ยิ่งอายุมากขึ้น ผมก็ยิ่งตระหนักในคำสอนของ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว ว่า “ชีวิตที่ลำบาก เป็นชีวิตที่เจริญ”   จึงขอสะท้อนคิดลงบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังพิจารณา   

มนุษย์เรามีธรรมชาติเรียนรู้จากประสบการณ์    คนที่เรียนรู้จากประสบการณ์ได้เก่ง จะปรับตัวเข้ากับบริบทหรือสถานการณ์ที่เผชิญได้ดี    ช่วยให้มีชีวิตที่ดี มีความสุขความเจริญ    ผมมีแม่เป็นตัวอย่าง

แม่ (นางง้อ พานิช) เป็นลูกจีน    พ่อแม่อพยพมาจากประเทศจีน จากซัวเถา    พี่หลายคนเกิดที่เมืองจีน แต่แม่ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องเกิดที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี    เพราะพ่อแม่ยากจน แม้จะเรียนเก่ง แม่ก็ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงานหากิน โดยเรียนจบแค่ ป. ๔   แต่แม่มีพรสวรรค์ที่เป็นคนเรียนรู้จากการอ่าน และจากการสังเกตและใคร่ครวญจากประสบการณ์ชีวิตโดยตรง   รวมทั้งมีความขยันขันแข็ง  ต่อสู้ ซื่อสัตย์ จริงใจ ทำให้สร้างตัวร่วมกับพ่อได้    และที่สำคัญ เลี้ยงลูก ๗ คน ได้ดี และเป็นคนดีหมดทุกคน   โดยที่ตอนผมที่เป็นลูกหัวปีเป็นเด็ก แม่เลี้ยงผมด้วยวิธีที่ผิด    แต่การเลี้ยงน้องๆ คนหลังๆ แม่ก็ผ่อนปรนความเข้มงวดลงไปมาก 

เพราะเราเป็นครอบครัวสร้างฐานะ   ทุกคนจึงต้องทำงาน ซึ่งหมายความว่าต้องเผชิญความไม่ชอบใจไม่พอใจ   ในสมัยเด็ก ผมไม่พอใจแม่มากที่สุด  ทั้งๆ ที่รู้ว่าแม่รักผมมาก   เพราะผมไม่สามารถออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ได้    ต้องถูกแม่บังคับให้ทำงาน   และต่อมาเมื่อมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพ ก็ต้องอยู่อย่างระมัดระวังให้เงินที่พ่อแม่ให้ใช้จ่ายเดือนละ ๓๐๐ บาท พอใช้ตลอดเดือน   รวมทั้งต้องเผชิญข้อจำกัดทางฐานะอีกหลายอย่าง ทั้งทางชีวิตความเป็นอยู่ทางกายภาพ และความบีบคั้นทางจิตใจ   ที่เรารู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่น

ความยากลำบากที่เดี๋ยวนี้ผมถือว่าจิ๊บจ้อย    แต่ตอนเป็นวัยรุ่นเป็นเรื่องใหญ่มาก    คิดใคร่ครวญว่า ความยากลำบากเหล่านั้นมีส่วนช่วยหล่อหลอมชีวิตของผมให้เจริญก้าวหน้ามาเป็นอยู่อย่างในปัจจุบันที่ผมพอใจมาก    และคิดกลับทางว่า หากชีวิตวัยเด็กของผมสุขสบาย อยากได้ไรก็ได้   ผมจะไม่ได้ดีถึงขนาดนี้   อาจถึงกับเสียคนก็ได้   เพราะชีวิตวัยรุ่นมีแรงชักจูงไปในทางเสื่อมได้ง่าย    หรือไม่เสื่อมแต่ก็อ่อนแอ เพราะไม่มีโอกาสเผชิญและเรียนรู้จากประสบการณ์ความยากลำบาก   

ที่จริงผมบอกลูกๆ ตั้งแต่ผมอายุ ๓๐ กว่า    ว่าลูกๆ โชคดีน้อยกว่าผม    ที่ผมกิดเป็นลูกคนจน หรือคนที่ต้องสร้างตัวจากไม่มีฐานะ  แต่เขาเป็นลูกหมอที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งแม่และพ่อ   ทำให้เขาขาดโอกาสได้เผชิญความยากลำบากอย่างที่ผมเคยได้รับ

แต่เขาก็ยังโชคดี  ที่ผมไม่ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน   ให้นั่งรถบัสบริการของมหาวิทยาลัย    ช่วยให้ประสบการณ์ยากลำบากเล็กๆ  และต้องปรับตัวเข้ากับเด็กอื่นๆ ที่มาจากครอบครัวหลากหลายฐานะ   ผมเรียกวิธีเลี้ยงลูกของครอบครัวผมว่า เลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ให้ช่วยตัวเอง   จำได้ว่าครั้งหนึ่งน้ำท่วมหาดใหญ่ ลูกชายที่เป็นลูกคนเล็กกำลังเรียนอยู่ชั้นประถม   ออกจากโรงเรียนไม่เห็นรถมหาวิทยาลัยที่เคยไปรับตามเวลา   และนก็เอ่อขึ้นเรื่อยๆ    จึงเดินร้องไห้กลับบ้าน    มีคนในมหาวิทยาลัยไปพบเข้า จึงให้ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซคล์ พามาส่งที่บ้านในมหาวิทยาลัย   

ถึงรุ่นหลาน ยิ่งโชคร้ายยิ่งขึ้น   เพราะฐานะของพ่อแม่ยิ่งดีขึ้นไปอีก  เผชิญสภาพ “ถูกพ่อแม่ทำร้ายด้วยความรักความห่วงใย”    และผมก็ได้เรียนรู้การเลี้ยงลูกของคนมีฐานะกลุ่มหนึ่งที่เลี้ยงลูกแบบทนุถนอมเกิน ที่ฝรั่งเรียกว่า over-protected   ซึ่งมองจากมุมของการเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นการกีดกันไม่ให้ลูกได้มีประสบการณ์เผชิญความยากลำบากเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต    เช่นโดนเพื่อนรังแก หรือกลั่นแกล้ง    อยากได้ของบางอย่างแล้วไม่ได้   เป็นต้น   

“พ่อแม่รังแกลูกด้วยความรัก ทนุถนอม” จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนย้อนแย้ง    ที่คนฐานะดีสมัยนี้เผชิญ    ในขณะที่เด็กในครอบครัวยากจน ครอบครัวแหว่งกลาง จำนวนหนึ่ง ขาดแคลนการเลี้ยงดูเพื่อสร้าง executive functions ที่แข็งแรงให้แก่สมอง ขาดการมีตัวช่วยในการสร้างตัวตนและความมั่นคงในคุณธรรม ตาม Chickering’s Seven Vectors of Identity Development     

สังคมไทยปัจจุบันจึงอยู่ในยุคอ่อนแอในการพัฒนาพลเมืองคุณภาพสูง   เป็นที่น่าห่วงสำหรับความมั่นคงยั่งยืนของสังคมไทย ประเทศไทย 

วิจารณ์ พานิช

๑๖ พ.ย. ๖๖