สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ นัดผมเป็นวิทยากรทางออนไลน์ ในการฝึกอบรมปฏิบัติการ Feedback Feedforward และ Reflection วันพุธที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เวลา ๘.๓๐ – ๑๕.๐๐ น. แก่ทีมนิเทศอาสาโครงการโรงเรียนคุณธรรม ๕๖ คน ทีมงานสถาบันฯ ๘ คน และทีมงาน กสศ. ๓ คน โดยมีเป้าหมาย (๑) เพื่อให้นิเทศอาสาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการศึกษาในการพัฒนาคุณธรรม (๒) เพื่อให้นิเทศอาสาได้แนวทางในการนิเทศติดตามในมิติการเรียนรู้เชิงรุกในการพัฒนาคุณธรรม ที่ผมเพิ่มเติมเป้าหมายว่า เพื่อให้โครงการฯ พัฒนาวิธีดำเนินการ ให้ก่อผลกระทบในการหนุนนักเรียนให้สร้างคุณลักษณะด้านคุณธรรมใส่ตัว อย่างแท้จริง และติดตัวไปตลอดชีวิต
ผมเสนอให้นิเทศอาสาเขียนข้อสะท้อนคิดตอบ ๒ คำถามคือ (๑) ให้นิเทศอาสาเล่าเรื่องที่ภูมิใจ สิ่งที่นำกลับไปทำมีผลกระทบ (impact) ต่อเด็กนักเรียน อย่างไร (๒) Pain point (ปัญหาหรือสิ่งที่เจอและต้องการแก้ไข) ที่จะทำให้การขยายการทำงานที่ เกิดขึ้น และมีผลกระทบ (impact) ต่ออะไรบ้าง ส่งให้ทีมงานของสถาบันฯ และทีมงานของสถาบันส่งให้ผู้เข้าประชุมอ่านก่อน เพราะจะไม่มีการนำเสนอข้อสะท้อนคิดทั้งสองข้อ แต่จะมีการสะท้อนคิดตอบคำถามที่ facilitator (คือผม) ถามอย่างฉับพลันในที่ประชุม เพื่อการเรียนรู้วิธีทำหน้าที่นิเทศ
ก่อนการประชุม ผมอ่านเอกสารข้อสะท้อนคิดของนิเทศอาสา ๓๙ ท่าน เพื่อเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจสถานการณ์ที่นิเทศอาสาไปมีปฏิสัมพันธ์กับทีมงานของโรงเรียน และเตรียมคำถามได้ ๑๑ คำถาม เพื่อเตรียมทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator) แบบฉับพลัน
ผมตีความว่า เป้าหมายที่แท้จริงของโรงเรียนคุณธรรมคือ การจัดบรรยากาศ และกระบวนการให้นักเรียนสร้างคุณธรรมชุดหนึ่งใส่ตัว เพื่อให้เป็นคุณสมบัติติดตัว เป็นคุณต่อตนเอง และต่อสังคม ไปตลอดชีวิต โดยโรงเรียนทำเพื่อนักเรียน ไม่ใช่ทำเพื่อสถาบันฯ มูลนิธิยุวพัฒน์ ผมจึงวางแผนตั้งคำถามว่า นิเทศอาสาไปพบท่าทีของโรงเรียนสองแบบ คือแบบทำเพื่อนักเรียน กับทำเพื่อสนองมูลนิธิฯ หรือที่จริงทำเพื่อโรงเรียนหรือเพื่อผู้บริหารโรงเรียน ในสัดส่วนแค่ไหน นี่คือการสะท้อนคิดสู่วัฒนธรรมในวงการศึกษา ว่าทำเพื่อนักเรียน กับทำเพื่อตนเอง (โดยไม่รู้ตัว) ในสัดส่วนเพียงไร
นำสู่คำถามต่อเนื่อง ว่าโรงเรียนที่มีท่าที ๒ แบบนี้ มีการดำเนินการแตกต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อการหนุนนักเรียนให้สร้างคุณลักษณะด้านคุณธรรมใส่ตัว แตกต่างกันอย่างไร
ผมเองมองว่า การที่ทีมงานของโรงเรียนมีท่าทีทำงานเพื่อนักเรียน เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า ในทางตรงกันข้าม ทีมงานโรงเรียนที่มุ่งทำเพื่อสนองนาย เป็นการทำเพื่อตนเอง เป็นการย่อหย่อนในคุณธรรม ผมเตรียมไปถามที่ประชุมว่า ความคิดของผมถูกต้องเหมาะสมหรือไม่
โดยตอนเริ่มประชุม ผมบอกที่ประชุมว่า ผมทุ่มเทต่องานนี้มาก เพราะมองว่าเป็นวงของผู้ใหญ่ในวงการศึกษาของบ้านเมือง ที่จะเป็นพลังช่วยกัน transform ระบบการศึกษาของเรา ที่ผมมองว่าพฤติกรรมในวงการศึกษาหลายด้าน มีมิติด้านคุณธรรมที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ด้วย ไม่ทราบว่าทีมผู้เข้าร่วมต้องการให้ผมตั้งคำถามสู่ประเด็นเหล่านี้หรือไม่ และถามผู้บริหารของสถาบันฯ ด้วยว่า ต้องการให้แตะหรือไม่
สำหรับผม เรื่องคุณธรรมเป็นมิติด้านกระบวนทัศน์หรือความเชื่อ ที่สะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรม ที่ต้องสะท้อนคิดให้ลึก และมีใจเป็นกลาง จึงจะเห็น คือคุณธรรมที่แท้ เป็นเรื่อง “ความมั่นคงในคุณธรรม” (integrity) ที่ปฏิบัติแม้ไม่มีคนเห็น ซึ่งหมายความว่า การปฏิบัติเพื่ออวด หรือเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าดี ยังไม่ใช่คุณธรรมในมิติที่ลึก
นอกจากนั้น การปฏิบัติเชิงคุณธรรมเพื่อสนองกฎเกณฑ์กติกา หรือคำสั่ง ไม่ใช่การพัฒนาคุณธรรมที่แท้จริง เป็นการดำเนินการหลอกๆ ที่ผมคิดว่าก่อผลเสียต่อนักเรียน มากกว่าก่อผลดี เพราะนักเรียนก็จะเรียนวิธีดำเนินชีวิตแบบ “ลิงหลอกเจ้า” ไปใช้ในชีวิตของตน
ผมจึงชักชวนผู้เข้าประชุม ให้เสนอกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมที่เป็น “ของแท้” ที่จะหนุนให้นักเรียนพัฒนาค่านิยมคุณธรรมที่แท้ใส่ตัว ติดตัวไปตลอดชีวิต และช่วยกันสะท้อนคิดว่า เกิดจากวิธีคิด และวิธีดำเนินการที่โรงเรียนอย่างไร ใครมีบทบาททำให้เกิด และจะมีวิธีนิเทศให้เกิดกิจกรรมหนุนการพัฒนาคุณธรรม “ของแท้” ได้อย่างไร
ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม โดยผมไม่มั่นใจเลย ว่าการทำหน้าที่ “คุณอำนวย” ครั้งนี้ของผม จะสำเร็จหรือล้มเหลว
กำหนดการเริ่ม ๘.๓๐ น. ผมเข้าก่อนเวลา ๔ นาที พบว่ามีนิเทศอาสาเข้าไปคุยกันก่อนแล้วอย่างสนิทสนมและสนุกสนาน กิจกรรมจริงๆ เริ่ม ๙ น. โดย ดร. พะโยม ชิณวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมกล่าวเปิด ตามด้วย ผมตั้งคำถามว่ามีโรงเรียนคุณธรรม ๒ แบบไหม
แบบที่ ๑ ดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของนักเรียนอย่างแท้จริง
แบบที่ ๒ ดำเนินการเพื่อให้โรงเรียนดูดี ตอบสนองหน่วยเหนือ หรือเพื่อสนองสถาบันฯ ที่เข้าไปสนับสนุน
คำตอบคือ โรงเรียนในโครงการดำเนินการตาม 4 + 6 Model ที่เน้นให้โรงเรียนมีอิสระในการกำหนดประเด็นคุณธรรมเพื่อพัฒนานักเรียน โรงเรียนจึงทำตามแนวของตนเอง และเห็นผลต่อนักเรียน ครู และโรงเรียนอย่างแท้จริง เมื่อเข้าไปในโรงเรียนคุณธรรม จะเห็นความร่มรื่น เป็นระเบียบเรียบร้อย เห็นหน้าตา แววตา ท่าทางของนักเรียน และครู ที่มีความสุข มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี
เมื่อตั้งคำถาม เพื่อสานเสวนา (สุนทรียสนทนา - dialogue) ไปเรื่อยๆ ก็พบความจริงว่า “โรงเรียนคุณธรรม” มี ๒ ค่าย คือค่ายมูลนิธิยุวสถิรคุณ ที่ต่อมาโอนมาให้มูลนิธิยุวพัฒน์ดูแล กับค่าย สพฐ. (๑) ที่บางโรงเรียนทำทั้งสองค่าย มอบให้ครูดูแลต่างคนกัน บูรณาการเรื่องเดียวกันแต่มาจากคนละสำนักไม่เป็น โรงเรียนแบบนี้ตกอยู่ในแบบที่ ๒ ข้างบน และกิจกรรมโรงเรียนคุณธรรมเป็นภาระ ไม่ใช่เป็นตัวช่วยการปฏิบัติงานของโรงเรียน
นอกจากนั้น ทางราชการยังมีคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ (๒) มีศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (๓) รวมทั้งมีโครงการสถานศึกษาวิถีพุทธ (๔) ที่พอจะเดาออกว่า ทำให้กิจกรรมสร้างเสริมคุณธรรมในโรงเรียนมีความสับสนแยกออกเป็นส่วนๆ (fragmented) และมีมิติของการใช้อำนาจสั่งการสูง ซึ่งไม่ใช่แนวทางของสถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์
ฟังจากการสะท้อนคิดทั้งหมดแล้ว ผมเข้าใจว่า มีการดำเนินการโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ ตาม ๒ แบบข้างบนในจำนวนก้ำกึ่งกัน โดยโรงเรียนแบบที่ ๑ ก็ยังตกอยู่ใต้วัฒนธรรมของระบบการศึกษาด้านทำเพื่อแสดงผลงานอยู่ด้วย และผมให้ข้อเสนอแนะว่า โอกาสพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งคือ ตรวจสอบผลกระทบที่นักเรียนได้รับอย่างแท้จริง โดยระมัดระวังไม่ตกหลุมการมีนักเรียนเด่นได้รับรางวัลระดับชาติ หรือนานาชาติ เฉลิมฉลองกันใหญ่โดโดยลืมตรวจสอบว่านักเรียนคนอื่นๆ ได้พัฒนาคุณธรรมและด้านอื่นๆ ตามเป้าหมายหรือไม่
ผมเสนอให้ตรวจสอบผลต่อนักเรียนเป็นรายคน เพื่อหาทางใช้กิจกรรมคุณธรรมพัฒนานักเรียนให้ทั่วทุกคน ในลักษณะ individualized development ที่จะยกระดับคุณภาพของโรงเรียนขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
การเสวนาของคณะนิเทศอาสาครั้งนี้ มีคุณภาพสูงมาก มีการให้ข้อมูลการลงไปนิเทศที่โรงเรียน ข้อมูลการดำเนินการที่เมื่อฟังแล้วเกิดความปลื้มปิติ และดีใจแทนประเทศไทย ว่าวงการศึกษาของเรามีผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังมีจิตอาสาทำเพื่อบ้านเมือง โดยที่ท่านเหล่านี้เป็นผู้มีความรู้แน่น และมีความคิดที่เห็นแก่ส่วนรวมอย่างแท้จริง ยิ่งถามยิ่งเสวนาท่านก็ให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ลึกซึ้งยิ่ง ไม่หลงไปตามกระแส ท่านเหล่านี้คงจะอัดอั้นตันใจไม่มีโอกาสแสดงความเห็นที่แย้งกับกระแส เมื่อผมตั้งคำถามแหย่ ด้วยการบอกความเห็นอย่างจริงใจของผม ตามด้วยคำถามว่าความคิดเช่นนี้ผิดหรือถูก ก็ไปแทงใจดำของท่าน การเสวนาอย่างเปิดใจก็เกิดขึ้น ช่วยให้ผมได้ความรู้มากจริงๆ
คำถามตอนต้นๆ คือในชั่วโมงแรก (ของ ๕ ชั่วโมงเศษ) ว่า ในเมื่อโครงการนี้ส่งผลดีต่อนักเรียน โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชนสูงถึงเพียงนี้ ทำไมจึงขยายไม่ออก ทำไมอีกสามหมื่นโรงเรียนไม่เอาไปใช้ เพื่อให้โรงเรียนมีผลงานแท้จริง คำตอบที่ผมได้คือ สพฐ. เขาก็มีโครงการของเขาอยู่แล้ว โดยมีความต่างที่ชัดเจนคือเป็นโครงการ top-down ในขณะที่โครงการของมูลนิธิยุวพัฒน์มีลักษณะ bottom-up
อีกคำตอบที่ผมตีความได้คือ โครงการของมูลนิธิยุวพัฒน์นี้ ยังมีมิติของการเรียนรู้และพัฒนาจากการดำเนินการน้อยไป ยังไม่ได้เอาวิธีเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ไปให้ทีมงานของโรงเรียนใช้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในระดับหลักการหรือทฤษฎีว่าด้วยการพัฒนาคุณธรรมอย่างบูรณาการกับความรู้ทักษะและคุณลักษณะอย่างอื่น (๕) หรือที่จริงทีมนิเทศอาสายังไม่รู้จัก experiential learning ด้วยซ้ำไป ผมขอเสนอว่า สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ ควรจัดฝึกอบรมทักษะ เรียนรู้จากประสบการณ์ให้แก่นิเทศอาสา
อย่างไรก็ตาม กสศ. ได้นำ โมเดล ๔ + ๖ นี้ ไปใช้ในโรงเรียนนำร่องของ กสศ. ๓๐ โรงเรียน
มีการพูดคุยกันว่า ต้องใช้ยุทธศาสตร์ให้โรงเรียนที่ดำเนินการได้ผลดีชัดเจนทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) ขยายผลสู่โรงเรียนใกล้เคียง ซึ่งก็มีนิเทศอาสาหลายท่านเล่าว่ามีโรงเรียนคุณธรรมที่ทำหน้าที่ขยายผลไปยังโรงเรียนใกล้เคียงอยู่แล้วหลายโรงเรียน โดยโรงเรียนใกล้เคียงเหล่านั้นเห็นผลดีของโมเดล ๔ + ๖ ต่อการพัฒนาโรงเรียน และมีหลายเขตพื้นที่ที่ทางเขตพื้นที่ดำเนินการขยายผลในทุกโรงเรียนในเขต ตัวอย่างเช่น อำเภอแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง อำเภาสองแคว จังหวัดน่าน
มีเรื่องราว และเรื่องเล่าดีๆ มากมาย ทั้งจากเอกสาร และจากการสานเสวนา โดยเฉพาะเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวนักเรียน ที่ฟังแล้วเกิดความสุข ที่นำมาใช้สื่อสารสังคม เพื่อสร้างการขยายผลแบบ “ล่างสู่ล่าง” คือจากโรงเรียนตัวอย่างหรือโรงเรียนแกนนำ สู่โรงเรียนที่ต้องการเครื่องมือพัฒนาโรงรียนที่ใช้ง่าย และส่งผลดีไม่เฉพาะด้านคุณธรรม แต่ยังช่วยให้ผลการสอบวิชาดีขึ้น นักเรียนมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น มีความภาคภูมิใจในตนเอง นักเรียนชั้นมัธยมมีโครงงานคุณธรรม ลงใน portfolio ช่วยให้เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยดีๆ ได้
มีนิเทศอาสาท่านหนึ่งกล่าวว่า โมเดล ๔ + ๖ ก็คือ Active Learning ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอนำมาย้ำไว้
ในงานนี้ ผมได้เรียนรู้สองต่อ คือเรียนรู้เรื่องโรงเรียนคุณธรรมในมิติที่ลึกมาก เห็นคุณค่าของโครงการ และของโมเดล ๔ + ๖ ชัดเจน ต่อที่สองคือ ผมได้มีโอกาสฝึกเป็น “คุณอำนวย” การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มนิเทศอาสา โดยผมทำหน้าที่ตั้งคำถาม และสร้างบรรยากาศเชิงบวก ช่วยให้วงสานเสวนาครั้งนี้มีพลังสูงมาก
ผมหวังว่า นิเทศอาสาทุกท่าน จะได้เรียนรู้เทคนิคการตั้งคำถาม และการสร้างบรรยากาศเชิงบวก สำหรับนำไปใช้ในการนิเทศโรงเรียน ให้การนิเทศส่งผลสร้างพลังแก่ทีมงานของโรงเรียน อย่างที่กระบวนการในวันนี้สร้างพลังให้แก่ท่านนิเทศอาสาทุกท่าน
ขอแสดงความชื่นชมมูลนิธิยุวสถิรคุณที่ริเริ่มโครงการนี้ โดยออกแบบให้มีนิเทศอาสา เป็นมาตรการที่ทรงคุณค่ายิ่ง
วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ย. ๖๗