สังวรชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. สังวรชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๖๒)
ว่าด้วยพระเจ้าสังวร
(พระอุโบสถกุมารตรัสกับสังวรกุมารว่า)
[๙๗] ขอเดชะพระมหาราช พระราชบิดาผู้เป็นพระมหากษัตริย์ ทรงทราบอยู่ถึงสีลวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ แต่หายกย่องพระองค์ด้วยชนบทใดชนบทหนึ่งไม่
[๙๘] เมื่อพระมหาราชผู้สมมติเทพทรงพระชนม์อยู่ หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระญาติทั้งหลายเมื่อเห็นประโยชน์ของตน จึงพากันยอมรับพระองค์
[๙๙] ขอเดชะพระเจ้าสังวร ด้วยพระจริยาวัตรอะไร พระองค์จึงทรงดำรงอยู่เหนือพระเจ้าพี่ผู้มีพระชาติเสมอกัน เพราะเหตุไร บรรดาพระญาติที่มาประชุมกันแล้ว จึงไม่ล่วงเกินพระองค์
(พระเจ้าสังวรมหาราชตรัสคุณของพระองค์ว่า)
[๑๐๐] พระราชบุตร หม่อมฉันไม่ริษยาสมณะทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ย่อมนอบน้อมสมณะเหล่านั้นโดยเคารพ ย่อมกราบเท้าสมณะผู้คงที่ทั้งหลาย
[๑๐๑] สมณะเหล่านั้นย่อมพร่ำสอนหม่อมฉัน ผู้ประกอบแล้วในพระธรรมคุณ เชื่อฟัง ไม่ริษยาสมณะผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ยินดีแล้วในพระธรรมคุณ
[๑๐๒] หม่อมฉันได้สดับคำของสมณะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นแล้ว ไม่ดูหมิ่นอะไรๆ ใจของหม่อมฉันยินดีในธรรมเป็นนิตย์
[๑๐๓] พลช้าง ราชองครักษ์ พลรถ พลราบ พลเหล่านั้นหม่อมฉันก็ไม่ตัดเบี้ยเลี้ยง และรายได้ประจำที่ได้ตั้งไว้
[๑๐๔] อนึ่ง หม่อมฉันมีมหาอำมาตย์และมนตรีผู้คอยรับใช้ช่วยจัดการ กรุงพาราณสีให้มีมังสาหาร สุรา และข้าวน้ำจำนวนมาก
[๑๐๕] อนึ่ง แม้พ่อค้าทั้งหลายที่มาจากแคว้นต่างๆ ก็พากันร่ำรวย หม่อมฉันก็จัดการคุ้มครองพ่อค้าเหล่านั้น ข้าแต่พระเจ้าพี่อุโบสถ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด
(พระอุโบสถกุมารได้สดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า)
[๑๐๖] ขอเดชะพระเจ้าสังวร นัยว่า ขอพระองค์จงครองราชย์สมบัติโดยธรรม แทนพระญาติทั้งหลาย อนึ่ง ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญาและทรงเป็นบัณฑิต เกื้อกูลแก่พระญาติทั้งหลายเถิด
[๑๐๗] พระองค์ผู้อันพระญาติแวดล้อมแล้วอย่างนี้ ทั้งได้สะสมรัตนะต่างๆ ไว้มากมาย ศัตรูทั้งหลายย่อมข่มเหงไม่ได้ เหมือนกับพระอินทร์ที่จอมอสูรราวีไม่ได้
สังวรชาดกที่ ๘ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
สังวรชาดก
ว่าด้วย พระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุทอดทิ้งความเพียรเสียแล้วรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
เรื่องมีว่า ภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวพระนครสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา บรรพชาได้อุปสมบทแล้ว บำเพ็ญอาจาริยวัตรและอุปัชฌายวัตร ท่องพระปาฏิโมกข์ทั้งสองจนคล่อง มีพรรษาครบ ๕ เรียนกรรมฐาน ลาอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่า ผมจักอยู่ในป่า ไปถึงบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง พวกคนต่างเลื่อมใสในอิริยาบถพากันสร้างบรรณศาลา บำรุงอยู่ในบ้านนั้น.
ครั้นเข้าพรรษา ก็บำเพ็ญสืบสร้างพยายาม จำเริญกรรมฐานตลอดไตรมาส ด้วยความเพียรอันปรารภแล้ว ไม่สามารถให้คุณแม้เพียงโอภาสบังเกิดได้ ดำริว่า ในบุคคลสี่เหล่าที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว เราคงเป็นประเภทปทปรมะเสียแน่แล้ว เราจะอยู่ป่าทำไม ไปพระเชตวันคอยดูพระรูปพระโฉมของพระตถาคตเจ้า สดับธรรมเทศนาอันไพเราะ ยับยั้งอยู่เถอะ.
เธอทอดทิ้งความเพียรออกจากบ้านนั้นไปถึงพระเชตวันโดยลำดับ ถูกอาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งภิกษุที่เคยรู้จักมักคุ้น รุมถามถึงเหตุที่บังคับให้มาก็บอกเรื่องนั้น ถูกภิกษุเหล่านั้นติเตียนว่า เหตุไร คุณจึงทำอย่างนี้ นำตัวไปสู่สำนักพระศาสดา.
เมื่อตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอพาภิกษุผู้ไม่ปรารถนามากันหรือ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ทอดทิ้งความเพียรมาแล้ว พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสถามว่า ที่เขาว่าน่ะจริงหรือ. เมื่อกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า.
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรจึงทอดทิ้งความเพียรเสียล่ะ ที่จริง ผลอันเลิศในพระศาสนานี้ที่มีนามว่า อรหัตผล ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เกียจคร้าน ผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว จึงจะชื่นชมอธิคมธรรมได้.
ก็แลในปางก่อน เธอก็เป็นคนมีความเพียรทนต่อโอวาท ด้วยเหตุนั้นแล แม้เป็นน้องสุดท้องแห่งโอรส ๑๐๐ ของพระเจ้าพาราณสี ตั้งอยู่ในโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย ก็ถึงเศวตฉัตรได้.
ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระโอรสสุดท้องนี้ได้ทรงยึดเหนี่ยวผูกน้ำใจฝูงชน ผู้ถึงพระนครพาราณสีทั่วหน้า ด้วยสังคหวัตถุนั้นๆ ได้เป็นที่รักที่เจริญใจของคนทั้งปวง.
กาลต่อมา พวกอำมาตย์พากันกราบทูลถามพระราชาผู้ประทับนั่งเหนือพระแท่นที่สวรรคตว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าฯ เมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสวรรคตไป พวกข้าพระพุทธเจ้าจักถวายเศวตฉัตรให้แก่ใคร พระเจ้าข้า.
พระองค์ตรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย ลูกของฉันแม้ทั้งหมด เป็นเจ้าของเศวตฉัตรทั้งนั้น แต่ผู้ใดจับใจพวกเธอ พวกเธอก็ให้เศวตฉัตรแก่ผู้นั้น ก็แล้วกัน.
ครั้นพระองค์สวรรคต พวกอำมาตย์นั้นจัดการถวายพระเพลิงพระศพของพระองค์เสร็จ ประชุมกันในวันที่ ๗ ตกลงกันว่า พระราชารับสั่งไว้ว่า ผู้ใดจับใจเธอได้ พวกเธอพึงยกเศวตฉัตรให้แก่ผู้นั้น ก็แล พระสังวรกุมารพระองค์นี้จับใจพวกเราไว้ได้ แล้วพากันยกเศวตฉัตรกาญจนมาลาแด่พระกุมารสังวรพระองค์นั้น.
พระเจ้าสังวรมหาราชดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม.
พระกุมาร ๙๙ พระองค์นอกนั้นเล่าต่างตรัสว่า ข่าวว่า พระราชบิดาของพวกเราสวรรคตแล้ว. ได้ยินว่า พวกอำมาตย์ยกเศวตฉัตรถวายแก่เจ้าสังวรกุมาร เธอเป็นน้องสุดท้องยังไม่ถึงเศวตฉัตรของพระบิดานั้น พวกเราต้องยกเศวตฉัตรถวายพระพี่ใหญ่ ทุกองค์มาร่วมกันส่งหนังสือถึงพระเจ้าสังวรมหาราชว่า จงให้ฉัตรแก่พวกเรา หรือไม่ก็รบกัน แล้วพากันล้อมพระนครไว้.
พระราชาตรัสบอกเรื่องนั้นแก่พระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า คราวนี้พวกเราจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ไม่ต้องทำการรบกับพระเจ้าพี่เหล่านั้นดอก พระเจ้าข้า. พระองค์ทรงแบ่งพระราชทรัพย์ของพระบิดาออกเป็น ๙๙ ส่วน ส่งถวายแด่พระพี่เจ้า ๙๙ พระองค์ ทรงส่งสาสน์ไปด้วยว่า เชิญเจ้าพี่ทั้งหลายรับส่วนพระราชทรัพย์ของพระราชบิดาของเจ้าพี่นี้เถิด หม่อมฉันไม่ขอรบกับเจ้าพี่ดอก. พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น.
ครั้งนั้น เจ้าพี่องค์ใหญ่ของพระองค์พระนามว่า อุโบสถกุมาร ตรัสเรียกพระเจ้าน้องที่เหลือมา ตรัสว่า พ่อทั้งหลาย ผู้เป็นพระราชา ก็ไม่มีผู้สามารถจะย่ำยีได้. อนึ่งเล่า เจ้าน้องของพวกเราองค์นี้ มิได้ตั้งตน แม้แต่จะเป็นศัตรูตอบ ส่งพระราชสมบัติของบิดาให้พวกเรา ส่งสาส์นมาด้วยว่า ฉันไม่ขอต่อรบกับเจ้าพี่. ก็แล พวกเราเล่าจักยกเศวตฉัตรขึ้นในขณะเดียวกัน ทุกคนไม่ได้ พวกเราให้เศวตฉัตรแก่เธอองค์เดียวก็แล้วกัน เจ้าน้องนี้เท่านั้นจงเป็นพระราชา มาเถิดเธอทั้งหลาย พวกเราพากันไปพบเธอ มอบราชทรัพย์ แล้วพากันไปสู่ชนบทของพวกเรา ดังเดิม.
ครั้งนั้น พระกุมารแม้ทั้งหมดนั้นก็ให้เปิดประตูเมือง มิได้เป็นศัตรูเลย พากันเข้าสู่พระนคร. ฝ่ายพระราชาตรัสสั่งให้พวกอำมาตย์คุมสักการะเพื่อพระกุมารเหล่านั้น ทรงส่งสวนทางไป. พระกุมารทรงพระดำเนินมาด้วยบริวารเป็นอันมาก ขึ้นสู่พระราชวัง แสดงอาการนอบน้อมแด่พระเจ้าสังวรมหาราช พากันประทับนั่งเหนืออาสนะต่ำ. พระเจ้าสังวรมหาราชทรงประทับนั่งเหนือสีหาสนะ ภายใต้เศวตฉัตร พระยศใหญ่ พระสิริโสภาคอันใหญ่ได้ปรากฏแล้ว สถานที่ที่ทอดพระเนตรแล้วๆ ระยิบระยับไป.
พระอุโบสถกุมารทอดพระเนตรเห็นสิริสมบัติของพระเจ้าสังวรมหาราช แล้วทรงพระดำริว่า พระราชบิดาของพวกเรา ทรงทราบความที่สังวรกุมารได้เป็นพระราชา. เมื่อพระองค์ล่วงลับไป จึงประทานชนบทอื่นๆ แก่พวกเรา มิได้ประทานแก่สังวรกุมารนี้.
เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระเจ้าสังวรมหาราชนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
มหาราชาผู้เป็นจอมแห่งชนทรงทราบถึงพระศีลาจารวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ มิได้สำคัญพระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย.
เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพยังทรงพระชนม์อยู่ หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระประยูรญาติผู้เห็นประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือพระองค์.
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชษฐภาดาผู้ทรงร่วมกำเนิดได้. ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน หมู่พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้.
พระเจ้าสังวรมหาราชทรงสดับพระดำรัสนั้น.
เมื่อทรงแถลงพระคุณของพระองค์ ได้ตรัสคาถา ๖ คาถาว่า
ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ริษยาสมณะทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไหว้เท้าของท่านผู้คงที่.
สมณะเหล่านั้นยินดีแล้วในธรรมของผู้แสวงหาคุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟัง ไม่มีความริษยา.
หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงเหล่านั้น แล้วมิได้ดูหมิ่น สักน้อยหนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม.
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยง และบำเหน็จบำนาญของจตุรงคเสนาเหล่านั้น ให้ลดน้อยลง.
อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มีปรีชาของฉัน มีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนครพาราณสี ให้มีเนื้อมาก มีน้ำดี.
อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้ว จากรัฐต่างๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรดทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ.
ครั้นพระอุโบสถกุมารทรงสดับพระคุณของพระองค์ แล้วได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติโดยธรรม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิตด้วย ทั้งทรงเกื้อกูลพระประยูรญาติด้วย.
ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระองค์ ผู้แวดล้อมไปด้วยพระประยูรญาติ ทรงพร้อมมูลด้วยรัตนะต่างๆ เหมือนจอมอสูรไม่เบียดเบียนพระอินทร์ ฉะนั้น.
พระเจ้าสังวรมหาราชทรงประทานยศใหญ่แด่พระเจ้าพี่ทุกพระองค์. พระเจ้าพี่เหล่านั้นประทับอยู่ในสำนักของพระองค์ ตลอดกึ่งเดือน กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พวกหม่อมฉันจักคอยระวังพวกโจรที่กำเริบขึ้นในชนบททั้งหลาย เชิญพระองค์ทรงเสวยสุขในราชสมบัติเถิด แล้วเสด็จไปสู่ชนบทของตนๆ.
พระราชาทรงดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ได้ไปเพิ่มเทพนครให้เต็ม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ ครั้งก่อน เธอทนต่อโอวาทเช่นนี้ บัดนี้ เหตุไร ไม่กระทำความเพียร ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
ทรงประชุมชาดกว่า
สังวรกุมารผู้เป็นพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุนี้
อุโบสถกุมารได้มาเป็น พระสารีบุตร
เจ้าพี่ที่เหลือได้เป็นเถรานุเถระ
และบริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท
ส่วนอำมาตย์ผู้ถวายโอวาทได้มาเป็น เราตถาคต แล.
จบอรรถกถาสังวรชาดกที่ ๘
-----------------------------------------------------