ตอนที่ ๓ (ภาคออกแบบ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้  ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning Design : Theoretical Foundations and Effective Principles (2023)  เขียนโดย Colin Beard    

ตอนที่ ๒๔ นี้  ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๓  The Holistic Experiential Learning Design Model (HELM) : A Complex Web of Interactions   

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ โมเดลของการเรียนรู้จากประสบการณ์ นอกจากโมเดลที่เสนอโดยศาสตราจารย์ David Kolb  ที่เป็นยอดนิยมและเข้าใจง่ายเพราะมีความง่ายอยู่ในตัวแล้ว    ควรมีโมเดลที่ซับซ้อนและครบถ้วนยิ่งขึ้น   เพื่อสนองความเป็นองค์รวมของการเรียนรู้จากประสบการณ์    ในที่นี้เสนอตัวแทน 5H   และโมเดลกุญแจกล (combination lock) ๗ ชิ้นส่วน  

 

การออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ อาศัยหลักการที่เสนอใน Kolb’s Experiential Learning Cycle (gotoknow.org/posts/708408)    แต่มีการตีความขยายความให้มีความซับซ้อนและเลื่อนไหลกว่าแนวคิดเดิมอย่างมากมาย    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ คุณค่าด้านการตั้งข้อสงสัยตรวจสอบ (heuristic value) ต่อหลักการดังกล่าว   

ยุคตระหนักว่า การเรียนรู้ และประสบการณ์เป็นสิ่งซับซ้อน

ทฤษฎีการเรียนรู้เรียงตามลำดับเกิดก่อนหลังมี ๕ ทฤษฎีหรือกลุ่มทฤษฎี โดยมีตัวย่อ B.C.H.S.E. ดังนี้ (๑) Behaviourism (1900-1940s)  (๒) Cognitivism (1950s)  (๓) Humanism (1960s)  (๔) Social constructionism (1970s)  (๕) Ecological complexity (1990s-)    แต่หากค้นใน Google ด้วยคำว่า “human learning theories” อาจได้ผลที่แตกต่างออกไปบ้าง เช่นมีคำว่า Constructivism, Connectivism เป็นต้น   สะท้อนความซับซ้อนอย่างยิ่งของการเรียนรู้

การเรียนรู้จากประสบการณ์ เกิดขึ้นในยุคที่ ๕  โดยใช้ทฤษฎีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าทั้งหมด  ขยายความต่อด้วยแนวคิดปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม   การเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งจากประสบการณ์ภายในตัวบุคคล  และจากปฏิสัมพันธ์ของตัวบุคคลกับกิจกรรมหรือประสบการณ์ภายนอก    โดยมีประสบการณ์ถึง ๗ อย่างที่เป็นทั้งเหตุและผลของการเรียนรู้  ที่ใช้ภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า  sensing (รับสัมผัสหรือสิ่งเร้า), doing (ทำ), knowing (รู้), feeling (รู้สึก), belonging (การเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ชุมชน หรือสังคม), becoming (การพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงตน), being (ความรู้สึกมีตัวตน)    

จะเห็นว่านักวิชาการ/นักปฏิบัติด้านการเรียนรู้จากประสบการณ์ ใช้ประสบการณ์ที่มีความซับซ้อนยิ่ง เพื่อการเรียนรู้ 

ต้องการโมเดลใหม่ ในการสะท้อนคิดความซับซ้อนของการเรียนรู้

หลังจากมีการเสนอ Kolb’s Experiential Learning Cycle ในปี 1984 ก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง   พร้อมๆ กันนั้น ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าโมเดลดังกล่าว ยังมองการเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่ซับซ้อนอย่างเพียงพอ    โดยมีการเสนอให้เห็นความซับซ้อนทั้งด้านประสบการณ์  ด้านการเรียนรู้  และด้านผู้เรียน (learner)    ดังจะได้กล่าวถึงในตอนต่อๆ ไป     

โมเดลการเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างเป็นองค์รวม

โมเดลการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม ที่เสนอมานานมากและยังเป็นที่นิยมกันในปัจจุบันคือ โมเดล 3H : Head, Heart, Hand   โดย Head  แทนการเรียนรู้ด้านความรู้ (cognitive domain)    Heart แนการเรียนรู้ด้านจิตใจ (affective domain)    Hand แทนการเรียนรู้ด้านปฏิบัติหรือทักษะ (psychomotor domain)   

งานวิจัยจำนวนมาก บอกว่า 3H ยังไม่ครอบคลุมการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม    Colin Beard จึงเสนอโมเดล 5H   คือ เพิ่ม Home/Habitat  กับ Human    และอธิบาย 3H เดิมเสียใหม่ ดังนี้   

  • Head หมายถึง การคิด (thinking) ที่หมายรวมการสะท้อนคิด  การคิดเชิงนามธรรม  ความจำ และอื่นๆ 
  • Heart หมายถึง ความรู้สึก (feeling) ที่เน้นที่อารมณ์ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้ 
  • Hand  หมายถึง การกระทำ (doing)  และการรับสิ่งเร้า (sensing) ทั้งจากภายนอกและภายในตน    ความหมายที่กว้างคือ การตระหนักถึงความสำคัญของร่างกายต่อการเรียนรู้
  • Home หมายถึง การเป็นส่วนหนึ่งขององค์รวม (belonging)  เช่นเป็นส่วนหนึ่งของวงศ์ตระกูล  เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว  เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน  เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร   เป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีพ เป็นต้น   Habitat หมายถึง การเป็นส่วนหนึ่งและมีปฏิสัมพันธ์กับระบบนิเวศภายนอกตัว (more-than-human world)   
  • Human  หมายถึงความเป็นมนุษย์ ที่มีตัวตน (being)   รู้รับผิดชอบชั่วดี มีอัตลักษณ์ เอกลักษณ์         

ปัจจัย 5H เป็นทั้งตัวรับ และตัวสร้างประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ อย่างซับซ้อน    และทั้ง 5H มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างซับซ้อน   สู่การเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมจากประสบการณ์ที่ซับซ้อนยิ่ง    นำสู่โมเดลการเรียนรู้ ๗ แนวทาง (mode) ที่จะกล่าวถึงต่อไป     

   

ตัวแทนหลายชั้น 

การอธิบายความซับซ้อนและความเป็นพลวัตของประสบการณ์ และของการเรียนรู้ ต้องใช้ตัวแทน (representation) หลายชั้นและหลายรูปแบบ   โดยมีผู้เสนอไว้หลากหลายโมเดล   ในที่สุด Colin Beard เสนอโมเดลกุญแจกล (learning combination lock) ที่ประกอบด้วยกลไก ๗ กลไกประกบเข้าด้วยกัน   ด้านซ้าย ๓ กลไกเป็นเรื่องโลกภายนอก   ด้านขวา ๓ กลไกเป็นเรื่องโลกภายในตัวบุคคล    เชื่อม ๒ ส่วนด้วยกลไกการรับสิ่งเร้า (sense) รวมเป็น ๗ กลไก 

กลไกด้านโลกภายนอกได้แก่ (๑) การเป็นส่วนหนึ่ง (belonging) ของโลกส่วนนอกสังคมมนุษย์  (๒) การเป็นส่วนหนึ่ง (belonging) ของสังคมมนุษย์  (๓) การกระทำ (doing) เป็นการกระทำในโลก   

กลไกด้านโลกภายในได้แก่  (๕) ความรู้สึก (feeling) ต่อประสบการณ์ (๖) รู้ (knowing) เกี่ยวกับประสบการณ์นั้น  (๗) ตระหนักรู้ตัวตนของตน (being)    

หากมีคำถามว่า กลไกที่ ๔ หายไปไหน ตอบว่าคือกลไกเชื่อมภายนอกกับภายในเข้าด้วยกัน  คือ กลไกรับสิ่งเร้า (sensing)    ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรมีกลไกภายในเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกลไก คือการเปลี่ยนแปลงตัวตน (becoming) รวมเป็น ๘ กลไก    

 โมเดลกุญแจกล ๗ ชิ้น แสดง ๗ มิติของการเรียนรู้จากประสบการณ์ แสดงในรูป