เรียนไสยศาสตร์กับอาจารย์วัดเขาอ้อ ตอน ๒

 

                                        ตอน วันพฤหัสบดี วันกำหนดขึ้นครูกับอาจารย์วัดเขาอ้อ

 

            เมื่อถึงวันพฤหัสบดี ข้าพเจ้าได้เตรียมตัวโดยไปจัดหาดอกไม้ธูปเทียน อีกทั้งจัดเงินบูชาครูใส่ซองพกไว้อย่างดี พอตกบ่ายสี่โมงรีบอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวพร้อมทั้งหลบจากการต้องถูกถามคำถามจากผู้ปกครองและพี่น้องว่าจะไปไหนโดยการย่องเงียบเดินออกจากบ้านโดยไม่ให้ผู้ใดรู้

       เดินถือถุงกระดาษใส่ดอกไม้ธูปเทียนด้วยความเบิกบานใจตรงไปยังบ้านท่านอาจารย์ซึ่งมีระยะห่างจากบ้านข้าพเจ้าประมาณสี่ป้ายรถประจำทาง

       เมื่อถึงบ้านท่านอาจารย์ดูเหมือนว่าท่านจะรู้ล่วงหน้ามาก่อนอย่างแน่นอนแล้วว่าข้าพเจ้าจะต้องไปขึ้นครูฝากตัวเป็นศิษย์ตามที่ได้นัดหมายเอาไว้อย่างแน่นอน ทุกอย่างจึงได้มีการเตรียมจัดไว้อย่างพร้อมสรรพ  วันนั้นนอกจากตัวข้าพเจ้าแล้วยังมีศิษย์หนุ่มอีกหนึ่งคนที่มาทำการครอบครูพร้อมกับตัวข้าพเจ้า

       ท่านให้ข้าพเจ้าจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยสามดอกแล้วสอนให้อาราธนาศีลห้าด้วยตนเอง และท่านได้นำดอกไม้ธูปเทียน พร้อมเงินค่าไหว้ครูที่เตรียมมาจัดใส่พานอย่างดีแล้วให้ข้าพเจ้าถือพนมไว้ที่หน้าอก เสร็จแล้วท่านก็ได้ทำพิธีครอบครูให้แก่ข้าพเจ้า

       เมื่อทำพิธีครอบครูเสร็จท่านได้ทำการจีบพลูกับหมากมาหนึ่งคำยื่นมาให้ข้าพเจ้ากินท่านบอกให้เคี้ยวกินเอาแต่เฉพาะน้ำส่วนเนื้อหมากนั้นให้คายทิ้งแล้วได้มอบคาถาให้หนึ่งงบทเป็นคาถาคงประพันชาตรี ตัวคาถานั้นมีคำสี่คำ แปลแล้วก็เกี่ยวกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ และท่านได้สอนวิธีเขียนภาษาขอมให้ในเวลาเดียวกัน เมื่อกินน้ำหมากได้ที่ดีแล้ว ท่านลุกขึ้นไปปหยิบเอามีดอีโต้ด้ามเขื่องขึ้นมา แล้วบอกว่ามีดนี้เป็นมีดที่คมกริบ สามารถตัดต้นกล้วยให้ขาดสองท่อนด้วยความเร็ว แต่มีดนี้ไม่สามารถทำการละคายเคืองผิวหนังของเราได้ เนื่องด้วยอานุภาของคาถา กับความเชื่อมั่นอย่างสูง ท่านจะแสดงให้ดูเพื่อให้ศิษย์เชื่อจะได้หมดความสงสัย เมื่อหมดความสงสัยแล้วจะได้เรียนวิชาด้วยความศรัทธา

       ท่านเล่าว่าคนที่เรียนวิชาไสยศาสตร์ได้เก่งและขลังคือคนสองจำพวก พวกที่หนึ่งคือพวกที่โง่ที่สุด กับพวกที่สองคือพวกที่ฉลาดที่สุด พวกที่โง่ที่สุดคือพวกที่เชื่ออย่างงมงายไม่ต้องมีเหตุมีผล มีศรัทธาอย่างแรงกล้า ครูให้ทำอย่างไรก็ทำตามโดยไม่มีคำถามพวกนี้จะเป็นเร็วส่วนพวกที่ฉลาดที่สุดนั้นเป็นพวกที่จบการศึกษาสูงๆทางโลกพวกนี้เรียนยากเรียนช้าก็จริงแต่เมื่อพิสูจน์แล้วเห็นแล้วจึงเชื่อและก็จะเชื่ออย่างฝังใจ ก็จะประสพความสำเร็จเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะช้าหน่อยแต่จะเป็นเร็ว แล้วก็จะไปได้ไกลกว่าพวกที่โง่ที่สุด ส่วนพวกที่ฉลาดปานกลางพวกนี้เรียนไปมักไม่ค่อยประสพความสำเร็จเพราะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทำอะไรละล้าละลัง ทำให้การศึกษาวิชาไสยศาสตร์ไม่สำเร็จผล

       ท่านพูดพลางยกเอาท้องแขนของข้าพเจ้าขึ้นมาแล้วเอามือลูบไปที่ท้องแขน พร้อมทั้งเป่ามนตราไปที่ท้องแขนของข้าพเจ้า เป่าไล่ขึ้นไปและไต่ลงมาถึงปลายนิ้วมือ ท่านบอกให้เราท่องคาถาคงประพันชาตรีไว้ในใจตลอดเวลา แล้วฉับพลันท่านก็หยิบเอามีดอีโต้ขึ้นมา ฟันฉับไปที่หน้าท้องแขนของข้าพเจ้าไม่ใช่ครั้งเดียวแต่ฟันถึงสามครั้ง มีดอีโต้ที่ฟันลงไปนั้นเมื่อไปชนเอาหน้าท้องแขนข้าพเจ้าแล้วมันก็กระเด้งดึ๋งๆเหมือนกับฟันไปที่ยางของรถยนต์อย่างไรอย่างงั้น

       ใจของข้าพเจ้านั้นเสียวแวบขึ้นมาตลอดเวลาที่อาจารย์ฟันมีดลงบนแขนข้าพเจ้า ถ้าพลาดคาถาไม่ศักดิ์สิทธิ์จริงวันนั้นข้าพเจ้าว่าไม่ใช่เพียงแค่จะเกิดแผลเหวอะหวะขึ้นมาเท่านั้น แขนข้าพเจ้าคงจะขาดด้วยซ้ำไป หลังจากนั้นอาจารย์ใช้มีดด้ามเดียวกันนี้ยกไปฟันต้นนกล้วยขาดสองท่อนในทันใด เมื่อฟันต้นกล้วยเสร็จอาจารย์ยังพูดติดตลกด้วยว่าต้นกล้วยบ้านท่านนั้นโตไม่ทันใช้เพราะมีศิษย์มาฝากตัวเพิ่มขึ้น

       โปรดติดตามตอนต่อไป..