พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้

ขราทิยชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๕. ขราทิยชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๑๕)

ว่าด้วยลูกของแม่เนื้อที่ชื่อขราทิยา

             (พญาเนื้อโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาจะสอนลูกของน้องสาว จึงกล่าวว่า)

             [๑๕] แม่ขราทิยา เราไม่สามารถจะสั่งสอนเนื้อที่มีกีบเท้า ๘ กีบ มีเขาคดตั้งแต่โคนจรดปลาย ที่ละเลยโอวาทตลอด ๗ วันตัวนั้นได้

ขราทิยชาดกที่ ๕ จบ

-------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

เอกกนิบาตชาดก สีลวรรค

ขราทิยชาดก ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ภิกษุนั้นว่ายากไม่รับโอวาท. ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอว่ายากไม่รับโอวาทจริงหรือ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่รับโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ว่ายาก จึงติดบ่วงถึงความสิ้นชีวิต แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์เป็นมฤคแวดล้อมด้วยหมู่เนื้ออยู่ในป่า. ลำดับนั้น เนื้อผู้เป็นน้องสาวมฤคนั้นแสดงบุตรน้อย แล้วให้รับเอา ด้วยคำพูดว่า ข้าแต่พี่ชาย นี้เป็นหลานของพี่ พี่จงให้เรียนมายาเนื้ออย่างหนึ่ง. มฤคนั้นกล่าวกะหลานนั้นว่า ในเวลาชื่อโน้น เจ้าจงมาเรียนเอา เนื้อผู้หลานไม่มาตามเวลาที่พูดไว้.
               เมื่อล่วงไป ๗ วันเหมือนดังวันเดียว เนื้อผู้เป็นหลานนั้นไม่ได้เรียนมายาของเนื้อ ท่องเที่ยวไป จึงติดบ่วง. ฝ่ายมารดาของเนื้อนั้นเข้าไปหามฤคผู้พี่ชาย แล้วถามว่า ข้าแต่พี่ พี่ให้หลานเรียนมายาของเนื้อแล้วหรือ?
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เจ้าอย่าคิดเสียใจต่อบุตรผู้ไม่รับโอวาทสั่งสอนนั้น บุตรของเจ้าไม่เรียนเอามายาของเนื้อเอง เป็นผู้ไม่มีความประสงค์จะโอวาทเนื้อนั้นเลย ในบัดนี้ จึงกล่าวคาถานี้ว่า
               ดูก่อนนางเนื้อขราทิยา ฉันไม่สามารถจะสั่งสอนเนื้อตัวนั้น ผู้มี ๘ กีบ มีเขาคดแต่โคนเขาจนถึงปลายเขา ผู้ล่วงเลยโอวาทเสียตั้ง ๗ วันได้.
               ครั้งนั้น นายพรานฆ่าเนื้อที่ว่ายากตัวนั้นซึ่งติดบ่วง ถือเอาแต่เนื้อ แล้วหลีกไป.
               ฝ่ายพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้ว่ายากแต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้ว่ายากเหมือนกัน.
               ครั้นทรงนำพระเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิกันแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               เนื้อผู้เป็นหลานในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ว่ายาก ในบัดนี้
               แม่เนื้อผู้เป็นน้องสาวในกาลนั้น ได้เป็น พระอุบลวรรณา ในบัดนี้
               ส่วนเนื้อผู้ให้โอวาทในกาลนั้น ได้เป็น เราตถาคต แล.

               จบอรรถกถาขราทิยชาดกที่ ๕               
               ------------------------------------------------------------