โคโพธิสัตว์พูดกับน้องซึ่งมีความน้อยใจว่า เขาเลี้ยงด้วยหญ้าและฟาง เลี้ยงสุกรด้วยข้าวต้มและข้าวสวย

มุนิกชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. มุนิกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๐)

ว่าด้วยหมูชื่อมุนิกะ

             (โคโพธิสัตว์พูดกับน้องซึ่งมีความน้อยใจว่า เขาเลี้ยงด้วยหญ้าและฟาง เลี้ยงสุกรด้วยข้าวต้มและข้าวสวย จึงกล่าวคาถานี้ว่า)

             [๓๐] เธออย่าปรารถนาเป็นอย่างหมูมุนิกะเลย หมูมุนิกะกินอาหารอันเป็นเหตุให้เดือดร้อน เธอจงเป็นผู้ขวนขวายน้อย กินข้าวลีบเถิด การกินข้าวลีบนี้เป็นเหตุให้มีอายุยืน

มุนิกชาดกที่ ๑๐ จบ

----------------

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

เอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค

๑๐. มุณิกชาดก ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประเล้าประโลมของเด็กหญิงอ้วน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               เรื่องการประเล้าประโลมนั้นจักมีแจ้งในจุลลนารทกัสสปชาดก เตรสนิบาต.
               ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ?
               ภิกษุนั้นทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. พระศาสดาตรัสถามว่า เพราะอาศัยอะไร? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะอาศัยการประเล้าประโลมของเด็กหญิงอ้วน พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เด็กหญิงอ้วนนั้นกระทำความพินาศแก่เธอ ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ในวันวิวาห์ของเด็กหญิงอ้วนนี้ เธอก็ถึงความสิ้นชีวิต ถึงความเป็นแกงอ่อมของมหาชน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดโค ในบ้านของกุฏุมพีคนหนึ่ง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยมีชื่อว่า มหาโลหิต ฝ่ายน้องชายของพระโพธิสัตว์ ได้เป็นผู้ชื่อว่า จูฬโลหิต ธุระการงานในตระกูลนั้นนั่นแล ย่อมดำเนินไปได้ เพราะอาศัยโค ๒ ตัวพี่น้องนั้น นั่นเอง.
               ก็ในตระกูลนั้น มีเด็กหญิงคนหนึ่ง. กุลบุตรชาวเมืองคนหนึ่ง ขอเด็กหญิงนั้นเพื่อบุตรของตน. บิดามารดาของเด็กหญิงนั้น ให้ข้าวยาคูและภัตเลี้ยงดูสุกร ชื่อว่า มุณิกะ ด้วยหวังว่า แกงอ่อมจักมีเพื่อแขกทั้งหลายผู้มาในวันวิวาห์ของเด็กหญิง.
               โคจูฬโลหิตเห็นดังนั้น จึงถามพี่ชายว่า ธุระการงานในตระกูลนี้ เมื่อจะดำเนินไป ก็อาศัยเราพี่น้องทั้งสอง จึงดำเนินไปได้ แต่คนเหล่านี้ให้เฉพาะแต่หญ้าและใบไม้แก่พวกเรา กลับปรนเปรอสุกรด้วยข้าวยาคูและภัต ด้วยเหตุไรหนอ สุกรนี้จึงได้ยาคูและภัตนั้น.
               ลำดับนั้น โคผู้พี่จึงกล่าวแก่โคจูฬโลหิตผู้น้องว่า ดูก่อนพ่อจูฬโลหิต เจ้าอย่าริษยาโภชนะของสุกรนั้นเลย สุกรนี้กำลังบริโภคภัตเป็นเหตุตาย ในวันวิวาห์ของกุมาริกา สุกรนี้จักเป็นแกงอ่อมสำหรับแขกผู้มา เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านี้จึงเลี้ยงดูสุกรนี้ โดยล่วงไป ๒-๓ วันแต่นี้ไป คนทั้งหลายจักพากันมา เมื่อเป็นอย่างนั้น เจ้าจักได้เห็นสุกรนั้น ถูกจับที่เท้าทั้งหลาย ดึงออกมาจากใต้เตียง ถูกเขาฆ่ากระทำแกงและกับข้าว เพื่อแขกทั้งหลาย แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
               ท่านอย่าริษยาหมูมุณิกะเลย มันกินอาหาร อันเป็นเหตุให้เดือดร้อน ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย กินแต่แกลบเถิด นี่เป็นลักษณะแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน.
               แต่นั้น ไม่นานนัก คนเหล่านั้นก็พากันมา ฆ่าหมูมุณิกะแล้วแทงโดยประการต่างๆ พระโพธิสัตว์กล่าวกะโคจูฬโลหิตว่า พ่อ เจ้าเห็นหมูมุณิกะแล้วหรือ.
               โคจูฬโลหิตกล่าวว่า ข้าแต่พี่ ผลแห่งการบริโภคของหมูมุณิกะฉันเห็นแล้ว ของสักว่าหญ้า ใบไม้และแกลบเท่านั้นของพวกเราอุดม ไม่มีโทษ และเป็นลักษณะแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน กว่าภัตของหมูมุณิกะ โดยร้อยเท่าพันเท่า.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อน เธอก็อาศัยกุมาริกานี้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วถึงความเป็นแกงอ่อมของมหาชน ด้วยประการอย่างนี้แล. ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันอยากสึก ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แม้พระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิ แล้วทรงประชุมชาดกว่า
               มุณิกสุกรในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุผู้กระสันจะสึก
               กุมาริกานี้แหละได้เป็น กุมาริกาอ้วน
               โคจูฬโลหิตได้เป็น พระอานนท์
               ส่วนโคมหาโลหิตได้เป็น เรา แล.

               จบอรรถกถามุณิกชาดกที่ ๑๐.               
               จบ กุรุงควรรคที่ ๓.               
               -----------------------------------------------------