งานวิจัยใหม่ล่าสุดเผยว่า คนที่รู้เท่าทันตัวเองน้อย โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือผิด มีแนวโน้มที่สมองจะตอบสนองรุนแรงกว่าเมื่อต้องเจอประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cognitive, Affective, & Behavioral Neuroscience ชี้ว่าการตัดสินใจเรื่องศีลธรรมไปกระตุ้นสมองส่วนที่คุมอารมณ์และความคิด ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจกลไกในสมองว่าทำไมจุดยืนทางการเมืองบางเรื่องถึงดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้เลย
ในยุคที่ความขัดแย้งทางการเมืองดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผลวิจัยนี้จึงสำคัญมาก งานวิจัยนี้ นำทีมโดย ฌอง เดอเซตี จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้สำรวจบทบาทของสิ่งที่เรียกว่า “ความเชื่อมั่นทางศีลธรรม” (moral conviction) ในการตัดสินใจเรื่องการเมือง ผลวิจัยเผยว่า พอคนเรามีความเชื่อมั่นทางศีลธรรมอย่างแรงกล้าในประเด็นการเมือง พวกเขาไม่เพียงตัดสินใจเร็วขึ้น แต่ยังใช้การตอบสนองทางอารมณ์ของสมองอย่างมากด้วย ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดในคนที่มี ‘ความไวในการรู้คิด’ (metacognitive sensitivity) ต่ำ ซึ่งก็คือความสามารถในการประเมินว่าการตัดสินใจของตัวเองถูกหรือผิดนั่นเอง
มีอาสาสมัครเข้าร่วมวิจัย 44 คน ที่เข้าเครื่องสแกนสมองแบบ fMRI ตอนที่ให้เลือกระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนประเด็นการเมืองต่างๆ กัน ผลการศึกษาสำคัญชี้ว่าสมองส่วนต่างๆ ทำงานมากขึ้น เช่น สมองส่วนหน้าอินซูลา (anterior insula), สมองส่วนหน้าซิงกูเลตคอร์เทกซ์ (anterior cingulate cortex), และสมองส่วนหน้าพรีฟรอนทัลด้านข้าง (lateral prefrontal cortex) ระหว่างที่ตัดสินใจในประเด็นที่พวกเขามีความเชื่อมั่นทางศีลธรรมอย่างแรงกล้า สมองส่วนเหล่านี้สำคัญต่อการประมวลผลเรื่องอารมณ์ การตรวจสอบความขัดแย้งในใจ และการควบคุมความคิด ซึ่งเป็นกลไกที่มักถูกใช้เมื่อการตัดสินใจถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เชื่อว่าเป็นความถูกต้องทางศีลธรรม
โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าพรีฟรอนทัลด้านข้าง ที่เกี่ยวกับเรื่องการตั้งเป้าหมายและการบังคับใช้กฎเกณฑ์สังคม ก็ทำงานโดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นทางศีลธรรมอาจเปลี่ยนความเห็นส่วนตัวให้กลายเป็นสิ่งที่มองว่าเป็น “เรื่องที่ต้องทำ” หรือเป็นความถูกต้องที่ไม่ต้องสงสัย ขณะเดียวกัน สมองส่วนที่เกี่ยวกับการประเมินอารมณ์และคุณค่า เช่น สมองส่วนหน้าพรีฟรอนทัลส่วนล่างกลาง (ventromedial prefrontal cortex) และอะมิกดาลา (amygdala) ก็ทำงานมากขึ้นด้วย ซึ่งอาจบอกได้ว่าการคล้อยตามประเด็นที่เกี่ยวกับศีลธรรมนั้นให้ความรู้สึกพึงพอใจทางอารมณ์
ที่น่าสนใจคือ คนที่มีความไวในการรู้คิดต่ำ กลับมีปฏิกิริยาทางสมองที่รุนแรงกว่าต่อความเชื่อมั่นทางศีลธรรม ซึ่งอาจชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการรู้เท่าทันตัวเองที่น้อย กับจุดยืนทางการเมืองที่แข็งกร้าว ไม่ยืดหยุ่น อย่างไรก็ดี แม้การศึกษานี้จะช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการคิดที่เกี่ยวกับการตัดสินใจโดยใช้ศีลธรรมเป็นฐานมากขึ้น แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ชัดเจนถึงความเป็นเหตุเป็นผลระหว่างการตอบสนองของสมองกับความเชื่อมั่นทางศีลธรรม
นัยยะต่อสังคมไทยก็น่าคิดไม่น้อย เพราะประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญสถานการณ์สังคมและการเมืองที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจกลไกทางสมองที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อทางการเมืองแบบสุดโต่ง (political dogmatism) หรือความยึดติดในความคิดตัวเอง อาจนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมการใช้เหตุผลทางการเมืองที่รอบด้านและยืดหยุ่นมากขึ้น การเสริมสร้างความไวในการรู้คิด ซึ่งอาจช่วยลดแนวคิดสุดโต่งได้ น่าจะเป็นเป้าหมายที่คุ้มค่าที่จะนำไปปรับใช้ในระบบการศึกษา ทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทย
ด้วยพื้นฐานวัฒนธรรมพุทธที่เน้นเรื่องสติและการรู้เท่าทันตัวเอง ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จึงสอดคล้องกับค่านิยมหลักของสังคมไทย การนำการฝึกฝนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรู้คิด (metacognitive training) มาปรับใช้ในการศึกษา อาจช่วยให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นที่เปิดกว้างและอดทนอดกลั้นมากขึ้น อันจะนำไปสู่สังคมที่ปรองดองกันมากขึ้น
ในขณะที่งานวิจัยด้านนี้ยังคงเดินหน้าต่อไป การสำรวจกระบวนการตัดสินใจในบริบทสังคมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น รวมถึงการทดสอบแนวทางต่างๆ เพื่อปรับปรุงการรู้เท่าทันตัวเอง อาจให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก ระหว่างนี้ ผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะนักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบาย อาจลองพิจารณานำมาตรการต่างๆ มาปรับใช้เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรู้คิดของนักเรียนและเยาวชน เพื่อเป็นก้าวสำคัญในการช่วยลดความขัดแย้งและความสุดโต่งทางการเมือง
เมื่อพิจารณาผลวิจัยเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญคือเราทุกคนต้องระวังการยึดติดกับความเชื่อทางศีลธรรมของตัวเองมากเกินไป การส่งเสริมให้เกิดการทบทวนตัวเองอย่างมีวิจารณญาณ และเปิดพื้นที่ถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าความเชื่อที่ยึดมั่นอย่างแรงกล้าจะไม่กลายเป็นความเชื่อที่ตายตัว ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะช่วยเปิดทางไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมที่สมดุลและปรับตัวได้มากขึ้น