การประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี ๒๕๖๘ หัวข้อ HARNESSING TECHNOLOGIES IN AN AGE OF AI TO BUILD A HEALTHIER WORLD ส่วนที่เป็นการประชุมหลัก จัดระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม - ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่โรงแรมเซนทารา แกรนด์ ราชประสงค์ แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๘
และในวันที่ ๒๘ - ๒๙ มกราคม มี Side Meeting จำนวน ๔๘ การประชุม หนึ่งในนั้นคือ การประชุมเรื่อง Launch of the Bulletin of the World Health Organization’s theme issue on digital health solutions to improve health care บ่ายวันที่ ๒๘ จัดโดย IHPP และองค์การอนามัยโลก ที่เขาเชิญผมไปร่วมด้วย
วารสาร WHO Bulletin ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2025 มี Theme issue : Digital technologies to improve health services บทบรรณาธิการประจำฉบับเขียนโดยทีมนำโดย นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร แนะนำว่า ในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพควรยึดหลักการ ๓ ประการคือ (๑) ระบบกำกับดูแลควรเน้นให้อิสระและความรับผิดรับชอบแก่พื้นที่ (๒) มีโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับตัวได้ง่ายและเร็ว (๓) สร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพ ไม่ใช่สร้างความเหลื่อมล้ำ
ผมได้รู้จักคำว่า digital determinants of health และติดใจรายงานวิจัยเรื่อง A scoping review and expert consensus on digital determinants of health by Robin van Kessel et al. ที่บอกว่า สุขภาวะของผู้คนขึ้นกับปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างปัจจัยด้านดิจิทัล สังคม เศรษฐกิจและการค้า และการเมือง นำสู่คำว่า political determinants of health, social determinants of health, commercial determinants of health และ digital determinants of health ที่พัวพันกันอย่างยุ่งเหยิง ที่เมื่อผมเอาไปถามสหาย เจมีไน ก็ได้คำตอบที่ช่วยเพิ่มความเข้าใจ
เท่ากับว่า เทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยเพิ่มความซับซ้อน ยุ่งเหยิง ของระบบสุขภาพขึ้นไปอีก ภายใต้ความมุ่งหมายว่า เราจะช่วยกันทำให้มันช่วยเพิ่มพลังการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และบำบัดความเจ็บป่วย โดยวารสารเล่มนี้เน้นของประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง และเน้นสร้างความเท่าเทียมของระบบสุขภาพโลก
มีรายงานวิจัยแบบทบทวนความรู้ (systematic review and meta-analysis) ว่า ผู้ให้บริการสุขภาพมีการประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีสุขภาพในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอย่างไรบ้าง โดยผู้ศึกษาอยู่ในประเทศจีน (๑) ที่บอกว่าเรื่องนี้ความคาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกัน เราอยากได้ผลด้านบวก แต่ในความเป็นจริงได้ทั้งบวกและลบ หากไม่จัดการให้ดี ผลลบอาจมากกว่า คือประเทศรวยเขาเอาผลประโยชน์ไป เขาไม่ได้นำเสนอตรงๆ อย่างนี้นะครับ เขาเสนออย่างเป็นวิชาการ ที่ผมตีความต่อได้อย่างนี้ คำแนะนำจากผู้วิจัยบอกว่าปัจจัยหนุนให้ผู้ให้บริการสุขภาพใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในการทำงาน มี ๓ หมวดใหญ่ๆ คือ (๑) โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ที่ใช้สะดวก (๒) การฝึกอบรมที่จัดให้เหมาะตามกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน (๓) แรงจูงใจ
เรื่องที่นำเสนอดีที่สุดเป็นเรื่อง Digitalization of health care in low- and middle-income countries by Dominique J Monlezun จาก Mayo Clinic ที่เสนอทางออนไลน์ เพราะติดภารกิจดูแลผู้ป่วย เดินทางมาไม่ได้ เขาแตะเรื่องใหญ่ ที่เป็นตัวหนุน (enabler) ให้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นประโยชน์ต่อระบบบริการสุขภาพในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง ๔ หัวข้อคือ
- Governance (ระบบกำกับดูแล) ที่องค์การอนามัยโลก และสหประชาชาติพยายามทำ แต่ก็เกิดระบบนี้จากหน่วยงานที่มีมากเกินไป และมีแนวโน้มที่ธุรกิจเอกชนจะเข้ามากำกับ ผมขอให้เจมิไนช่วยให้ข้อสรุปด้านความท้าทาย ได้คำตอบดังนี้
“ความท้าทายที่สำคัญ:
- การประสานงานและความร่วมมือ: การประสานงานความพยายามของผู้เล่นและโครงการริเริ่มต่างๆ ในภาคส่วนและประเทศต่างๆ เป็นความท้าทายที่สำคัญ
- ความเท่าเทียมและการเข้าถึง: การรับรองการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันสำหรับประชากรทุกกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงสถานที่ตั้ง สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม หรือปัจจัยอื่นๆ
- ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล: การปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลด้านสุขภาพในสภาพแวดล้อมดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
- ข้อพิจารณาทางจริยธรรม: การจัดการกับข้อกังวลทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ AI ข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลอื่นๆ”
- Infrastructure ผมขอให้เจมิไนช่วยบอกว่าองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดิจิทัลเทคโนโลยีของระบบสุขภาพที่ดีมีอะไรบ้าง ได้คำตอบว่ามี ๖ ด้าน คือ 1) Connectivity & access 2) Data & information systems 3) Softwares & applications 4) Cybersecurity & privacy 5) Workforce & skills 6) Governance & Standards โดยเสนอคุณลักษณะของโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ว่าประกอบด้วย 1) Scalability 2) Reliability 3) Security 4) Interoperability 5) Accessability 6) Sustainability ที่ผมอดไม่ได้ที่จะเพิ่มตัวที่ 7) Transformability หรือ Agility คือผมคิดว่าเรื่องนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก ต้องเตรียมปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
- Human Security ผมได้รู้จักหน่วยงาน HS4A (Human Security for All) ที่มุ่งขับเคลื่อนความเป็นอยู่ที่ดี หรือความมั่นคงของมนุษย์ ผ่านเทคโนโลยีก้าวหน้า โดย ๘ มิติของความมั่นคงคือ การเมือง บริการสุขภาพ เศรษฐกิจ ชุมชน ความเป็นส่วนตัวและการเคลื่อนย้าย การเข้าถึงเทคโนโลยี การปกป้องสภาพแวดล้อม และด้านอาหาร ผมอดเถียงไม่ได้ว่า ยังตกมิติสำคัญที่สุดไป คือมิติด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ เอไอ ต้องมุ่งหนุนให้เกิดคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษา การเรียนรู้ที่ดีที่เกิดขึ้นในทุกย่างก้าวของชีวิต เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความมั่นคงอีก ๘ ด้าน
- Responsible AI-enabled global health ที่ต้องการ inter-operability สามด้านประกอบกันคือ ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ด้านข้อมูล และด้านศีลธรรม ผมไม่เข้าใจคำว่า inter-operability จึงต้องพึ่งสหาย เจมิไน ได้ความรู้ที่ลึกซึ้งมาก ผมขอให้เขาแปลเป็นภาษาไทยได้ดังนี้ “ความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบนิเวศสุขภาพ (Health ecosystem interoperability) หมายถึงความสามารถของระบบและอุปกรณ์ข้อมูลด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน ในการแลกเปลี่ยนและใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างราบรื่น ลองนึกภาพโลกที่คลินิกของคุณ โรงพยาบาล ร้านขายยา และแม้แต่นาฬิกาติดตามสุขภาพของคุณสามารถ "พูดคุย" กันได้อย่างปลอดภัยและแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคุณ นั่นคือแนวคิดหลักของความสามารถในการทำงานร่วมกัน” เมื่อไรความฝันนี้จะเป็นจริงในสังคมไทย
ท่านเอ่ยถึง The Open Quantum Institute ที่มุ่งส่งเสริมการนำ Quantum Technology มาใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ สภาพแวดล้อม โลก และสิ่งที่เหนือกว่า
ผมอยู่ฟังไม่ตลอดรายการ แต่แค่นี้ก็กลับมาเคี้ยวเอื้อง (reflection) ที่ห้องพักได้มากมาย เกิดการเรียนรู้มาก
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ม.ค. ๖๘
ห้อง ๔๖๒๒ โรงแรมเซนทาราแกรนด์