ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก [๑๒๗] ก็โดยสมัยนั้นแล นาคตัวหนึ่งอึดอัด ระอา เกลียดกำเนิดนาค จึงนาคนั้นได้มีความดำริว่า ด้วยวิธีอะไรหนอ เราจึงจะพ้นจากกำเนิดนาค และกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน. ครั้นแล้วได้ดำริต่อไปว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้แล เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวแต่คำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม หากเราจะพึงบวชในสำนักพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ด้วยวิธีเช่นนี้ เราก็จะพ้นจากกำเนิดนาคและกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน ครั้นแล้วนาคนั้นจึงแปลงกายเป็นชายหนุ่ม แล้วเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชาอุปสมบท สมัยต่อมา พระนาคนั้นอาศัยอยู่ในวิหารสุดเขตกับภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี ภิกษุรูปนั้น ตื่นนอนแล้วออกไปเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ครั้นภิกษุรูปนั้นออกไปแล้ว  พระนาคนั้นก็วางใจจำวัด. วิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู. ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง. ครั้นภิกษุรูปนั้นผลักบานประตูด้วยตั้งใจจักเข้าวิหาร ได้เห็นวิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู เห็นขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง ก็ตกใจ จึงร้องเอะอะขึ้น.

            ภิกษุทั้งหลายพากันวิ่งเข้าไปแล้วได้ถามภิกษุรูปนั้นว่า อาวุโส ท่านร้องเอะอะไปทำไม?

             ภิกษุรูปนั้นบอกว่า อาวุโสทั้งหลาย วิหารนี้ทั้งหลังเต็มไปด้วยงู ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง.

             ขณะนั้น พระนาคนั้น ได้ตื่นขึ้นเพราะเสียงนั้น แล้วนั่งอยู่บนอาสนะของตน.

             ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโส ท่านเป็นใคร?

             น. ผมเป็นนาค ขอรับ.

             ภิ. อาวุโส ท่านได้ทำเช่นนี้เพื่อประสงค์อะไร?

            พระนาคนั้นจึงแจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วได้ทรงประทานพระพุทธโธวาทนี้แก่นาคนั้นว่า พวกเจ้าเป็นนาคมีความไม่งอกงามในธรรมวินัยนี้เป็นธรรมดา ไปเถิดเจ้านาค จงไปรักษาอุโบสถในวันที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์นั้นแหละ ด้วยวิธีนี้เจ้าจักพ้นจากกำเนิดนาค และจักกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน ครั้นนาคนั้นได้ทราบว่า ตนมีความไม่งอกงามในพระธรรมวินัยนี้เป็นธรรมดาก็เสียใจหลั่งน้ำตา ส่งเสียงดังแล้วหลีกไป.

             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความปรากฏตามสภาพของนาค มีสองประการนี้ คือ เวลาเสพเมถุนธรรมกับนางนาค ผู้มีชาติเสมอกัน ๑ เวลาวางใจนอนหลับ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความปรากฏตามสภาพของนาค ๒

ประการนี้แล

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ สัตว์ดิรัจฉาน ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย. (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ )

บางทีอาจจะเป็นด้วยเรื่องนี้เอง ที่มีผู้แต่งตำนานเสริมว่า นาคได้ฝากชื่อไว้ให้เรียกผู้

ที่จะบวชว่า นาค ก็เป็นได้ และนี่ก็คือสาเหตุที่ต้องซักถามผู้ที่มาขอบวชว่า “มนุสโสสิ” เป็นมนุษย์หรือ ก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่พวกอมนุษย์แปลงตัวมาบวชนั่นเอง

กล่าวโดยสรุป นาค หมายถึง คนที่จะบวชเขาเรียกว่านาค นาคนั้นแปลว่าผู้

ประเสริฐหรือผู้ที่ไม่ทำบาป เหตุที่ได้ชื่อว่านาคเรื่องเดิมมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จากการศึกษาธรรม จึงเทศนาสอนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายจนเกิดความเลื่อมใส พระองค์ได้เสด็จเผยแพร่ศาสนาไปทั่วชมพูทวีป มีพญานาคผู้เฝ้าติดตามเรื่องของพระพุทธองค์และรับรู้ด้วยญาณว่าแต่ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น พญาคันคาก  โดยมีเรื่องราวของพญาคันคาก กล่าวว่า ณ เมืองแห่งหนึ่งชื่อเมืองชมพู มีเจ้าเมืองชื่อพระเจ้าเอกราช และพระมเหสี คือ พระนางสีดา ครองเมืองด้วยความร่มเย็นเป็นสุขกาลครั้งนั้นพระโพธิสัตว์จุติลงในครรภ์พระนางสีดา และประสูติออกมาเป็นคันคาก (คางคก) บิดามารดาไม่พอใจ แต่ก็เมตตาสงสารเลี้ยงไว้ เมื่อคันคาก เป็นหนุ่มก็อยากจะมีเมีย พระอินทร์สงสารจึงช่วยเหลือโดยเนรมิตปราสาทไว้ใจกลางเมืองชมพู และนำนางอุดรกุรุทวีป ผู้เป็นเนื้อคู่มาไว้ในปราสาท แล้วชุบให้คันคากมีรูปร่างงดงาม ทั้งสองจึงได้อภิเษกกับครองเมืองชมพูสืบไปพญาคันคากครองเมืองมานาน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองแห้งแล้งอดอยาก พญาคันคากสั่งให้พญานาคและปลวก ทำทางจากเมืองชมพูไปถึงเมืองแถนเป็นเวลานาน ๒ ปี มีกองทัพสัตว์หลายชนิด เช่น กิ้งกือ ตะขาบ แมงป่องช่วยรบด้วยจนชนะพญาแถน พญาคันคาก สั่งให้พญาแถนแต่งน้ำฝนให้ตกลงในเมืองชมพู แล้วเอาข้าวทิพย์เม็ดเท่ามะพร้าวไปปลูกให้เมืองมนุษย์ เสร็จแล้วเลิกทัพกลับมาเมืองชมพู เมืองนั้นจึงบริบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา ต่อมาชาวเมืองชมพูพากันเกียจคร้าน มิได้ทำยุ้งฉางไว้คอยรับข้าวทิพย์ เอาแต่มีดพร้าฟันเม็ดข้าว เม็ดข้าวจึงเล็กลง ดังที่เห็นในทุกวันนี้ 

พญานาคผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงแปลงกายเป็นมนุษย์เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาและอยู่ร่วมกับภิกษุสงฆ์ทั่วไป เหตุการณ์ก็ได้ดำเนินไปอย่างปกติสุข จนวันหนึ่ง ขณะนอนหลับนั้น ได้เผลอกายกลับคืนสู่ร่างนาคดังเดิม สร้างความแตกตื่น ตกใจกลัวแก่พระภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก ร้อนถึงพระพุทธเจ้าต้องมาเจรจากับนาคว่า “ผู้ที่มาบวชในศาสนาของเราสงวนไว้สำหรับมนุษย์เท่านั้น ขอท่านพึงกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนของท่านเถิด”

พญานาครับคำแต่มีความอาลัยในเพศบรรพชิตจึงกราบทูลขอต่อพระพุทธเจ้าว่า ต่อไปภายหน้าแม้นาคจะบวชไม่ได้ แต่ขอให้ผู้ที่เตรียมตัวจะบวชหรือถ้าผู้ใดจะบวชขอให้มีชื่อเรียกว่า "นาค” เพื่อให้พวกนาคมีส่วนร่วมอยู่เป็นส่วนหนึ่งในพระพุทธศาสนาของพระองค์ด้วยการขอฝากชื่อนาคไว้ ดังนั้น จึงได้ปรากฏมีประเพณีการทำขวัญนาค แห่นาค และบวชนาค ก่อนที่จะอุปสมบทบรรพชามาเป็นพระภิกษุจนถึงกาลปัจจุบัน จึงถือได้ว่าพระพุทธเจ้าได้ผ่อนปรนตามศรัทธาคำขอของพญานาคโดยการใช้สัญลักษณ์ของผู้บวชใหม่ให้ห่มขาวนุ่งขาวเป็นนาคก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะความเป็นภิกษุนุ่งห่มจีวรเหลือง

ดังนั้น ต่อมาภายหลัง ในพิธีการบวชนั้นต้องมีการ "ขานนาค” ที่พระคู่สวด ต้องถามบุคคลที่จะขอบวชพระหรือผู้ที่จะบรรพชาเป็นภาษาบาลีว่า ก่อนเสมอว่า“ มนุสฺโสสิ ” แปลว่า เจ้าเป็นมนุษย์หรือเปล่า และผู้บวชต้องรับว่า “ อามะ ภันเต ” ขอรับ เจ้าข้า ...อันเป็นส่วนหนึ่งของการบวชพระในสังคมไทยปัจจุบัน

การบวชหรือการบวชนาค หมายถึงการงดเว้นจากสิ่งที่ควรงดเว้นคือการเว้นจากกิจการบ้านเรือนมาบวชเป็นพระเพื่อบำเพ็ญเพียรทางพระศาสนาซึ่งมี การสวดมนต์ ภาวนา เป็นต้น 

การบวชนั้นถ้าเป็นสามเณรเรียกว่าบรรพชา  ถ้าเป็นพระภิกษุเรียกว่าอุปสมบท