หนังสือ Purpose-Driven Learning : Unlocking and Empowering Students’ Innate Passion for Learning by Adam Moreno (2022) ระบุว่า “The purpose of school is to unlock and empower the drive for authentic, holistic lifelong learning that is innate in every person.” ซึ่งหมายความว่า การเรียนรู้เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และพลังขับดันการเรียนรู้ในวัยเยาว์สูงกว่าในวัยใด นี่คือธรรมชาติของวัยเยาว์
การวางรากฐานค่านิยมในเยาวชน ไม่เพียงมีผลดีต่อชีวิตของเยาวชนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่รับผิดชอบครอบครัว ชุมชน บ้านเมืองและโลก เท่านั้น แต่ยังมีผลดีต่อครอบครัว ชุมชน บ้านเมืองและโลกโดยตรงด้วย
การวางรากฐานค่านิยมในเยาวชน เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
การพัฒนาค่านิยมของเด็กตามลำดับวัย
ทารกในครรภ์
การพัฒนาค่านิยมเกิดขึ้นเมื่อถึงวัยตระหนักรู้ แต่ตอนเป็นทารกในครรภ์มารดา ระหว่างที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบสื่อประสาท และระบบฮอร์โมน หากมารดามีความเครียดเรื้อรัง จะมีผลร้ายต่อการพัฒนาระบบของสมองและฮอร์โมนที่เรียกว่า HPA Axis ของทารก ที่เป็นระบบจัดการความเครียด โดยอาจส่งผลในทางที่ HPA Axis ไวเกิน หรือส่งผลในทางตรงกันข้าม คือทำให้ HPA Axis ทำงานน้อย ส่งผลต่อการพัฒนาค่านิยมยากง่ายเมื่อโตขึ้น
แต่ข้อบกพร่องนี้ แก้ได้โดยการเลี้ยงดูและการกระตุ้นที่ดีหลังเกิด
อายุ ๐ - ๓ ปี
เน้นพัฒนาความไว้วางใจ (trust) ความปลอดภัย (security) และตัวตน (self)
เรียนรู้ผ่านการสังเกต การเลียนแบบ และปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดู
ค่านิยมที่เน้นพัฒนา : ความเคารพ (respect), ความเห็นอกเห็นใจ (compassion), ความเข้าใจผู้อื่น (empathy)
บทบาทของผู้ใหญ่ : ทำเป็นตัวอย่าง ชมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่สะท้อนค่านิยมที่ดี (เป็น reinforcement) สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีความรัก
ก่อนวัยเรียน อายุ ๓ - ๕ ปี
เน้นพัฒนาทักษะทางสังคม ควบคุมอารมณ์ แยกแยะสิ่งผิดออกจากสิ่งถูก
เรียนรู้ผ่านการเล่น การเล่าเรื่อง (storytelling), และการสอนโดยตรง (direct instruction)
ค่านิยมที่เน้นพัฒนา : ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การแบ่งปัน
บทบาทของผู้ใหญ่ : กำหนดความคาดหวัง ให้โอกาสฝึกค่านิยม ฝึกวินัยเชิงบวก สื่อสารแบบเปิดรับซึ่งกันและกัน
วัยเรียน อายุ ๖ - ๑๒ ปี
เน้นเข้าใจผลของการกระทำ พัฒนาความเข้าใจผู้อื่น ทำความเข้าใจความแตกต่างหรือขัดแย้งด้านคุณธรรม
เรียนรู้ผ่านการอภิปรายในชั้นเรียน การแสดงบทบาทสมมติ (role-play) และการรับฟังมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย
ค่านิยมที่เน้นพัฒนา : เคารพกติกา ความร่วมมือ การเป็นพลเมือง ความตระหนักต่อโลก (global awareness)
บทบาทของผู้ใหญ่ : เอื้อโอกาสให้มีการอภิปรายเรื่องค่านิยม ให้ตัวอย่างในชีวิตจริง ส่งเสริมให้มีการวิพากษ์เรื่องเกี่ยวกับคุณธรรม
วัยรุ่น อายุ ๑๓ - ๑๘ ปี
เน้นพัฒนาอัตลักษณ์ส่วนตน ความมีอิสระ (independence) และการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม (ethical reasoning)
เรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดต่อตนเอง (self-reflection) ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน และการได้สัมผัสอุดมการณ์ที่หลากหลาย
ค่านิยมที่พัฒนา : ความมั่นคงในคุณธรรม (integrity), ความเป็นธรรม (justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม วางใจในตนเอง (self-reliance)
บทบาทของผู้ใหญ่ : จัดให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสื่อสารกันแบบเปิดใจ ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับค่านิยม แสดงการยอมรับวิวัฒนาการของตัวตน
วัยผู้ใหญ่ เสริมการพัฒนาค่านิยมด้วย
การสะท้อนคิดต่อตนเอง ประเมินค่านิยมของตน และผลต่อพฤติกรรมหรือการกระทำ
ทำกิจกรรมจิตอาสาและการให้บริการ โดยเข้าร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมของตน
เรียนรู้ตลอดชีวิต : ยกระดับหรือเพิ่มความชัดเจนของค่านิยมของตนโดยการอ่าน การเข้าร่วมอภิปราย และการประชุมปฏิบัติการ
เป็นพี่เลี้ยงหรือโค้ช : เพื่อแชร์ประสบการณ์และค่านิยมของตนแก่ผู้อื่น
อุปสรรคต่อการพัฒนาค่านิยม
- มีตัวอย่างไม่ดี
- มีตัวอย่างการพูดกับทำไม่ตรงกัน
- ขาดการแนะนำที่ดี หรือคำแนะนำขัดกัน หรือเห็นตัวอย่างแตกต่างกัน ทำให้เด็กสับสน
- เผชิญสภาพที่ตัดสินใจยาก (dilemma) ในเรื่องศีลธรรมหรือคุณธรรม หรือได้รับแรงกดดันจากเพื่อนๆ
- แรงกดดันทางวัฒนธรรม จากการที่สังคมมีหลายมาตรฐาน ต่างกลุ่มมีค่านิยมแตกต่างกันแบบตรงกันข้าม
บริบทของสังคมตะวันออก
พื้นฐานวัฒนธรรมตะวันออกแตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตก โดยสังคมตะวันออกเน้นการอยู่ร่วมกัน การเคารพกฎเกณฑ์กติกา และผู้อาวุโส และการศึกษาเน้นการท่องจำ ในขณะที่สังคมตะวันตกเน้นปัจเจกบุคคล เน้นความคิดสร้างสรรค์ และการศึกษาเน้นภาคปฏิบัติ
สภาพที่แตกต่างกันนี้ น่าจะทำให้การพัฒนาค่านิยมของเด็กและเยาวชน อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ค่านิยมบางอย่างน่าจะเกิดในเด็กไทยได้ง่ายกว่า เช่นความผูกพันในฐานะญาติพี่น้อง ความรักหมู่รักคณะ เป็นต้น
สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการพัฒนาค่านิยมของเด็กและเยาวชน
จะเห็นว่า สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลสูงมากต่อการพัฒนาค่านิยมของเด็กและเยาวชน เริ่มตั้งแต่อายุ ๐ - ๓ ปี ผู้เลี้ยงดูเด็กมีอิทธิพลมาก ต่อการวางรากฐานเชิงอารมณ์และสังคมของเด็ก และเมื่อเด็กโตขึ้น จะได้รับการกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมที่กว้างขึ้น จากเดิมเฉพาะในบ้านหรือที่ที่พ่อแม่พาไป ได้ไปโรงเรียนอนุบาลหรือสถานดูแลเด็กเล็ก ได้สมาคมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน
สภาพแวดล้อมเหล่านี้ มีทั้งปัจจัยบวก และปัจจัยลบ ต่อพัฒนาการด้านค่านิยมของเด็ก หนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต เล่มนี้ มุ่งเสนอแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก ในการหนุนให้เด็กและเยาวชนสร้างค่านิยมที่ดีใส่ตน
สภาพแวดล้อมที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว ครอบครัวที่อบอุ่นอบอวลด้วยความรัก เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดต่อการวางรากฐานทางอารมณ์สังคม เพื่อการพัฒนาค่านิยมที่ดีของเด็ก ตัวอย่างที่ดีในครอบครัว ประกอบกับการพูดคุยในชีวิตประจำวัน ที่กระตุ้นการสะท้อนคิดประสบการณ์ของเด็กสู่การทำความเข้าใจหลักการเชิงค่านิยมหรือคุณธรรมที่ดี ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กจนค่อยๆ เติบโตเป็นวัยรุ่น จะช่วยให้เด็กสั่งสมค่านิยมที่ดี และคุณธรรม ใส่ตัว โดยเมื่อเด็กโตขึ้น ได้สัมผัสหรือเผชิญสภาพแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น บางประสบการณ์อาจแตกต่างจากค่านิยมที่เด็กยึดถือ สร้างความฉงนสงสัยแก่เด็ก และต้องการถามข้อสงสัยหรือแสวงหาคำแนะนำจากผู้ใหญ่ การที่เด็กมีผู้ใหญ่ที่ตนเชื่อถือไว้วางใจคอยช่วยตอบคำถาม หรือชวนสะท้อนคิด จะช่วยให้เด็กและเยาวชนได้เผชิญสภาพความเป็นจริงในสังคม (ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบต่อการพัฒนาตัวตนเป็นคนดี) นำมาสร้างค่านิยม และความมั่นคงในคุณธรรมของตนเองได้
ตรงกันข้าม ครอบครัวที่แตกแยก หรือมีความขัดแย้ง มีความเครียดคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ต่อการพัฒนาค่านิยมและคุณธรรมของเด็ก
เด็กไทยในชนบท ประมาณครึ่งหนึ่ง อยู่กับปู่ย่าตายาย ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เข้าไปทำงานหารายได้ในเมือง ปู่ย่าตายายน่าจะให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็กได้ดี แต่ในเรื่องการให้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้หลากหลายด้าน เป็นที่น่าสงสัย ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ยิ่งในด้านการจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เอื้อต่อการพัฒนาค่านิยม อารมณ์ และจริยธรรม ยิ่งน่าสงสัย และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ยิ่งต้องการสภาพแวดล้อมและการยอมรับตัวตนในครอบครัว เพื่อการต่อสู้ฟันฝ่าสังคมกับเพื่อนๆ และสังคมนอกบ้าน ที่จะไม่ถูกชักจูงให้เสียคน น่าสงสัยว่าปู่ย่าตายายจะช่วยได้เพียงใด และกลไกทางสังคมที่เป็นราชการ เช่นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ได้เอาใจใส่ประเด็นนี้เพียงใด
คำถามคือ ในชนบท สภาพแวดล้อมนอกบ้านของของเด็กและวัยรุ่น เอื้อต่อการพัฒนาเป็นคนดี หรือเอื้อให้เสียคนมากกว่ากัน ความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน
ที่จริงคำถามนี้ ใช้ได้กับเด็กในเมืองด้วย โดยเฉพาะเด็กยากจนในเมือง น่าจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กในชนบท
เมืองแห่งการเรียนรู้กับการพัฒนาค่านิยมของเด็กและเยาวชน
คำถามในตอนที่แล้ว และหลักการของการเรียนรู้ตลอดชีวิต นำสู่ขบวนการ เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ที่ริเริ่มขับเคลื่อนโดย UNESCO และประเทศไทยนำมาขับเคลื่อน ก่อผลดีอย่างน่าชื่นชม ดังข่าว ยูเนสโก ยกย่องจังหวัดพะเยา
ผมขอเสนอว่า เมืองแห่งการเรียนรู้ของไทย ไม่น่าจะเลียนแบบของยูเนสโกทั้งหมด น่าจะตรวจสอบความจำเป็นที่จำเพาะของสังคมไทย นำมาเป็นเป้าหมายตามบริบทไทยด้วย โดยประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งคือ การสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม ที่เอื้อให้เด็กพัฒนาตนเองขึ้นเป็นคนดีของชุมชน ของท้องถิ่น และของบ้านเมือง
ควรได้มีการศึกษาทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เป็นบวก และที่เป็นลบ และหาทางลดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลลบ ต่อการที่เด็กโตและวัยรุ่นจะพัฒนาขึ้นเป็นคนที่แข็งแรง มีค่านิยมดี มีคุณธรรม พร้อมกับหาทางส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เป็นบวก
หากจำเป็นที่จะต้องมีสถานบันเทิง หรือสถานบริการอื่นๆ ที่ไม่เหมาะต่อเด็กโตและวัยรุ่น ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มงวด ไม่ให้เด็กและวัยรุ่นเข้าไปในสถานที่ดังกล่าว หากมีการละเมิดต้องมีการลงโทษรุนแรง หลักการคือ ต้องไม่มีการหาผลประโยชน์จากการมอมเมาเด็กและวัยรุ่น
นอกจากเมืองแห่งการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายพัฒนาเด็กและวัยรุ่นแล้ว ควรมี ชนบทแห่งการเรียนรู้ ที่เน้นการเรียนรู้สู่ความเป็นคนดี สำหรับเป็นกลไกพัฒนาค่านิยม คุณธรรม และความเป็นพลเมืองดี เช่น อบต. แห่งการเรียนรู้ หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้
เด็กและเยาวชนในฐานะผู้สร้างค่านิยมให้แก่ครอบครัว และชุมชน
นอกจากมองเด็กและเยาวชนในฐานะผู้รับการดูแล เพื่อพัฒนาค่านิยมและคุณธรรมใส่ตนแล้ว น่าจะมีการมองเด็กและเยาวชนในฐานะ “ผู้พัฒนา” หรือ “ผู้ร่วมพัฒนา” ค่านิยมในครอบครัว ในชุมชน และในสังคม ด้วย
วิธีการมีมากมาย ที่ดีที่สุดในมุมมองของผมคือกิจกรรม โครงการบริการชุมชน ซึ่งก็คือกิจกรรมเรียนรู้จากบริการสังคม (service learning) โดยให้กลุ่มเด็กและเยาวชนในชุมชนร่วมกันสำรวจชุมชน แล้วร่วมกันค้นหาประเด็นที่มีคุณค่าสูงและมีโอกาสทำได้สำเร็จ นำมาทำเป็นโครงการ มีผู้ใหญ่ในชุมชนทำหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษา หากต้องการทรัพยากรก็ใช้วิธีเรี่ยไรหรือรับบริจาคจากคนในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ชุมชนเป็นเจ้าของ และช่วยกันสนับสนุน
เพื่อให้เกิดผลต่อการพัฒนาค่านิยม กลุ่มเยาวชนต้องร่วมกันระบุตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนกิจกรรมว่า เป้าหมายของการทำกิจกรรมนั้นมีอะไรบ้าง และเป้าหมายของการพัฒนาตนเองของสมาชิกทีมมีอะไรบ้าง หลังจากกิจกรรมจบหรือสำเร็จแล้ว มีการประชุมกลุ่มเพื่อสะท้อนคิด หรือ AAR (After Action Review) โดยโจทย์หรือคำถามเพื่อสะท้อนคิดอย่างหนึ่งคือ สมาชิกแต่ละคนได้เรียนรู้หรือพัฒนาค่านิยมใดบ้างใส่ตัว
เพื่อให้กิจกรรมบริการชุมชนของเด็กและเยาวชนในท้องถิ่น ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควรส่งเสริมให้มีการก่อตั้ง สภาเด็กและเยาวชน ที่เด็กและเยาวชนร่วมกันก่อตั้งและจัดการกันเอง ในระดับหมู่บ้าน เน้นเพื่อการพัฒนาตนเอง ผ่านการพัฒนาชุมชน (ไม่ใช่เน้นสนองเป้าหมายของหน่วยงานส่วนกลาง หรือเพื่อเรียกร้อง) หากจะมีการเรียกร้อง ก็เป็นการเรียกร้องให้พัฒนาหมู่บ้านของตน โดยตนเองเข้าร่วมดำเนินการด้วย
โรงเรียนควรมีส่วนร่วมกับผู้นำชุมชน ในการสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่รวมตัวกันก่อตั้งสภาเด็กและเยาวชน และร่วมกันดำเนินโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมของเด็กและเยาวชน
เยาวชนผู้กู้โลก
เพื่อหนุนการบรรลุ SDG (Sustainable Development Goals) มีผู้คิด IDG (Inner Development Goals) สำหรับหนุนการพัฒนาด้านในของมนุษย์ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาสังคมและโลกที่สมดุล และยั่งยืน
IDG ประกอบด้วย ๕ องค์ประกอบหลักคือ
จะเห็นว่า ทั้ง ๕ องค์ประกอบ สอดคล้องกับ VbE หรือการพัฒนาค่านิยม ตามที่เสนอในหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต เล่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์ประกอบที่ ๓ และ ๔ ดังนั้น เด็กและเยาวชน ที่พัฒนาค่านิยมที่ดีใส่ตัว นอกจากดีแก่ตัว แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมไทยแล้ว ยังมีโอกาสร่วม “กู้โลก” สู่ความยั่งยืนได้ด้วย
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.ค. ๖๗