลครอบครัวแบบครบวงจร คุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกเคยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ ได้ออกมาเล่าประสบการณ์พร้อมยกความดีความชอบให้โครงการนี้ว่าได้ช่วยชีวิตลูกของเธอไว้ ลูกของเธอซึ่งปัจจุบันอายุ 25 ปี สามารถผ่านพ้นปัญหาหนักๆ เช่น ความคิดฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเอง และบาดแผลทางใจได้ ผ่านการสนับสนุนอย่างเข้มข้นของโครงการ ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตลูก “การรักษาในโรงพยาบาลมันแค่ช่วงสั้นๆ ส่วนใหญ่เน้นแค่ประคองอาการ” เธออธิบาย ในทางกลับกัน โครงการนี้ให้การดูแลที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า ซึ่งจำเป็นอย่างมากต่อการฟื้นตัวอย่างแท้จริงและสุขภาพจิตที่แข็งแรงในระยะยาว
ลิเดีย ทอดด์ (Lydia Todd) ผู้อำนวยการบริหารของ NFI Massachusetts ซึ่งเป็นองค์กรที่บริหารจัดการโครงการบำบัดเหล่านี้ ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เธอย้ำว่าโครงการนี้ช่วยตัดวงจรการเข้าห้องฉุกเฉินซ้ำๆ และการนอนโรงพยาบาลแค่ช่วงสั้นๆ ได้อย่างดี โดยให้การดูแลระยะยาวและจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นให้ครอบครัว ที่สำคัญ โครงการนี้เปิดกว้าง ไม่กีดกัน รับดูแลเยาวชนนอนไบนารีและคนข้ามเพศด้วย ซึ่งต่างจากที่อื่น
ข้อเสนอของผู้ว่าฯ ฮีลีย์ตั้งเป้าประหยัดงบ 15 ล้านดอลลาร์ ด้วยการตัดเตียงสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปีทั้งหมด และลดบริการสำหรับวัยรุ่นลงครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม โฆษกกรมสุขภาพจิต (Department of Mental Health - DMH) ก็ออกมาย้ำถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะส่งเสริมการดูแลสุขภาพจิตโดยรวม โดยเสนองบถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน เน้นขยายการเข้าถึงบริการผ่านศูนย์ในชุมชนและสายด่วนให้คำปรึกษาต่างๆ
แม้ข้อเสนอตัดงบจะดูมีเหตุผลเรื่องการประหยัด แต่ NFI และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็แย้งว่าปัญหาที่โครงการดูเหมือนมีคนใช้น้อยนั้น จริงๆ แล้วเกิดจากอุปสรรคด้านการบริหารจัดการ ไม่ใช่เพราะไม่มีคนต้องการ ทุกเตียงที่หายไป อาจหมายถึงชีวิตของเด็กๆ ที่ตกอยู่ในอันตราย เหมือนที่คุณแม่นิรนามท่านหนึ่งสะท้อนความกังวลแทนเด็กคนอื่นๆ หากโครงการนี้ต้องถูกปิด “ถ้าโครงการนี้ไม่มีแล้ว เด็กๆ ที่เราเห็นเดินอยู่ตอนนี้ บางคนอาจจะไม่อยู่กับเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” เธอกล่าวเตือน พลางนึกถึงตอนที่เธอเองก็เกือบเสียลูกไปก่อนจะมาเจอโครงการนี้
สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องที่เกิดขึ้นในแมสซาชูเซตส์นี้ ก็สะท้อนปัญหาคล้ายๆ กันที่เราอาจเจอได้ทั้งในบ้านเราและทั่วโลก เมื่อรัฐบาลต่างๆ พยายามคุมงบประมาณให้อยู่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความต้องการด้านสุขภาพจิตที่พุ่งสูงขึ้น ในยุคที่ปัญหาสุขภาพจิตในหมู่เยาวชนเห็นได้ชัดเจนขึ้นทั่วโลก การจับตาดูว่าการตัดสินใจทางการเมืองและการคลังจะกระทบต่อศักยภาพของระบบสาธารณสุขในการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางที่สุดอย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ก้าวต่อไป ผู้เกี่ยวข้องและผู้วางนโยบายต้องพิจารณาให้รอบด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องความประหยัดงบประมาณ แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น หากตัดความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่จำเป็นอย่างยิ่งนี้ออกไป สำหรับครอบครัวและชุมชนแล้ว การปกป้องสุขภาพจิตของเยาวชนไม่ใช่แค่เป้าหมายด้านสาธารณสุข แต่คือภารกิจสำคัญเร่งด่วนของสังคม เพื่อสร้างหลักประกันว่าเด็กๆ จะมีสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้พวกเขาได้รับการเยียวยาและเติบโตได้อย่างเต็มที่
แหล่งข้อมูลอ้างอิงในเนื้อหา: