ทักษะการใช้พลังของความกำกวม ไม่ชัดเจน (ambiguity) เป็น ๑ ใน ๑๗ ตัวของทักษะอนาคต (future skills) (๑) วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ ผมได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมงาน ชื่นใจ ได้เรียนรู้ ภาคครูเพลิน ครั้งที่ ๒๖ ของโรงเรียนเพลินพัฒนา ว่า ความไม่ชัดเจนที่มีสุนทรียะนำคือชิ้นงานศิลปะ
เมื่อได้เสพงานศิลปะ จิตของเราจะตื่นตัว ตั้งคำถามว่า ผู้สร้างสรรค์ชิ้นงานเขาต้องการบอกอะไร แต่ในตอนนี้ ผมฝึกให้ตัวเองตั้งคำถามว่า เราจะอาศัยชิ้นงานนี้อธิบายหลักการเชิงนามธรรมอะไร เท่ากับชิ้นงานศิลปะคือช่องทางช่วยให้ผู้เสพมีเสรีภาพในการตีความหาความหมายด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนคนอื่น
ความไม่ชัดเจนนำสู่อิสรภาพ เสรีภาพ เพราะตัวเรากล้าตีความตามความคิดของเราเอง โดยไม่กลัวผิด ไม่กังวลว่าจะถูกตำหนิว่าคิดโง่ๆ
นี่คือเป้าหมายของ “การศึกษา” … ฝึกให้เยาวชนกล้าตีความสิ่งต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง เข้าสู่คุณค่า หรือความหมายในชีวิต เข้าสู่มิติของความเป็นมนุษย์ โดยมีความเชื่อว่า แต่ละคนย่อมตีความตามความคิดของตนเอง ไม่มีถูก ไม่มีผิด
นำผมสู่การค้นพบ “โรคกลัวผิด” ที่การศึกษาไทยเป็นแหล่งแพร่เชื้อ ประเทศที่มีการศึกษาคุณภาพสูง เขากำจัดโรคนี้ไปสิ้นทรากแล้ว แต่ในประเทศไทยเรา ยังระบาดหนัก เป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพพลเมืองไทย เป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพการศึกษาไทย
โรคกลัวผิด บั่นทอนการพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง (identity development) ทำให้เด็กไทยไม่รู้จักตัวเอง จิตใจและชีวิตจึงเคว้งคว้าง ถูกชักจูงไปในทางที่ผิดได้ง่าย และไม่พัฒนาสู่การมีคุณธรรม และความมั่นคงในคุณธรรม (integrity) แม้จะมีสิ่งยั่วยุ
โรคกลัวผิด บั่นทอนการพัฒนาความเริ่มสร้างสรรค์ (creativity), การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking), การเป็นตัวของตัวเอง (self-identity), และ soft skills อื่นๆ รวมทั้งบั่นทอนการสร้างค่านิยมที่ดีใส่ตัว
การได้มีโอกาสอยู่กับความกำกวมไม่ชัดเจน ไม่เพียงได้ความสุขจากสุนทรียภาพเท่านั้น ยังมีโอกาสได้เพิ่มพูนปัญญา จากการกล้าตีความตามแนวของเราเอง ตีความแล้วเอาไปทดลองใช้ในชีวิต เพื่อใช้ประสบการณ์นั้นนำสู่การใคร่ครวญสะท้อนคิด สู่การสร้างปัญญาใส่ตน
วงจรระหว่างความไม่ชัดเจน กับความชัดเจน เป็นวงจรแห่งปัญญา หากเราใช้เป็น
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ต.ค. ๖๗