ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต 6. เรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection)


 

การสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ระดับสูง (Mastery Learning)   และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) ที่เป็นมิติสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑  เพื่อการมีชีวิตที่ดีในโลกที่ผันผวนเปลี่ยนแปลรวดเร็วแบบคาดเดายาก    เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ครบด้าน (Holistic Learning) ไม่เฉพาะด้านค่านิยมเท่านั้น 

ความเห็นของปัญญาประดิษฐ์ 

ผมถาม Generative AI Gemini ดังนี้ “การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (critical reflection) มีหลักการและขั้นตอนอย่างไร ใช้ในการฝึกเพื่อพัฒนาค่านิยม (values) ได้อย่างไร โปรดให้คำแนะนำการใช้ในบริบทของเด็กและเยาวชนไทย”  ได้รับคำตอบที่ดีมากดังต่อไปนี้ 

“การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection) : หลักการ ขั้นตอน และการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาค่านิยมในเด็กและเยาวชนไทย

หลักการของการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด

การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection) เป็นกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเพื่อตรวจสอบความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ และสมมติฐานของตนเอง กระบวนการนี้ช่วยให้เราเข้าใจตนเอง โลกรอบตัว และประสบการณ์ของเราได้ดีขึ้น หลักการสำคัญของการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดมีดังนี้:

  • มีจุดมุ่งหมาย: การสะท้อนคิดควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราควรตั้งคำถามว่าเราต้องการเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์นี้
  • เปิดใจ: เราต้องเปิดใจรับมุมมองที่แตกต่างและท้าทายความคิดของเราเอง
  • ซื่อสัตย์: เราต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและความคิดของเรา
  • มีสติ: เราต้องมีสติสัมปชัญญะในขณะที่สะท้อนคิด
  • มีระบบ: เราควรใช้กระบวนการที่เป็นระบบในการสะท้อนคิด

ขั้นตอนของการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด

มีหลายโมเดลสำหรับการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด โมเดลหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือโมเดลของ John Dewey โมเดลนี้มี 5 ขั้นตอนดังนี้:

  1. ประสบการณ์: อธิบายประสบการณ์ที่คุณต้องการสะท้อนคิด
  2. การวิเคราะห์: วิเคราะห์ประสบการณ์ ระบุประเด็นสำคัญ
  3. การตีความ: ตีความความหมายของประสบการณ์
  4. การประเมินผล: ประเมินผลประสบการณ์
  5. การดำเนินการ: ตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป

การใช้การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดเพื่อพัฒนาค่านิยม

การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดสามารถใช้เพื่อพัฒนาค่านิยมในเด็กและเยาวชนไทยได้หลายวิธี ตัวอย่างเช่น:

  • ช่วยให้เด็กและเยาวชนเข้าใจค่านิยมของตนเอง: เด็กและเยาวชนสามารถใช้การสะท้อนคิดเพื่อสำรวจความเชื่อของตนเองและเข้าใจว่าค่านิยมเหล่านั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของพวกเขาอย่างไร
  • ช่วยให้เด็กและเยาวชนพัฒนาค่านิยมใหม่ ๆ: เด็กและเยาวชนสามารถใช้การสะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับค่านิยมใหม่ ๆ และพิจารณาว่าค่านิยมเหล่านั้นเหมาะสมกับตนเองหรือไม่
  • ช่วยให้เด็กและเยาวชนตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม: เด็กและเยาวชนสามารถใช้การสะท้อนคิดเพื่อประเมินสถานการณ์ทางจริยธรรมและตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร

คำแนะนำการใช้การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดในบริบทของเด็กและเยาวชนไทย

  • สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย: เด็กและเยาวชนควรรู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันความคิดและความรู้สึกของพวกเขาโดยไม่ต้องกลัวการตัดสิน
  • สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนตั้งคำถาม: เด็กและเยาวชนควรได้รับการสนับสนุนให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับค่านิยมของตนเองและค่านิยมของผู้อื่น
  • ช่วยให้เด็กและเยาวชนเชื่อมโยงค่านิยมกับการกระทำ: เด็กและเยาวชนควรได้รับการช่วยเหลือให้เข้าใจว่าค่านิยมของพวกเขาส่งผลต่อพฤติกรรมของพวกเขาอย่างไร
  • ใช้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม: เด็กและเยาวชนเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ใช้เรื่องราวและสถานการณ์ในชีวิตจริงเพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจแนวคิดเรื่องการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด
  • อดทน: การพัฒนาค่านิยมต้องใช้เวลา อดทนและสนับสนุนเด็กและเยาวชนในขณะที่พวกเขาเรียนรู้และเติบโต

การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดเป็นเครื่องมือที่มีค่าสำหรับเด็กและเยาวชน ช่วยให้พวกเขาเข้าใจตนเอง พัฒนาค่านิยม และตัดสินใจเชิงคุณธรรม” 

ผมลองถาม Copilot ด้วยคำถามเดียวกัน  ได้คำตอบดังนี้ 

“การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (critical reflection) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลสามารถทบทวนและวิเคราะห์ประสบการณ์ของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาความเข้าใจและค่านิยม   หลักการและขั้นตอนของการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดมีดังนี้:

  1. ประสบการณ์รูปธรรม (Concrete Experience): การมีประสบการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นจริง
  2. การไตร่ตรอง/การสะท้อนคิด (Reflective Observation): การทบทวนและคิดเกี่ยวกับประสบการณ์นั้น
  3. การสรุปเป็นหลักการนามธรรม (Abstract Conceptualization): การสรุปความหมายและหลักการจากประสบการณ์
  4. การทดลองปฏิบัติจริง (Active Experimentation): การนำหลักการที่ได้มาทดลองใช้ในสถานการณ์ใหม่1

การใช้กระบวนการนี้ในการฝึกเพื่อพัฒนาค่านิยมในเด็กและเยาวชนไทยสามารถทำได้โดย:

  • การสร้างสถานการณ์หรือกิจกรรม: ให้เด็กและเยาวชนได้มีประสบการณ์จริง เช่น การทำงานกลุ่ม, การเข้าร่วมโครงการจิตอาสา, หรือการแก้ไขปัญหาในชุมชน
  • การสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็นและแบ่งปัน: หลังจากกิจกรรม ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ของตน
  • การวิเคราะห์และสะท้อนคิด: ช่วยให้เด็กและเยาวชนได้วิเคราะห์และสะท้อนคิดถึงสิ่งที่เรียนรู้ รวมถึงค่านิยมที่ได้จากประสบการณ์นั้น
  • การนำไปปรับใช้: สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนนำความเข้าใจและค่านิยมที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ใหม่ๆ

การใช้กระบวนการนี้ช่วยให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง พัฒนาค่านิยมที่ดี และสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในตัวเองและสังคมได้1.”  

ผมขอย้ำเอกสารอ้างอิงที่ Copilot ให้ไว้ คือ (๑)  ที่มีการนำเสนอนิยามของ การสะท้อนคิด ไว้อย่างเป็นวิชาการโดยนักวิชาการศึกษาไทย   

ส่วน ChatGPT ให้คำตอบดังนี้

“การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (critical reflection) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการสำรวจและการทบทวนความคิดเห็น เชื่อมโยงกับประสบการณ์ ความรู้ และมุมมองเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนหลักในการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนดังนี้:

  1. จำแนกประสบการณ์: การตรวจสอบและจำแนกประสบการณ์ที่ผ่านมาโดยมองอย่างลึกซึ้งเพื่อเข้าใจเหตุผลและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น
  2. วิเคราะห์และทบทวน: การวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นหรือการมองเห็นของตนเองโดยมุ่งที่การแบ่งปัจจัยสำคัญและตามเหตุผลที่มี
  3. สรุปและการแก้ไข: ขั้นตอนสุดท้ายจะเน้นการสรุปสิ่งที่ได้สะท้อนคิดและการหาทางแก้ไขหรือแก้ปัญหาที่พบ

การใช้การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดเพื่อพัฒนาค่านิยมสามารถช่วยให้เกิดการเรียนรู้และการเติบโตทางจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทของเด็กและเยาวชนไทย การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดสามารถช่วยให้เด็กและเยาวชนได้รับทักษะในการจัดการกับสถานการณ์ที่แตกต่าง สร้างการเข้าใจและเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์จริง เช่นการให้เชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบันกับความรู้ทฤษฎีที่เรียนรู้ และส่งเสริมการคิดอย่างวิจารณญาณและสร้างความตั้งใจที่ดีในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน.”

จะเห็นว่าการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด เป็นเครื่องมือเรียนรู้ในมิติที่ลึก ที่ทำให้เกิดการคิดขั้นสูง   โดยการตีความประสบการณ์ที่ตนเองได้เป็นผู้กระทำหรือร่วมกระทำ     

สะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้ระดับสูง

การเรียนรู้ระดับสูง (Mastery Learning)    คือการเรียนรู้ที่ให้ผลในลักษณะที่ผู้เรียนนำเอาความรู้หรือสมรรถนะนั้นๆ ไปใช้ได้โดยไม่ต้องคิด หรืออย่างเป็นอัตโนมัติ   ดังเสนอไว้ในหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร    วิธีการหนึ่งที่จะช่วยหนุนให้เกิดผลดังกล่าวได้ ผู้เรียนต้องฝึกนำความรู้ไปปฏิบัติแล้วสะท้อนคิด    ตามที่ระบุในหนังสือหน้า ๑๖๘ - ๑๖๙   คือทั้งสะท้อนคิดตามขั้นตอนการปฏิบัติ  และสะท้อนคิดตรวจสอบระดับคุณภาพของผลงาน   

จะเห็นว่า การสะท้อนคิดไม่เพียงเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ค่านิยมที่ดี หรือการเรียนรู้คุณธรรมเท่านั้น   ยังเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ทุกมิติ   เพื่อผลการเรียนรู้ระดับสูงหรือรู้จริงในทุกด้าน

 

สะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง

การเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง (transfer learning)  เป็นการเรียนรู้ในระดับที่เอาความรู้หรือทักษะนั้นไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ได้   มีรายละเอียดในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง    ที่ไม่ได้เอ่ยถึงการสะท้อนคิดโดยตรง    แต่ในหน้า ๓๒๑ แนะนำ “๑๒ คำถามชั้นยอดสำหรับครูใช้คุยกับศิษย์”   เพื่อกระตุ้นให้ศิษย์สะท้อนคิดนั่นเอง

ผมตีความว่า การเรียนรู้ระดับเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกันกับการเรียนรู้เพื่อพัฒนา “ทักษะแห่งอนาคต” (Future Skills) หรือสมรรถนะอนาคต หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Transferable Skills นั่นเอง   และการสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะนี้     

 

สะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) เป็นการเรียนรู้ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงระบบคุณค่าและโลกทัศน์ของผู้เรียน    มีรายละเอียดในหนังสือ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง    ที่ระบุว่ามี ๖ ปัจจัยหลักที่นำสู่ transformative learning    อยู่ที่หน้า ๑๗   และในบทที่ ๑๑ (หน้า ๑๑๑ - ๑๒๐) เป็นเรื่อง Critical Reflection ในสังคมทุนนิยม    ระบุว่า การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดต้องสะท้อนคิดสู่สมมติฐาน ๓ ด้านคือ (๑) ด้านกระบวนทัศน์  (๒) ด้านการกำหนดกติกา  (๓) ด้านความเป็นเหตุเป็นผล

จะเห็นว่า ค่านิยมศึกษา เป็นเรื่องเดียวกันกับการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง   

 

สอนเสวนาหนุนการสะท้อนคิด

สอนเสวนาแปลมาจากคำว่า Dialogic Teaching  คือสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการสานเสวนา (Dialogue) ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกัน  เพื่อให้การพูดและฟังหลากหลายรูปแบบกระตุ้นความคิด    ซึ่งควรเป็นการคิดแบบสะท้อนคิด   

ในหนังสือ สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก  บทที่ ๑๓ (หน้า ๑๗๒ - ๑๗๓) ระบุ ๑๕ ดัชนีบอกความเป็นการสอนเสวนาที่ดี    ข้อ ๕ “ปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมให้นักเรียนคิด และคิดหลากหลายแบบ”    ผมขอเพิ่มเติมว่า “เน้นที่การคิดแบบสะท้อนคิด” (reflection) 

 

การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้สู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับบนของ Bloom’s Taxonomy of Learning    เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยฉุดคุณภาพการเรียนรู้ในระบบการศึกษาไทยจากหล่มการเรียนรู้ระดับตื้น สะท้อนโดยผลการทดสอบ PISA   และเป็นเครื่องมือสำคัญของ ค่านิยมศึกษา   รวมทั้งจะช่วยให้ผู้เรียนมีสมรรถนะของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Skills)    ที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ ตามที่เสนอไว้ในตอนที่แล้ว

วิจารณ์ พานิช

๒๒ มิ.ย. ๖๗  

         

 

หมายเลขบันทึก: 718743เขียนเมื่อ 9 กรกฎาคม 2024 18:26 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 กรกฎาคม 2024 18:26 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท