มรรควิธีเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ โดย ศ. นพ. ประเวศ วะสี 

 

มีดังต่อไปนี้

  1. เจริญสติเป็นเนืองนิตย์ ฝึกเจริญสติทุกวัน และในการทำทุกสิ่งทุกอย่างการมีสติจะทำให้รู้อยู่กับปัจจุบัน เป็นการรู้เฉย ๆ ไม่ใช่รู้คิด หรือรู้จำ ตามปรกติมนุษย์รู้โลกจากการคิด การคิดถูกปรุงแต่งด้วยตัณหา อุปทาน ทำให้จิตวุ่น เป็นตัวทุกข์ การรู้อยู่กับปัจจุบันจิตสงบจากการคิด จึงสงบอย่างยิ่ง ความสุขเกิดจากความสงบ ผู้เจริญสติจะพบความสุขอย่างไม่เคยพบมาก่อน เป็นรางวัลชีวิตทำให้สุขภาพดี ปัญญาดี มีเมตตา เปลี่ยนชีวิต การเจริญสติจึงเป็นทางอันเอกของการสร้างชีวิตใหม่
  2. มีไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง ไมตรีจิต = มิตตะ = เมตตา ความรัก หัวใจที่เต็มไปด้วยความรักความเมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความใจกว้าง จิตใหญ่ ไปพ้นความเห็นแก่ตัว ยิ่งเห็นแก่ตัวน้อยเท่าไหร่ยิ่งมีความสุขและทำให้ผู้อื่นมีความสุขมากขึ้น ดังคำประพันธ์ของล้นเกล้า ร.๖ ที่ว่า

“อันความกรุณาปราณี

จะมีใครบังคับก็หาไม่,

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ

จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน:

เปนสิ่งดีสองชั้น; พลันปลื้มใจ

แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล:

เปนกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น:

……………………………………”

ทุกศาสนาจึงสอนเรื่องความรักความเมตตา หัดแผ่เมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุดแก่มนุษย์และสรรพสิ่ง จิตเล็กจะเปลี่ยนเป็นจิตใหญ่ ถึงบรรลุธรรมก็ได้


 

 

3.  จิตจักรวาล จิตเล็กที่ติดคุกของอัตตาแล้วบีบคั้น ต้องพยายามเอาไปโยงกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัว เช่น พระเจ้าหรือธรรมชาติที่เชื่อมโยงใหญ่โตทั้งจักรวาลและเลยไป จะทำให้จิตใหญ่ เป็นอิสระ เปี่ยมสุข เราสัมผัสธรรมชาติอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เช่น ลมหายใจ สายลม แสงแดด กินข้าว กินน้ำ ตามปรกติเรารู้แบบแยกส่วนเป็นส่วน ๆ แท้ที่จริงธรรมชาติหรือธรรมนั้นเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วทั้งจักรวาลและยิ่งกว่าจักรวาล ถ้าเราตระหนักรู้ว่าเราสัมผัสกับธรรมชาติที่ใหญ่โตหรือพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา เราก็จะกลายเป็นคนเปี่ยมสุขเพราะจิตเป็นอิสระจากความคับแคบในตัวเอง

ศาสนาต่าง ๆ จึงเน้นการอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า

ทางพุทธว่าอยู่กับธรรม (ชาติ) เป็นธรรมและการเข้าถึงธรรม ชีวิตก็จะเปลี่ยน

4.  ทำงานทุกชนิดด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ชีวิตมนุษย์สำคัญประดุจฟ้า ทำอะไร ๆ ต้องเอาคนเป็นตัวตั้ง ถ้าเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งก็จะเกิดการผิดพลาดเสมอ ดังเช่น ระบบเศรษฐกิจที่เอาประสิทธิภาพและความมั่งคั่งเป็นตัวตั้ง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำสุด ๆ และปัญหาต่าง ๆ ตามมาเป็นห่วงลูกโซ่ หรือการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งโดยไม่ได้เอาคนเป็นตัวตั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายเหลือคณานับ แก้อย่างใด ๆ ก็ไม่ตก ตราบใดที่ยังไม่เอาคนเป็นตัวตั้ง

         การทำอะไร ๆ โดยมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งหัวใจใหญ่และความหมายใหญ่ การบริการด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะนำไปสู่คุณภาพและคุณค่าอย่างวิเศษสุด และเป็นหนทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงมนุษยชาติ และเปลี่ยนแปลงโลก

5.  รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ สร้างมวลอำนาจทางสังคม หรือ “สังคมานุภาพ” เพื่อความเป็นธรรม    ความเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งสำหรับมนุษย์และสัตว์ แต่ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐขึ้นมา ประชาชนไม่เคยได้รับความเป็นธรรมเพราะ

  • ถูกขูดรีดภาษี
  • ถูกเกณฑ์แรงงาน
  • ถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม
  • ระบบความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม

         ประชาชนพยายามต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเท่าใด ๆ ก็ไม่สำเร็จ จะถูกปราบปรามเข่นฆ่าจำนวนมหาศาล แผ่นดินเต็มไปด้วยบทกวีและโศลกเพื่อความเป็นธรรม และกระดูกของผู้คนที่ล้มตายเพราะความไม่เป็นธรรม


 

 

ถ้าเอาหลักฟิสิกส์เข้าวิเคราะห์จะเห็นสาเหตุและทางออก 

มวลอำนาจใหญ่ย่อมมีแรงดึงดูดทรัพยากรต่าง ๆ เข้าหาตัวมาก

มวลอำนาจใหญ่ในสังคมมี ๒ อย่าง คือ

  1. มวลอำนาจเงิน หรือ ธนานุภาพ
  2. มวลอำนาจรัฐ หรือ รัฐฐานุภาพ

         มวลอำนาจทั้ง ๒ นี้ใหญ่และมีแรงดึงดูดทรัพยากรมาก

         ส่วนสังคมแบบตัวใครตัวมันไม่มีมวลอำนาจ เป็นสังคมอ่อนแอ ไม่มีแรงดึงดูดทรัพยากร

         การกระจายทรัพยากรจึงไม่เป็นธรรม นี่คือสาเหตุของการขาดความเป็นธรรมตาม         สังคม ดังแสดงในรูปข้างล่างนี้

         รูปแสดงอำนาจไม่สมดุล มวลอำนาจรัฐและมวลอำนาจเงินใหญ่มาก จึงมีแรงดึงดูด     ทรัพยากรเข้าหาตัวมาก ส่วนสังคมมวลอำนาจเล็กมาก ไม่มีแรงดึงดูด การกระจายทรัพยากร  จึงไม่เป็นธรรม จึงขาดความเป็นธรรมทางสังคม

         เมื่อกฎฟิสิกส์หรือกฎธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ ต่อให้ประณาม ร้องเรียน แต่งโคลงฉันท์      กาพย์กลอนเพื่อความเป็นธรรม หรือเรียกร้องเชิงมนุษยธรรมเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่สำเร็จ

         ต้องสร้างความสมดุลแห่งอำนาจ

         นั่นคือสร้างมวลอำนาจทางสังคม โดยการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำให้สังคมควบแน่น เป็น  มวลอำนาจทางสังคม หรือสังคมานุภาพ
 

         เมื่อมวลอำนาจทางสังคมใหญ่ใกล้เคียงกับอีก ๒ อำนาจ ก็จะเกิดความสมดุลแห่ง อำนาจ เป็นสังคมสมานุภาพ (สมะ = เสมอ) หรือสอดคล้อง หรือสมานกัน การกระจาย  ทรัพยากรก็จะเป็นธรรม ดังรูป

         รูปแสดงสังคมสมานุภาพ ที่อำนาจทั้ง ๓ เสมอกันและร่วมมือกัน การกระจาย         ทรัพยากรก็จะเป็นธรรม ความเป็นธรรมทางสังคมก็จะบังเกิด

          การสร้างความเป็นธรรมโดยวิธีนี้ ทำได้โดยไม่ต้องต่อสู้แต่โดยร่วมมือกัน เมื่อเกิดความ สมดุลก็จะเกิดความสงบสุข ไม่ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง เป็นการลดต้นทุนในการดำรงอยู่ของทุกฝ่าย

         ฉะนั้น มรรควิธีที่ ๕ คือ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เพื่อสร้างมวลอำนาจทางสังคมนี้จึง สำคัญมาก เมื่อสังคมเกิดความเป็นธรรมก็จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เป็นสังคมสันติ     สุขที่ทุกคนอยู่ดีมีสุข หรือการมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา         ประเทศแต่ไม่เคยสำเร็จ จะสำเร็จเมื่อคนทั้งประเทศเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่

6.  สุนทรียธรรม การเข้าถึงความงามของสรรพสิ่งในสิ่งสูงสุด ความจริง ความดี ความงาม อยู่ที่เดียวกัน การใช้ศิลปะหรือความงามทุกแขนงทำให้เข้าถึงความจริงและความดีได้ ถ้ามีสติและปัญญา ศิลปะและศิลปินเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง จึงมีอยู่ในทุกชุมชน เครือข่ายศิลปินควรช่วยให้มนุษย์เข้าถึงศิลปะ ความจริง และความดี ซึ่งจะเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ ถ้าทำงานทุกชนิดด้วยความประณีตด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ความประณีตก็จะกลายเป็นความงามหรือศิลปะเข้ามาบำรุงหัวใจ คนเราต้องทำงาน เมื่องานกลายเป็นความงามหรือศิลปะก็จะประสบความงามอยู่ทั่วไปหรือในสรรพสิ่ง เป็นเครื่องบำรุงชีวิตให้มีความชื่นใจ หรือปีติปราโมทย์ในเนื้อในตัวตลอดเวลา
 

7. ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง มาจากภาษาบาลีว่า “อภิปโรทะยัง จิตตัง” หรือบางครั้งก็มีผู้แปลว่า ทำจิตให้บันเทิง ความปราโมทย์ บันเทิง ปีติ อยู่ในตระกูลเดียวกันกับความสุข การนึกถึงความดีต่าง ๆ ที่ทำมา ๖ ข้อข้างต้น จะเกิดความปีติปราโมทย์ มีความสุขซึมซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว เป็นชีวิตที่เปี่ยมสุข พยายามทำจิตให้ปราโมทย์ไว้เสมอ ๆ จะเป็นเครื่องมือขจัดทุกข์อย่างดีและสร้างสุขภาพ รักษาความเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อยได้ เพราะเมื่อจิตปราโมทย์ยิ่ง โรคภัยไข้เจ็บจึงหลบหนีไป

         นี้เป็นเหตุว่าทำไมหมวดธรรมที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ จึงได้รับการนับถือว่ารักษาอาการป่วยได้ เพราะองค์ที่ ๔ ของโพชฌงค์ ๗ คือ ปีติ ปีติจะตามด้วยปัสสัทธิ หรือความสงบระงับ หย่อนคลายสบายยิ่ง

         เพราะฉะนั้น ความปีติปราโมทย์ย่อมตามมาด้วยปัสสัทธิ ซึ่งตรงข้ามกับความเครียดเสมอ สมัยปัจจุบันผู้คนเต็มไปด้วยความเครียดทั้งโลก อะไรที่ทำให้ความเครียดของมนุษย์ไม่ปรากฏจึงมีคุณค่ายิ่ง การทำจิตให้ปราโมทย์จึงเป็น ๑ ใน มรรค ๘ แห่งการเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ สิ่งที่ตามมาจากความปีติปราโมทย์ คือ สมาธิอันเป็นข้อ ๘

8. สมาธิ เราเริ่มต้นจากสติ ซึ่งเป็นมรรควิธีที่ ๑ และมาลงที่ข้อ ๘ คือ สมาธิ อันที่จริงสติกับสมาธิ สูงเป็นตระกูลเดียวกัน เมื่อเจริญสติสมาธิก็จะตามมา เจริญไปควบคู่กัน สติคือการตามรู้ สมาธิคือการจดจ่อตั้งมั่นอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อจิตเป็นสมาธิความทุกข์ใด ๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงมีความสุขอย่างยิ่ง เรียกว่าสมาธิสุข จิตมีพลังมากและมีความพร้อมตลอดเวลาเรียกว่าจิตกัมมันตะมาก ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านจึงลงท้ายด้วยสมาธิ

 

มรรค ๘ เพื่อการเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ก็เช่นเดียวกัน ที่ลงท้ายด้วยสมาธิ

ขอให้ทบทวนดูมรรคทั้ง ๘ นี้ ดูบ่อย ๆ

  1. สติเป็นเนืองนิตย์
  2. ไมตรีจิตอันไพศาล
  3. จิตจักรวาล เชื่อมโยงกับความใหญ่อันไม่มีที่สิ้นสุดของธรรมชาติ หรือพระเจ้า หรือโลกุตตรธรรม
  4. ทำงานทุกชนิดด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ หรือการทำดี
  5. รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ สร้างสังคมเข้มแข็งหรือสังคมานุภาพ เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม
  6. สุนทรียธรรม
  7. ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง
  8. สมาธิ

 

ทั้ง ๘ ข้อนี้ หากทำให้มาก (พหุลีกตา) จะเกิดผลใหญ่ (มหัปผลา) คือ เปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ที่เปี่ยมสุขและทรงคุณค่า

ชีวิตที่เปี่ยมสุขและทรงคุณค่าเป็นชีวิตที่น่าอยู่และทำโลกให้งดงาม

มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่

ขอให้ทุกท่านมีชีวิตที่เปี่ยมสุขและทรงคุณค่า

ฉะนี้

 

--------------------------------------------------------