คำนำเสนอ

หนังสือ การเดินทางเชิงออกแบบผ่านระบบที่ซับซ้อน

วิจารณ์ พานิช

..............

นี่คือหนังสือชี้ขุมทรัพย์ และเส้นทางหรือการเดินทางสู่ขุมทรัพย์นั้น   ผ่านภูมิประเทศที่ซับซ้อนยิ่งยวดและมีความไม่แน่นอนสูง   ที่ใช้คุณสมบัติของความซับซ้อนยิ่งยวดและมีความไม่แน่นอนสูงนั้นเองเป็นพลัง   โดยใส่ตัวช่วยคือการออกแบบกระบวนการให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในระบบหรือในองค์กรนั้นๆ    ในลักษณะที่เกิดปฏิสัมพันธ์เชิงบวกหรือเชิงเสริมแรงซึ่งกันและกัน    โดยมีแรงดึงดูดให้ร่วมมือรวมพลังกันคือ การมีเป้าหมายที่ทรงคุณค่าร่วมกัน (shared purpose) 

ขุมทรัพย์ที่เอ่ย หมายถึงขุมทรัพย์ทางปัญญา   และขุมทรัพย์ทางสังคม   อาจเรียกว่า ทุนปัญญาและทุนสังคม ก็ได้ 

นอกจากพลังของความซับซ้อน และพลังของการออกแบบ   ยังแนะนำวิธีใช้พลังของกระบวนทัศน์การออกแบบ และการดำเนินการเชิงระบบ   มองความเชื่อมโยงหรือปฏิสัมพันธ์กันระหว่างส่วนย่อยหรือองค์ประกอบของระบบ    และหาทางออกแบบให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ส่งผลสู่เป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด

เพื่อปูพื้นความรู้เชิงทฤษฎีหรือหลักการเกี่ยวกับการปลดปล่อยพลังของความซับซ้อนและไม่แน่นอนให้แก่ท่านผู้อ่าน     จึงเริ่มด้วยบทที่ ๑ วิธีวิทยาการออกแบบเชิงระบบ  และบทที่ ๒ การประชุมเพื่อร่วมคิดร่วมสร้างสรรค์     ตามด้วยบทที่ ๒ – ๙ ที่อธิบาย ๗ ขั้นตอนของการเดินทางออกแบบ    และบทสุดท้าย กลับบ้าน  สะท้อน “การเดินทาง” หรือวิวัฒนาการของวิทยาการออกแบบ    ที่เริ่มจากภาคอุตสาหกรรม จนขยายมาถึงภาคสาธารณะและภาคประชาชนในปัจจุบัน   

เป็นหนังสือที่เสนอกระบวนการออกแบบ และเครื่องมือต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ลุ่มลึก และประณีตบรรจงอยู่ในตัวของมันเอง    จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ๒ ท่านคือ Peter Jones นักออกแบบระบบ โดยเฉพาะระบบสุขภาพ ชาวแคนาดา  และ Kristel Van Ael นักออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบ ที่เน้นมิติของความเป็นมนุษย์ ชาวเบลเยี่ยม   ทั้งสองท่านเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศของตนด้วย    และแปลเป็นภาษาไทยโดยนักแปลชั้นครู คือคุณวิภาดา กิตติโกวิท        

กระบวนการออกแบบเริ่มจากการร่วมกันกำหนดเป้าหมายระยะยาวที่ทรงคุณค่า   และการร่วมกันกำหนดเส้นทางหรือการเดินทางสู่การบรรลุเป้าหมายนั้น    ในลักษณะของการเดินทางที่วนซ้ำ (iterative) ได้    และมีการเก็บข้อมูลจากสภาพความเป็นจริง  นำมาใช้ประกอบการออกแบบการเดินทาง   

การเดินทางเชิงออกแบบ หรือการออกแบบแนวเดินทางนี้   เป็นการเดินทางร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก    ผ่าน ๗ ขั้นตอนหลัก คือ (๑) การวางกรอบ  (๒) การฟังระบบ หรือเก็บข้อมูลจากสภาพความเป็นจริง  (๓) การทำความเข้าใจระบบ  (๔) การนึกภาพอนาคตที่ต้องการ  (๕) การแสวงหากลยุทธที่เป็นคานงัด  (๖) วางแผนกระบวนการเปลี่ยนแปลง  และ (๗) การเปลี่ยนผ่านสู่การกระทำ   โดยที่แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดทั้งเชิงทฤษฎีและวิธีปฏิบัติที่มีรายละเอียดซับซ้อนมาก    

เป็นการเดินทางแสวงหาพลังที่ซ่อนอยู่ในความซับซ้อนยวดยิ่งและความไม่แน่นอนของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและระบบนิเวศ    ที่สามารถร่วมกันทำให้เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (change) และเปลี่ยนโฉม (transformation)  โดยตัวอย่างแหล่งพลังได้แก่ ลักษณะจำเพาะที่มีร่วมกัน เจตนารมณ์ร่วม  ความไม่ชัดเจนหรือกำกวม   ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน   หลักการและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง    ธรรมชาติของงาน   ข้อมูลและความรู้ที่สร้างขี้นและแลกเปลี่ยน   การเรียนรู้และโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกัน   บริบทและโครงสร้างของบริบทที่เกี่ยวข้อง  เป็นต้น  

ผมมีความเห็นว่าจะเข้าใจสาระในหนังสือเล่มนี้ได้อย่างแท้จริง ต้องไม่พยายามทำความเข้าใจจากการอ่านเท่านั้น   ต้องนำไปทดลองปฏิบัติแล้วสะท้อนคิดว่าผลจากการปฏิบัติตรงหรือไม่ตรงกับที่บอกไว้ในหนังสือ    หากไม่ตรง เป็นเพราะเราเข้าใจผิดที่บางจุด หรือเป็นเพราะบริบทของเราต่างจากบริบทที่ผู้เขียนมีประสบการณ์     

กล่าวใหม่ว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจระดับลึก    ต้องปฏิบัติแล้วสะท้อนคิดด้วยตนเองและเป็นทีม จึงจะเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง  

ผมขอย้ำว่า ๗ ขั้นตอนของการเดินทางออกแบบนี้  ในชีวิตจริงไม่ได้ดำเนินเป็นเส้นตรงจาก ๑ ไป ๒  ไป ๓ เรื่อยไป   แต่อาจมีการ วนกลับได้   เช่นเมื่อดำเนินการถึงขั้นตอนที่ ๕ แสวงหากลยุทธที่เป็นคานงัด      ผลของการแสวงหาอาจทำให้กลุ่มต้องย้อนกลับไปร่วมกันนึกภาพอนาคตในขั้นตอนที่ ๔ ใหม่ เป็นต้น   โดยที่สาเหตุให้ต้องนึกภาพอนาคตใหม่อาจไม่ใช่เพราะไม่สามารถบรรลุเป้าได้   แต่อาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศโลก   ที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่หากนำมาใช้ เป้าหมายจะไปได้ไกลกว่า หรือมีคุณค่ายิ่งกว่าที่คิดไว้เดิมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย     

ที่จริงหนังสือก็บอกชัดเจนแล้วว่า คำว่า “การเดินทาง” ในชื่อหนังสือนั้นเป็นสมมติ   สำหรับใช้เดินเรื่องเพื่อเรียนรู้เครื่องมือสำหรับใช้ในการออกแบบการเปลี่ยนแปลงระบบที่ซับซ้อนยิ่งยวด    เพื่อให้อยู่ในสภาพที่คล้ายจริงมากที่สุด 

การสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบที่ซับซ้อนยิ่งยวด ที่การเปลี่ยนแปลงมีคุณค่าสูงยิ่ง   และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นยากยิ่ง นี้   ต้องการผู้แสดงบทบาททุ่มเทรวมพลังร่วมกันกระทำการ ที่เรียกว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ที่ครบถ้วนทุกฝ่าย   โดยมีคำแนะนำหลักการและวิธีการคัดเลือกหรือสรรหาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมกระบวนการออกแบบและดำเนินการ    โดยใช้หลักการ 5Is คือ ได้รับข้อมูล (Informed), ได้รับผลกระทบ (Impacted), มีความสนใจ (Interested), ลงทุน (Invested), และ เป็นผู้ดำเนินการ (Implementers)   โดยเลือกคนที่มีครบทั้ง 5I เข้าร่วม

ขอย้ำว่า ๗ ขั้นตอนหลักของการออกแบบการเดินทางเปลี่ยนแปลงระบบที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน  ได้แก่ (๑) การวางกรอบ  (๒) การฟังระบบ หรือเก็บข้อมูลจากสภาพความเป็นจริง  (๓) การทำความเข้าใจระบบ  (๔) การนึกภาพอนาคตที่ต้องการ  (๕) การแสวงหากลยุทธที่เป็นคานงัด  (๖) วางแผนกระบวนการเปลี่ยนแปลง  และ (๗) การเปลี่ยนผ่านสู่การกระทำ

การวางกรอบระบบ

เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดของการเดินทางออกแบบ   เป็นเสมือนแผนการเดินทาง    ที่มีการกำหนดเป้าหมายในระดับคุณค่า (purpose)   ขอบเขตของระบบ และกำหนดการต่างๆ    ที่นำสู่การทำความรู้จักระบบ และขอบเขตโครงสร้างของระบบที่เราต้องการออกแบบสร้างการเปลี่ยนแปลง     

ผู้วางกรอบระบบไม่ใช่นักออกแบบระบบ แต่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย    โดยนักออกแบบระบบทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator) ช่วยให้การทำงานแบบ “ร่วมสร้าง” (co-creation) โดยผู้มีส่วนได้ส่วนสียประสบความสำเร็จ 

การออกแบบการเดินทางในขั้นตอนของการวางกรอบระบบนี้    เขาแนะนำกระบวนการ ๔ ขั้นตอนคือ  (๑) การสอบถามแบบวนซ้ำ (iterative inquiry)  (๒) แผนที่ผู้กระทำ (actors map)  (๓) บริบทที่สมบูรณ์ (rich context)  (๔) การค้นพบกลุ่มเฉพาะ (niche discovery)    ที่แต่ละขั้นตอนมีกระบวนการแยกย่อยออกไปอีก      

การฟังระบบ หรือเก็บข้อมูลจากสภาพความเป็นจริง

เป็นขั้นตอนของการฟังจากประสบการณ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากระบบ    ตีความได้ว่า เป็นการทำความเข้าใจมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ    ภายใต้บริบทที่จำเพาะ หรือเงื่อนไขที่จำเพาะ   

โดยเขาแนะนำวิธีการ ๔ ขั้นตอนคือ  (๑) การค้นหาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  (๒) การตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงการ  (๓) การสัมภาษณ์ทำความเข้าใจบริบท  (๔) การทำแผนที่ผู้กระทำ ทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์     ที่มีรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนที่จะช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนได้มากมาย        

การทำความเข้าใจระบบ 

เป็นการทำความเข้าใจและเรียนรู้ระบบที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง    โดยทำความเข้าใจโครงสร้าง  แรงขับดัน และการเคลื่อนไหวของกระบวนการภายในระบบ สู่โมเดลความคิด (mental model) ในความซับซ้อนของระบบ สู่การตัดสินใจอย่างมีข้อมูลหลักฐาน   

ช่วยให้เข้าใจระบบผ่านพฤติกรรมและปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเชิงระบบ   เป็นความเข้าใจผ่านประสบการณ์ของมนุษย์ในระบบที่ซับซ้อน    ช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อทั้งพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสมาชิกในระบบ 

เขาแนะนำวิธีการทำความเข้าใจโมเดลของพฤติกรรมภายในระบบโดยใช้ ๕ เครื่องมือ ได้แก่  (๑) ระบบนิเวศทางสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าระบบและโรงสร้างทางสังคมมีที่มาที่ไปอย่างไร   (๒) โมเดลทรัพย์สินทางปัญญาที่หลากหลาย   เพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดขึ้นอย่างไร และเคลื่อนไปทางใด  (๓) แผนที่อิทธิพล (influence map)  เพื่อทำความเข้าใจว่าปัจจัยทางสังคมและที่เป็นตัวอิทธิพลส่งผลต่อกันและกันอย่างไรภายในระบบ  (๔) แม่แบบระบบ (system archetype)  เพื่อทำความเข้าใจลักษณะที่พบบ่อยภายในระบบ   (๕) ไดอะแกรมวงจรเรื่องราว (story loops)  เพื่อทำความเข้าใจตัวปัญหาภายในระบบ  ทั้งที่เป็นวงจรเสริมแรง (reinforcing loop)   และวงจรสร้างสมดุล (balancing loop)     

แต่ละเครื่องมือช่วยให้เข้าใจระบบเชิงลึกและซับซ้อน    ที่เป็นระบบนิเวศที่มีหลายขั้น ตั้งแต่ชั้นจุลภาค  ชั้นกลาง  ชั้นมหภาค ไปจนถึงขั้นระบบนิเวศเชิงธรรมชาติ (bio-ecosystem)    

การนึกภาพอนาคตที่ต้องการ 

เป็นกระบวนการที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันจินตนาการ และร่วมสร้าง (co-creation) อนาคตที่เป็นไปได้    เป็นการเปลี่ยนความคิดจากมองอดีตและปัจจุบัน ไปสู่การมองอนาคต มองระยาว    สู่การสร้างต้นแบบ (หลายแบบ)  คุณค่า  และหลักการของระบบ ที่จะสร้างขึ้นใหม่

เครื่องมือที่เสนอมี ๔ ชิ้น  ได้แก่  (๑) ข้อเสนอคุณค่าของระบบ   ว่ามีคุณค่าอะไรบ้างต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่ม  (๒) สามแนวขอบฟ้า (Three Horizons) เป็นเครื่องมือมองอนาคตเชิงยุทธศาสตร์   เพื่อแปลงเป้าหมายและทิศทางในอนาคต สู่วงจรการดำเนินการที่เป็นวงจรระยะยาว (๓) การสร้างปฏิทรรศน์ (paradoxing)  เพื่อใช้คุณค่าเป็นตัวดึงขั้วตรงกันข้ามเข้ามาทำงานเสริมแรงกัน  (๔) แผนที่การสังเคราะห์ (synthesis map)   นำเอาความแตกต่างหลากหลายมาตีความสังเคราะห์เป็นข้อสรุปสำหรับดำเนินการ   เป็นรายงานที่เผยแพร่ได้ทั้งภายในโครงการและต่อสาธารณชน        

การแสวงหากลยุทธที่เป็นคานงัด 

เป็นการเสาะหาวิธีดำเนินการเชิงระบบ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบ    ที่มีโอกาสและความเป็นไปได้จำนวนมากมาย ที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน    เป็นโอกาสของการจินตนาการและเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด   

เน้นการค้นหาและขับเคลื่อนกลยุทธที่ช่วยยกระดับโอกาสบรรลุผลลัพธ์ยิ่งใหญ่    โดยใช้เครื่องมือ ๕ ชิ้น ได้แก่  (๑) สถานการณ์จำลองภาวการณ์อนาคต  (๒) กลยุทธการแทรกแซง  ว่าควรดำเนินการที่จุดไหน อย่างไร เมื่อไร (๓) โมเดลการแทรกแซง (intervention model)  โดยคำนึงถึงปัจจัยเกี่ยวข้องที่ซับซ้อน  (๔) ตัวแปรในบริบท   จะเข้าไปจัดการอย่างไร  (๕) แผนที่ผลลัพธ์  เพื่อตรวจสอบเส้นทางของกิจกรรมที่นำสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ     

การวางแผนกระบวนการเปลี่ยนแปลง 

เป็นการร่วมกันวางแผนดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบ    โดยใช้เครื่องมือช่วยการวางแผน ที่ใช้ทั้งพลังสังคมและพลังเทคนิคในการวางแผน   กล่าวง่ายๆ ว่า นี่คือขั้นตอนจัดกำลังทัพของทีมงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการทั้งหมด    ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเสริมพลังกัน ในท่ามกลางความซับซ้อน แตกต่าง และสับสน

ใช้เครื่องมือ ๔ ชิ้น ได้แก่  (๑) TOSCA (Theory of Systems Change and Action)  ซึ่งหมายถึงทฤษฎีหรือหลักการที่อธิบายวิธีดำเนินการเชิงระบบ และการลงมือดำเนินการ เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบ (๒)  ทำความเข้าใจผู้คนที่เข้าร่วม (process enneagram) ผ่านกระบวนการที่ใช้จิตวิทยาเชิงบวก  (๓) การประเมินความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง  เพื่อหาทางปิดช่องว่าง  (๔) การกำกับดูแล หรือธรรมาภิบาลระบบนิเวศ (ecosystem governance)    โดยที่เครื่องมือแต่ละชิ้นมีความละเอียดอ่อนและใช้จิตวิทยาสูงมาก   

การเปลี่ยนผ่านสู่การกระทำ 

เป็นการเตรียมกระบวนการเปลี่ยนผ่าน (transition)  สู่การเปลี่ยนโฉม (transformation)    หรือการวางแนวทางสู่การปฏิบัตินั่นเอง   ย้ำว่าการออกแบบเปลี่ยนแปลงระบบในที่นี้มีเป้าหมายสุดท้ายที่การนำไปปฏิบัติ และบรรลุผลตามที่ตั้งเป้าไว้    ขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบจึงต้องเป็นการเสนอแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้ผลจริง

ใช้เครื่องมือ ๔ ชิ้น คือ  (๑) การระดมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  สู่การมีบทบาทในช่วงดำเนินการ    โดยมีกลยุทธดึงดูด (engage) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม หลากหลายบริบท เข้ามีส่วนร่วมตามความเหมาะสม (๒) การเปลี่ยนผ่านโดยการออกแบบ (Transition by Design) สู่การทดลองพัฒนาต้นแบบ และการขยายผล   (๓) โมเดลการทำงานร่วมกัน  เตรียมการณ์ความร่วมมือสู่การเปลี่ยนผ่าน   ที่ทีมผู้ดำเนินการร่วมกันออกแบบ  (๔) กลยุทธวงจรการปรับตัว (adaptive cycle) ตามแนวทางของ ecological systems theory   เพื่อให้มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตของระบบสังคม  หรือให้สอดคล้องกับบริบทที่เผชิญในขณะนั้นนั่นเอง        

ขอย้ำว่า หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยการเดินทางเชิงออกแบบ เพื่อการเปลี่ยนโฉมระบบที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน    เป็นเพียงการออกแบบ ยังไปไม่ถึงการลงมือดำเนินการ    ผมมีความเห็นว่า ขั้นตอนและเครื่องมือในหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้การดำเนินการในขั้นตอนลงมือทำคล่องตัวและยืดหยุ่นขึ้นมาก    รวมทั้งจะช่วยให้โอกาสบรรลุผลสำเร็จที่ต้องการสูงขึ้นมาก    แต่ในตอนลงมือทำน่าจะต้องมีเครื่องมือสำคัญสำหรับทีมงานใช้ร่วมกันคือ วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เรียกว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle (https://www.gotoknow.org/posts/713644)  ที่จะช่วยให้ทีมงานเกิดการเรียนรู้ทั้งเชิงเทคนิควิธีการ และเชิงหลักการหรือทฤษฎี จากการทำกิจกรรม หรือการมีประสบการณ์ร่วมกัน   และนำมาใช้ปรับการดำเนินงานให้เกิดผลดียิ่งขึ้น   การเรียนรู้จากประสบการณ์นี้มีมิติที่เลยจากความเข้าใจของวงการศึกษาไทยมากมาย อ่านได้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/tags/เรียนรู้จากประสบการณ์   

แม้ว่าผู้เขียนจะบอกว่า ต้องการเสนอเครื่องมือ หรือความรู้ปฏิบัติ สำหรับใช้ออกแบบกระบวนการ เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบที่ซับซ้อนยิ่งยวด   แต่เมื่ออ่านแล้วผมมีความเห็นว่า มีความรู้เชิงทฤษฎีหรือเชิงหลักการว่าด้วยธรรมชาติของระบบที่ซับซ้อนแฝงอยู่มากมาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ ๑  และบทที่ ๒)    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิติทางสังคม หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่างๆ รอบตัว    มองในมุมหนึ่ง การออกแบบเชิงระบบเป็นการออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ให้เกิดผลในทาง “สร้างสรรค์ร่วม” (co-creation)   

ชีวิตอุดม คือชีวิตที่ไม่ว่าทำอะไร ไม่ว่าร่วมกับคนกลุ่มใด มีการสร้างสรรค์ร่วม เพื่อประโยชน์ที่อยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนตน บูรณาการหรือแฝงอยู่ด้วยเสมอ 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖