วันนี้ระหว่างการนั่งไถ Facebook Feed แล้วก็พบกับข้อความนี้ (ตามภาพ) ซึ่งเป็นคำถามที่ถูกตั้งโดยอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็น Friend กันใน Facebook นั่งอ่านอยู่ 2 - 3 ครั้งและรู้สึกว่า “มันที่เป็นคำถามที่เย้ายวนชวนให้ตอบเสียงเหลือเกิน” เพียงแต่ถ้าเราเข้าไปตอบใน Comment คงเป็นอะไรที่ยืดยาวพอสมควรเลย เราเลยทำการเสียมารยาทด้วยการนำคำถามของอาจารย์มาเป็นจุดตั้งต้นแล้วนำมาเขียนเป็นบทความเพื่อตอบคำถามนี้จะมุมมองและความคิดของเรา ณ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ และในวันนี้ดู
เอาหละ… ถ้าจะตอบคำถามนี้ได้ สิ่งแรกที่น่าสนใจคือคำว่า “อารยะ” เราเลยไปลองค้นหาดูเล่น ๆ คำว่า “อารยะ” มีความหมายว่าอย่างไร ? พจนานุกรม ฉับบราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ระบุเอาไว้ว่า…
อารย-, อารยะ [อาระยะ-] ว. เจริญ. (ส.; ป. อริย). [1]
เมื่ออ่านพบความหมาย และได้รับรู้ว่า “อารยะ” ในภาษาสันกฤต เมื่อเทียบกับภาษาบาลี มันคือคำว่า “อริย” เราอาจจะตอบได้ทันทีว่า “ถ้าจะเป็นอารยะ ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ ถ้าอารยะ ไม่ประกอบไปด้วยธรรมะ ก็ไม่ใช่อารยะ” นั้นคือความคิดและคำตอบของเราในอดีต แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น ได้อ่าน และได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น มันทำให้เราลอง “หยุด” แล้วกลับมาถามตังเองอีกครั้งว่า “เรากำลังตอบคำถามนี้ด้วยมุมมองในเชิงภาษาเท่านั้นอยู่หรือเปล่านะ ?” และ “หากจะตอบคำถามนี้ได้กว้างขึ้น และได้เรียนรู้เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น เราต้องมองจากมุมไหนเพิ่มขึ้นบ้าง ?”
เมื่อมีคำถามก็นึกไปถึง Clip หนึ่งใน Youtube ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับ “แก่นพุทธศาสนา” โดยเริ่มต้นจากการเล่าถึง “ภูมิหลังของอินเดีย” ขึ้นมาก่อนเพื่อในเห็นบริบทและสถานการณ์ของอินเดียโบราณว่ามีอะไรเกิดขึ้น โดยในคลิปท่านเล่าว่า…
อินเดียโบราณ (ชมพูทวีป) เมื่อ 5,000 ปีที่มาแล้วนั้น มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองคือ “อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ” คนกลุ่มนี้สร้างบ้านสร้างเมืองได้รุ่งเรืองมาก ๆ จนกระทั่งมีกลุ่มนักรบบนหลังม้า ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ป่าเถื่อนที่มาทางตะวันตกเฉียงเหนือที่เรียกว่า “พวกอารยัน” เข้ามาบุกโจมตีและยืดครองดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุนี้ และเมื่อพวกนี้มีอำนาจก็ลดระดับชนเผ่าเดิมไปเป็นคนใช้แรงงาน ไปเป็นทาสเสีย ทำให้อาจจะเป็นการเกิดของ “วรรณะต่าง ๆ” ขึ้นมาด้วย ดังนั้นเมื่อพูดถึงคำว่า “อารยะ” ในสมัยก่อนพุทธกาล นั่นอาจจะหมายถึง “กลุ่มคนที่มีวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ และแพศย์ (พ่อค้า เกษตรกร คนเลี้ยงสัตว์)” นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นักโบราณคดีคาดการณ์ไว้
เมื่อเราได้ฟังอรรถาธิบายมาถึงตรงนี้ ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาสองประเด็น นั่นคือ…
1. คำว่า “อารยะ” นี้มีวิวัฒนาการทางภาษาผ่านประวัติศาสตร์และความเชื่อตกทอดลงมาอย่างเป็นระบบ ดังที่สมเด็จฯ ท่านได้อรรถาธิบายไว้ และเมื่อเกิดศาสนาขึ้นการนำคำคำนี้มาใช้ก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขึ้นหนึ่งด้วยเช่นกัน
2. ในเชิงประวัติศาสตร์ตามที่สมเด็จฯ ได้อรรถาธิบายไว้นั้นเรากลับพบว่า… “อารยะธรรม” ในเชิงกายภาพที่หมายถึงบ้านเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนมันเป็นแบบหนึ่ง แต่คำว่า “อารยะ” ในเชิงการอธิบายถึงกลุ่มคนนั้นกลับมีความหมายที่ไม่เหมือนกันเลย
กล่าวคือ “อารยธรรม” ในเชิงบ้านเมือง ความเป็นไปของวิถีชีวิตผู้คนในพื้นที่ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ อาจหมายถึง รูปแบบการอยู่ร่วมกันที่มีอัตลักษณ์บางอย่างทั้งแต่สิ่งก่อสร้าง การออกแบบ จนกระทั่งถึงพื้นฐานแนวความคิดและความเชื่อบางอย่างที่มีร่วมกัน แต่ “อารยะ” ที่หมายถึงกลุ่มนั้นเป็นเพียงชื่อเรียก “คนกลุ่มหนึ่ง” และหากออกมาจากโลกอินเดียโบราณ เข้าสู่ประวัติศาสตร์โลกร่วมสมัยเราก็จะพบว่า “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เองก็เรียกตัวเองและคณะว่าเป็น “พวกอารยะ” เช่นกัน
คราวนี้กลับมาตอบคำถามข้อนี้ที่อาจารย์ได้ตั้งไว้ ผมอาจจะตอบได้แบบนี้ว่า…
“ผู้เป็นอารยะ นั้นเป็น ”ผู้มีธรรม" อยู่แล้ว เพียงแต่ธรรมนั้นเป็นธรรมฝ่ายไหน ? เป็นธรรมอันส่งเสริมให้ตนและผู้คนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและพบสันติมากขึ้น หรือเป็นในทางตรงกันข้าม หรือเป็นแบบสูงบ้างต่ำบ้างกันแน่ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราควรรู้และควรสังเกตให้มาก
แต่ถ้าจะตอบให้ตรงกับคำถามที่อาจารย์ตั้งไว้แบบแป๊ะ ๆ ไปเลย ผมกลับมองว่า หากเป็นอารยะแล้ว ธรรมะ ไม่ชนะอธรรม พวกเขาก็เป็นดังชนเผ่าเร่ร่อน กล่าวคือ พวกเขาก็จะปกครองโดยอำนาจ และมีความเชื่อที่ว่าโลกนี้ถูกต้องเมื่อผู้แข็งแกร่งที่สุดได้บอกไว้แล้วว่าถูกต้อง ไม่มีข้อแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อโต้แย้งจะมีผลต่อเมื่อคุณสามารถแสดงตนเองว่าคุณเองก็มีกำลังทัดเทียมกับผู้มีอำนาจ การอยู่บนหนทางแบบนี้ทำให้ผู้คนต้องพิสูจน์ตนเองอยู่ตลอดเวลาว่าฉันเก่งพอ ดีพอ และแข็งแรงพอ นี่เป็นภาพที่ผมมองเห็นและเป็นสิ่งที่ผมเลือกตอบ ณ ตอนนี้ วันนี้ เดี๋ยวนี้ (ซึ่งในอนาคต (ไม่ว่าใกล้หรือไกล) ความคิด ความเชื่อ ความเห็นผมอาจจะเปลี่ยนก็ได้นะ)"
พอเขียนมาถึงตรงนี้ทำให้สะท้อนคิดขึ้นมาอีกอย่างว่า… เป็นไปได้ไหมที่ “อารยธรรม” บางอย่างก็มีรากฐานมาจากกลุ่มอำนาจนิยม / กำลังนิยมอยู่แล้ว อย่าลืมว่า… มนุษย์เองก็เป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด ต้องการปัจจัยสี่ที่สมบูรณ์พร้อม และต้องการการถูกมองเห็นและยอมรับ เราอาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเรื่อย ๆ ว่า… เราเองเดินอยู่บนเส้นทางแบบไหน ความเชื่ออะไรที่เรากำลังเลือกเดิน และควรมองให้ลึกและกว้างไกลมากไปกว่า “เพียงชื่อ” หรือ “คำที่เรียก” ให้ได้ ไม่เช่นนั้นเราก็ตีกรอบตัวเองในอยู่ในโลกที่แคบไปเรียบร้อย
“เสรีภาพ” ที่ดูกว้างขว้าง ก็แคบได้ หากเรามองมันอย่างไม่รอบด้าน และไม่เข้าใจว่าบริบทและความหมายที่แท้จริง ในทางกลับกัน “ความภักดี” กลายเป็น “ความถือดี” ได้ทันที เมื่อเราใช้งานมันอย่างสุดโต้งมากเกินไป และ “ความเมตตา” ก็สามารถกลายเป็นเพียง “น้ำในถ้วยชาใบเล็ก ๆ” หากเรายึดเกาะมันอยู่ในมุมเดียว
ไม่ใช่แค่คำ หรือความหมายเท่านั้นที่มนุษย์เราเรียนรู้ ภายใต้คำและความหมายเหล่านั้นมีสิ่งที่เรียกว่า “สภาวะ” อยู่ด้วยเสมอ หากแม้เราสามารถกลับไปแตะถึงรากและแก่นของคำพร้อมทั้งดำรงตนอยู่ในความพอดีของสภาวะเหล่านั้นได้ นั่นแหละคือวันที่เราจะตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนว่า “อารยะ” ของ เรามี “ธรรม” ฝ่ายไหนเป็นพื้นฐาน
นี่คือความคิดและมุมมองของฉันที่มีต่อคำถามอันนี่เย้ายวนนี้
ณ วันนี้ ตอนนี้ และเดี๋ยวนี้นะ :)
ข้อมูลอ้างอิง
[1] คำว่า “อารยะ” : https://dictionary.orst.go.th/
[2] ถ้ารู้ภูมิหลังอินเดีย จะเห็นแก่นพุทธศาสนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) : https://www.youtube.com/watch?v=y-_dOFlauas
