มรรควิธีเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ โดย ศ. นพ. ประเวศ วะสี
มีดังต่อไปนี้
- เจริญสติเป็นเนืองนิตย์ ฝึกเจริญสติทุกวัน และในการทำทุกสิ่งทุกอย่างการมีสติจะทำให้รู้อยู่กับปัจจุบัน เป็นการรู้เฉย ๆ ไม่ใช่รู้คิด หรือรู้จำ ตามปรกติมนุษย์รู้โลกจากการคิด การคิดถูกปรุงแต่งด้วยตัณหา อุปทาน ทำให้จิตวุ่น เป็นตัวทุกข์ การรู้อยู่กับปัจจุบันจิตสงบจากการคิด จึงสงบอย่างยิ่ง ความสุขเกิดจากความสงบ ผู้เจริญสติจะพบความสุขอย่างไม่เคยพบมาก่อน เป็นรางวัลชีวิตทำให้สุขภาพดี ปัญญาดี มีเมตตา เปลี่ยนชีวิต การเจริญสติจึงเป็นทางอันเอกของการสร้างชีวิตใหม่
- มีไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง ไมตรีจิต = มิตตะ = เมตตา ความรัก หัวใจที่เต็มไปด้วยความรักความเมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความใจกว้าง จิตใหญ่ ไปพ้นความเห็นแก่ตัว ยิ่งเห็นแก่ตัวน้อยเท่าไหร่ยิ่งมีความสุขและทำให้ผู้อื่นมีความสุขมากขึ้น ดังคำประพันธ์ของล้นเกล้า ร.๖ ที่ว่า
“อันความกรุณาปราณี
จะมีใครบังคับก็หาไม่,
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน:
เปนสิ่งดีสองชั้น; พลันปลื้มใจ
แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล:
เปนกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น:
……………………………………”
ทุกศาสนาจึงสอนเรื่องความรักความเมตตา หัดแผ่เมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุดแก่มนุษย์และสรรพสิ่ง จิตเล็กจะเปลี่ยนเป็นจิตใหญ่ ถึงบรรลุธรรมก็ได้
3. จิตจักรวาล จิตเล็กที่ติดคุกของอัตตาแล้วบีบคั้น ต้องพยายามเอาไปโยงกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัว เช่น พระเจ้าหรือธรรมชาติที่เชื่อมโยงใหญ่โตทั้งจักรวาลและเลยไป จะทำให้จิตใหญ่ เป็นอิสระ เปี่ยมสุข เราสัมผัสธรรมชาติอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เช่น ลมหายใจ สายลม แสงแดด กินข้าว กินน้ำ ตามปรกติเรารู้แบบแยกส่วนเป็นส่วน ๆ แท้ที่จริงธรรมชาติหรือธรรมนั้นเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วทั้งจักรวาลและยิ่งกว่าจักรวาล ถ้าเราตระหนักรู้ว่าเราสัมผัสกับธรรมชาติที่ใหญ่โตหรือพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา เราก็จะกลายเป็นคนเปี่ยมสุขเพราะจิตเป็นอิสระจากความคับแคบในตัวเอง
ศาสนาต่าง ๆ จึงเน้นการอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า
ทางพุทธว่าอยู่กับธรรม (ชาติ) เป็นธรรมและการเข้าถึงธรรม ชีวิตก็จะเปลี่ยน
4. ทำงานทุกชนิดด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ชีวิตมนุษย์สำคัญประดุจฟ้า ทำอะไร ๆ ต้องเอาคนเป็นตัวตั้ง ถ้าเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งก็จะเกิดการผิดพลาดเสมอ ดังเช่น ระบบเศรษฐกิจที่เอาประสิทธิภาพและความมั่งคั่งเป็นตัวตั้ง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำสุด ๆ และปัญหาต่าง ๆ ตามมาเป็นห่วงลูกโซ่ หรือการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งโดยไม่ได้เอาคนเป็นตัวตั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายเหลือคณานับ แก้อย่างใด ๆ ก็ไม่ตก ตราบใดที่ยังไม่เอาคนเป็นตัวตั้ง
การทำอะไร ๆ โดยมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งหัวใจใหญ่และความหมายใหญ่ การบริการด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะนำไปสู่คุณภาพและคุณค่าอย่างวิเศษสุด และเป็นหนทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงมนุษยชาติ และเปลี่ยนแปลงโลก
5. รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ สร้างมวลอำนาจทางสังคม หรือ “สังคมานุภาพ” เพื่อความเป็นธรรม ความเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งสำหรับมนุษย์และสัตว์ แต่ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐขึ้นมา ประชาชนไม่เคยได้รับความเป็นธรรมเพราะ
- ถูกขูดรีดภาษี
- ถูกเกณฑ์แรงงาน
- ถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม
- ระบบความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม
ประชาชนพยายามต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเท่าใด ๆ ก็ไม่สำเร็จ จะถูกปราบปรามเข่นฆ่าจำนวนมหาศาล แผ่นดินเต็มไปด้วยบทกวีและโศลกเพื่อความเป็นธรรม และกระดูกของผู้คนที่ล้มตายเพราะความไม่เป็นธรรม
ถ้าเอาหลักฟิสิกส์เข้าวิเคราะห์จะเห็นสาเหตุและทางออก
มวลอำนาจใหญ่ย่อมมีแรงดึงดูดทรัพยากรต่าง ๆ เข้าหาตัวมาก
มวลอำนาจใหญ่ในสังคมมี ๒ อย่าง คือ
- มวลอำนาจเงิน หรือ ธนานุภาพ
- มวลอำนาจรัฐ หรือ รัฐฐานุภาพ
มวลอำนาจทั้ง ๒ นี้ใหญ่และมีแรงดึงดูดทรัพยากรมาก
ส่วนสังคมแบบตัวใครตัวมันไม่มีมวลอำนาจ เป็นสังคมอ่อนแอ ไม่มีแรงดึงดูดทรัพยากร
การกระจายทรัพยากรจึงไม่เป็นธรรม นี่คือสาเหตุของการขาดความเป็นธรรมตาม สังคม ดังแสดงในรูปข้างล่างนี้
รูปแสดงอำนาจไม่สมดุล มวลอำนาจรัฐและมวลอำนาจเงินใหญ่มาก จึงมีแรงดึงดูด ทรัพยากรเข้าหาตัวมาก ส่วนสังคมมวลอำนาจเล็กมาก ไม่มีแรงดึงดูด การกระจายทรัพยากร จึงไม่เป็นธรรม จึงขาดความเป็นธรรมทางสังคม
เมื่อกฎฟิสิกส์หรือกฎธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ ต่อให้ประณาม ร้องเรียน แต่งโคลงฉันท์ กาพย์กลอนเพื่อความเป็นธรรม หรือเรียกร้องเชิงมนุษยธรรมเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่สำเร็จ
ต้องสร้างความสมดุลแห่งอำนาจ
นั่นคือสร้างมวลอำนาจทางสังคม โดยการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำให้สังคมควบแน่น เป็น มวลอำนาจทางสังคม หรือสังคมานุภาพ
เมื่อมวลอำนาจทางสังคมใหญ่ใกล้เคียงกับอีก ๒ อำนาจ ก็จะเกิดความสมดุลแห่ง อำนาจ เป็นสังคมสมานุภาพ (สมะ = เสมอ) หรือสอดคล้อง หรือสมานกัน การกระจาย ทรัพยากรก็จะเป็นธรรม ดังรูป
รูปแสดงสังคมสมานุภาพ ที่อำนาจทั้ง ๓ เสมอกันและร่วมมือกัน การกระจาย ทรัพยากรก็จะเป็นธรรม ความเป็นธรรมทางสังคมก็จะบังเกิด
การสร้างความเป็นธรรมโดยวิธีนี้ ทำได้โดยไม่ต้องต่อสู้แต่โดยร่วมมือกัน เมื่อเกิดความ สมดุลก็จะเกิดความสงบสุข ไม่ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง เป็นการลดต้นทุนในการดำรงอยู่ของทุกฝ่าย
ฉะนั้น มรรควิธีที่ ๕ คือ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เพื่อสร้างมวลอำนาจทางสังคมนี้จึง สำคัญมาก เมื่อสังคมเกิดความเป็นธรรมก็จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เป็นสังคมสันติ สุขที่ทุกคนอยู่ดีมีสุข หรือการมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา ประเทศแต่ไม่เคยสำเร็จ จะสำเร็จเมื่อคนทั้งประเทศเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่
6. สุนทรียธรรม การเข้าถึงความงามของสรรพสิ่งในสิ่งสูงสุด ความจริง ความดี ความงาม อยู่ที่เดียวกัน การใช้ศิลปะหรือความงามทุกแขนงทำให้เข้าถึงความจริงและความดีได้ ถ้ามีสติและปัญญา ศิลปะและศิลปินเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง จึงมีอยู่ในทุกชุมชน เครือข่ายศิลปินควรช่วยให้มนุษย์เข้าถึงศิลปะ ความจริง และความดี ซึ่งจะเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ ถ้าทำงานทุกชนิดด้วยความประณีตด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ความประณีตก็จะกลายเป็นความงามหรือศิลปะเข้ามาบำรุงหัวใจ คนเราต้องทำงาน เมื่องานกลายเป็นความงามหรือศิลปะก็จะประสบความงามอยู่ทั่วไปหรือในสรรพสิ่ง เป็นเครื่องบำรุงชีวิตให้มีความชื่นใจ หรือปีติปราโมทย์ในเนื้อในตัวตลอดเวลา
7. ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง มาจากภาษาบาลีว่า “อภิปโรทะยัง จิตตัง” หรือบางครั้งก็มีผู้แปลว่า ทำจิตให้บันเทิง ความปราโมทย์ บันเทิง ปีติ อยู่ในตระกูลเดียวกันกับความสุข การนึกถึงความดีต่าง ๆ ที่ทำมา ๖ ข้อข้างต้น จะเกิดความปีติปราโมทย์ มีความสุขซึมซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว เป็นชีวิตที่เปี่ยมสุข พยายามทำจิตให้ปราโมทย์ไว้เสมอ ๆ จะเป็นเครื่องมือขจัดทุกข์อย่างดีและสร้างสุขภาพ รักษาความเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อยได้ เพราะเมื่อจิตปราโมทย์ยิ่ง โรคภัยไข้เจ็บจึงหลบหนีไป
นี้เป็นเหตุว่าทำไมหมวดธรรมที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ จึงได้รับการนับถือว่ารักษาอาการป่วยได้ เพราะองค์ที่ ๔ ของโพชฌงค์ ๗ คือ ปีติ ปีติจะตามด้วยปัสสัทธิ หรือความสงบระงับ หย่อนคลายสบายยิ่ง
เพราะฉะนั้น ความปีติปราโมทย์ย่อมตามมาด้วยปัสสัทธิ ซึ่งตรงข้ามกับความเครียดเสมอ สมัยปัจจุบันผู้คนเต็มไปด้วยความเครียดทั้งโลก อะไรที่ทำให้ความเครียดของมนุษย์ไม่ปรากฏจึงมีคุณค่ายิ่ง การทำจิตให้ปราโมทย์จึงเป็น ๑ ใน มรรค ๘ แห่งการเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ สิ่งที่ตามมาจากความปีติปราโมทย์ คือ สมาธิอันเป็นข้อ ๘
8. สมาธิ เราเริ่มต้นจากสติ ซึ่งเป็นมรรควิธีที่ ๑ และมาลงที่ข้อ ๘ คือ สมาธิ อันที่จริงสติกับสมาธิ สูงเป็นตระกูลเดียวกัน เมื่อเจริญสติสมาธิก็จะตามมา เจริญไปควบคู่กัน สติคือการตามรู้ สมาธิคือการจดจ่อตั้งมั่นอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อจิตเป็นสมาธิความทุกข์ใด ๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงมีความสุขอย่างยิ่ง เรียกว่าสมาธิสุข จิตมีพลังมากและมีความพร้อมตลอดเวลาเรียกว่าจิตกัมมันตะมาก ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านจึงลงท้ายด้วยสมาธิ
มรรค ๘ เพื่อการเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ก็เช่นเดียวกัน ที่ลงท้ายด้วยสมาธิ
ขอให้ทบทวนดูมรรคทั้ง ๘ นี้ ดูบ่อย ๆ
- สติเป็นเนืองนิตย์
- ไมตรีจิตอันไพศาล
- จิตจักรวาล เชื่อมโยงกับความใหญ่อันไม่มีที่สิ้นสุดของธรรมชาติ หรือพระเจ้า หรือโลกุตตรธรรม
- ทำงานทุกชนิดด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ หรือการทำดี
- รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ สร้างสังคมเข้มแข็งหรือสังคมานุภาพ เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม
- สุนทรียธรรม
- ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง
- สมาธิ
ทั้ง ๘ ข้อนี้ หากทำให้มาก (พหุลีกตา) จะเกิดผลใหญ่ (มหัปผลา) คือ เปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่ที่เปี่ยมสุขและทรงคุณค่า
ชีวิตที่เปี่ยมสุขและทรงคุณค่าเป็นชีวิตที่น่าอยู่และทำโลกให้งดงาม
มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนจิตสร้างชีวิตใหม่
ขอให้ทุกท่านมีชีวิตที่เปี่ยมสุขและทรงคุณค่า
ฉะนี้
--------------------------------------------------------